Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
18 November Day 412-426: Understanding Intellectual Property และไฮเดกเกอร์Day 412-426: Understanding Intellectual Property และ ไฮเดกเกอร์ วันนี้ดิชั้นไปเข้าห้องเรียนกับเจี๊ยบ ซึ่งเป็นเพื่อนคนไทยที่ศึำกษาความหลากหลายทางชีวภาพของปลาน้ำจืดเมืองไทย ณ เมืองเซนต์แอนดรูวส์ซึ่งติดทะเล (ถูกมั้ยเจี๊ยบ) ไปนั่งเข้าคอร์ส Gradskills หัวข้อ Understanding Intellectual Property ซึ่งต้องขออธิบายนิยามก่อนว่า Gradskills คืออะไร เอาเวอร์ชันไหนดีล่ะ และแล้วเพลงไตเติลของกระจกหกด้านก็ลอยเข้ามา ติวติ่วติวติ๊วติวติ่วติว ติวติวติวติ่วติวติวติ๊ว กะ-แหรด-สะ-กิล (ต้องอ่านออกเสียงที่คุ้นเคยค่ะ) ชอบมากรายการนี้ คำว่า "กะ-แหรด-สะ-กิล เป็นคำที่ประหลาด คำว่ากะ-แหรด ฟังดูคล้ายคำว่า กะหรัดเพชร แต่มีความหมายตรงกันข้าม เพราะมักไร้ความแวววาวตื่นเต้นน่าสนใจ คำว่า สะ-กิล ฟังดูคำว่า สะ-กิน-เฮด ซึ่งทำให้นึกถึงคีนู รีฟส์ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน เพราะคนที่มาฟังหรือบรรยายไม่มีใครหน้าตาดีอย่างนั้น คำว่า กะ-แหรด-สะ-กิล มีสองความหมาย ความหมายแรก คือ วิชาเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยมองว่้ามีคุณประโยชน์ต่อนักเรียน เป็นวิชาที่นักเรียนปริญญาเอกถูกบังคับให้ไปลงเพื่อให้ครบข้อกำหนดโควตาที่ ต้องการ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าตั้งไปเพื่ออะไร ความหมายที่สอง คือ การที่นักเรียนปริญญาเอกสาขาวรรณคดีทิ้งเวลา (ที่จริงๆ ควรจะเอาไปอ่านงานเขียนอันจะเสริมสร้างพัฒนางานวิจัยตนเอง หรือนั่งเล่นโยคะสมาธิหรือคุยกับหญิงยิปซีขาย Big Issues หน้า Tesco) ไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะไปทิ้งกับการฟังอะไรที่น่าเบื่อเหลือเกิน เช่น วิชา managing your supervisor (ใครช่างคิดชื่อวิชาที่น่าเกลียดมาก) หรือ Understanding Intellectual Property หรือ Presenting with Purpose (ซึ่งกระจกหกหรือเจ็ดด้านนิยามว่า เป็นการใช้เวลานั่งฟังนักเรียนต่างชาติพูดไม่หยุด และพูดเรื่องที่ไร้สาระเสียด้วยสิ เช่น สุนัขที่บ้านชอบกินอะไร เป็นต้น) ดังนั้น จากความหมายที่สอง คำว่า กะ-แหรด-สะ-กิล จึงเป็นคำกริยา ใช้ในรูปย่อ หมายถึง ทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์ เช่น "โน้ตๆ เลิก กะ-แหรด ได้แล้ว ไปผับทุกวันเดี๋ยวจะเรียนไม่จบเอานะ" หรือ "เคี้ยวข้าวช้าๆ หน่อยตาล เคี้ยวไม่ละเอียดมันจะไม่ กะ-แหรด กับท้องของเธอนะ" เป็นต้น กะแหรดสกิลมีประโยชน์อย่างเดียวสำหรับผู้เขียนคือ ได้พบเพื่อนเก่า อย่างคุณเจี๊ยบ และได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างคณะ อ้อ อีกอย่างที่สำคัญ ได้รับประทานน้ำชากาแฟและบิสกิตฟรีตอนช่วงพัก (บนเกาะเล็กๆ นี้การพักดื่มน้ำชาเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง) วันนี้หัวข้อคือ understanding intellectual property ก็น่าสนใจดี (บางทีกระจกหกเจ็ดด้านก็อาจจะพูดเกินจริง แต่ก็ไม่เคยเกินความจริงนะ จะบอกให้) แต่พอผู้พูดเลคเชอร์เรื่องการจะเอางานวิจัยไปใช้เป็น commodity ต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไร มีการบรรยายหัวข้อวิธีการเจรจาธุรกิจ ทำอย่างไรให้ได้เงินมากที่สุด ผู้เขียนก็รู้สึกแล้วล่ะ ว่าอยากเดินกลับไปอ่านหนังสือเขียนงานที่ออฟฟิศ แต่ทำไม่ได้ คอร์สนี้กินเวลา 3 ชั่วโมง!!! คือเข้าใจว่าเราต้องรู้อ่ะเรื่องพวกนี้ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่จะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อมาก อย่างนี้ขอไปฟังคนพูดเกี่ยวกับอิทธิพลเจน ออสเตนในหนังฮอลลีวูด (ซี่งเทียบเท่ากับเอาไม้จิ้มฟันจิ้มตา) หรือนั่งดูรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (ซึ่งเทียบเท่ากับเอาไม้จิ้มฟันจิ้มตาหลายครั้ง) หรือไปดูเด็กปริญญาตรีปีนหน้าผาตอนเมาหรือกินเคบับไก่อมน้ำมัน ยังดีซะกว่า เพราะงานของเราเป็นงานที่ยิ่งกระจายออกไปเท่าไหร่ยิ่งดี ทำให้คนคิดได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ใช่งานที่ควรจะเก็บเป็นความลับแล้วประมูลขายทำสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่ ให้ได้ก้อนเงินที่มากที่สุด นักเรียนวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรอาจจะได้ประโยชน์จากวิชานี้มากกว่า หรือไม่?? เพราะคุยกับเจี๊ยบแล้ว แปลกใจที่ได้รู้ว่า บ้านเราไม่มีawareness เรื่อง IP มากเ้ท่าที่ควร โดยเฉพาะงานวิจัยของวิทยาศาสตร์ อย่างของเซนต์แอนดรูวส์ หากคุณเป็นนักเรียนปริญญาโทหรือเอกเนี่ย งานของคุณคืองานของคุณ บางกรณีเช่นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มีเรื่องของ funding มาเกี่ยว ซุปก็จะมามีส่วนด้วย แต่ postdoc ไม่ใช่ เพราะถือว่าคุณคือลูกจ้างหรือพนักงานมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของผลงานของคุณ แต่อย่างของไทย ยกตัวอย่าง นักเรียนไทยที่ได้ทุนจากเมืองไทยไปทำวิจัยปลูกมังคุดหรือผลไม้ของไทยให้ต่าง ชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนเนี่ย พอปลูกให้เขาได้ ประเทศนั้นๆ ก็จดลิขสิทธิ์เป็นของเขาไป แล้วเลิกค่ะ ไม่นำเข้าผลไม้ชนิดนั้นจากประเทศเราอีกเลย วิชาความรู้จึง "กะแหรด" ของจริง คือเอากลับมาพัฒนาให้ประเทศเจริญขึ้นมาไม่ได้ แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร ให้สถาบันที่ให้ทุน เช่น กพ เป็นเจ้าของผลงานไปเลยจะดีกว่ามั้ย ในกรณีของสิ่งประดิษฐ์หรือวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ใครที่มีความรู้กฎหมายช่วยอธิบายให้คนที่ไปเข้าคอร์ส Understanding Intellectual Property แล้วไม่เข้าใจอยู่ดีได้เข้าใจขึ้นมาบ้าง ได้มั้ยคะ วันนี้จะได้ไม่ กะ-แหรด ไปมากกว่าเดิม (ขออภัยที่บลอควันนี้ฟังดูกะแหรดมาก นะคะ ตรงนี้ เพราะยังงงไม่หาย) พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และเงินๆ ทองๆ และการที่คนวิทย์สมองไหลนี้ทำให้นึกถึงคำที่มาร์ติน ไฮเดกเกอร์เคยกล่าวไว้ (และทุกคนคงรู้แล้วอะนะ เพราะมันดังมาก) ว่า Science does not think... หลายคนเข้าใจผิดว่าไฮเดกเกอร์กำลังด่าวิทยาศาสตร์ว่าคิดไม่เป็น แต่จริงๆ แล้ว point ของเขาคือ art กับ science มันมีข้อกำจัดเช่นเดียวกัน และมันอาศัยกันและกัน คือจุดประสงค์ของ art คือ ความงาม จึงอยู่ใน category (คงจำได้ว่ามีการแบ่งประเภททุกอย่างชัดมากตั้งแต่อริสโตเติล) ของสุนทรีย์ ถ้ามองในทวิลักษณ์ที่ป๊อปสุดของปรัชญาตะวันตก นั่นคือ abstract จุดประสงค์ของ Science คือ ความรู้ (so called) จึงอยู่ใน category ของ fact ถ้ามองในทวิลักษณ์ นั่นคือ concrete แต่ที่ science does not think ก็เพราะมันคิดเกิน concrete fact ไม่ได้ เวอร์จิเนียวูลฟ์เองก็คงจะเห็นด้วย เพราะเธอแบ่งไว้อย่างน่าฟังว่า งานเขียนชีวประวัติคนสำคัญในยุควิคตอเรียนเนี่ยมักจะเน้น GRANITE หินแกรนิต เพีัยงด้านเดียว คือ ปริญญาในชีวิตได้กี่ใบ รายได้ในธนาคารมีเยอะแค่ไหน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมูลค่ามาตรวัดความสำเร็จ วัดชีวิตคน เธอบอกว่าเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ซึ่งเน้นแต่ Granite คนที่คิดเช่นนี้ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของสังคมไม่ได้มองสิ่งที่เธอเรียกง่ายๆ ว่า RAINBOW หรือสายรุ้ง ซึ่งเธอหมายถึงชีวิตภายใน อารมณ์จิตใจ ซึ่งจินตนาการของกวีเท่านั้นที่จะทำให้เห็นภาพได้ RAINBOW หมายรวมถึงชีวิตของบรรดาแม่ เมีย และคนใช้ที่แวดล้อมคนที่ประสบความสำเร็จอย่างคาร์ไลล์ หรือ นโปเลียน เป็นต้น บรรดาคนที่เก็บขัดรองเท้า ทำกับข้าว หาบน้ำขึ้นมาให้ผู้ชาย (เพราะส่วนใหญ่คนที่สำคัญในประวัติศาสตร์มักเป็นผู้ชาย ผู้หญิงมักไม่มีปากมีเีสียง) หรือถูกผู้ชาย abuse ขว้างปาของใส่ แต่ไม่มีใครรู้ เพราะใครเล่าจะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องราวของผู้ที่ Woolf ตั้งชื่อว่า The Obscure หรือที่ Spivak เรียกว่า subaltern วูลฟ์จึงน่าจะเห็นด้วยกับไฮเดกเกอร์ว่า Granite มันคิดไม่เป็น Rainbow ต่างหากที่มำให้เราคิดเกินกรอบที่กำหนดเรามา และอะไรกันที่เชื่อม granite กับ rainbow หรือ science กับ art เล่า และอะไรที่ deconstruct รื้อถอนแม้กระทั่งป้ายที่เราแปะว่าอะไรเป็น granite อะไรเป็น rainbow อะไรคือ science และ อะไรคือ art เล่า ศิลปะไงล่ะ นักเขียน (จริงๆ ดิชั้นก็หมายถึงจิตรกรและนักดนตรีผู้สร้างสรรค์ narrative ทุกชนิดเหมือนกันนะ) เท่านั้นที่ทำอย่างที่ เฟมินิสต์ Helene Cixous ว่าไว้คือ Voler โวเล่ ซึ่งเป็นคำฝรั่งเศสที่แปลว่า 1. ขโมย และ 2. โบยบิน ขโมยคือ voler ดึงความคิดและ appropriate ใช้ภาษาที่มากับเราตอนเกิด ภาษาที่จรรโลงสังคมชายเป็นใหญ่และจักรวรรดิ มาปรับใช้ในการพาผู้เสพศิลปะ voler โบยบินไปในพื้นที่ที่เราตั้งเขตกั้นระหว่างจินตนาการและความจริง เพราะตรงนั้นแหละ ที่ความคิดจริงๆ หรือ ความรู้เกี่ยวกับตัวของเราจะ้บังเกิด ไม่ใ่ช่ในห้องแลบ หรือห้องเจรจาธุรกิจ หรือห้องเรียน Understanding IP ของ Gradskills (แต่เป็นพื้นที่ทางความคิด....ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น??) ราตรีสวัสดิ์ 04 November Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้ Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้ เคยมั้ยที่เรามีความรู้สึกว่ายิ่งอ่านหนังสือมาก ยิ่งเรียนมาก ยิ่งเจอผู้คนคุยกับผู้คนมากมาย ได้รับข้อมูลมากมาย แต่รู้ว่าเรายิ่งไม่รู้อะไรเลย มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคที่เรารู้จักดีที่ว่า The more you know the more you realise you know nothing... พอพูดว่า "ยิ่งรู้มาก เหมือนยิ่งไม่รู้อะไรเลย" คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เ้ข้าใจ อ้าว แล้วจะเรียนไปทำไมล่ะทีนี้ จะอ่านหนังสือไปทำไม เสียเวลา ในเมื่ออ่านหนังสือ เรียนมากอย่างไรก็ค่าเท่ากัน คือ "ยิ่งไม่รู้" และทำไมยิ่งรู้ หมายถึง ยิ่งไม่รู้ได้ล่ัะ ความเป็นเหตุเป็นผลของมันอยู่ที่ไหน ที่คิดกันเช่นนี้ก็เพราะเชื่อว่าความรู้แบบที่เราอ่านหนังสือ เรียนรู้ในห้องเรียนเป็นความรู้ที่เรียกว่า Testimony อย่างเดียว ซึ่งสำหรับผู้เขียน การคิดเช่นนี้ มันคือหัวใจของปัญหาด้านการศึกษา ในทาง Epistemology หรือ ญาณวิทยา เราจะเห็นความรู้ที่มีชื่อเรียกสองแบบ 1. Testimony ในที่นี้คือ statement เช่น เราถามต่อว่าตาลไปเดินซื้อของที่เซ็นทรัลวันนี้หรือเปล่า ต่อบอกว่าไป หรือเราถามเจนว่ากี่โมงแล้ว เจนบอกว่าเจ็ดโมงเช้า เป็นต้น เป็นความรู้ เป็น fact ที่เราได้มาจากcontent ของสารที่สื่อมาให้เรา ได้มาจากการไว้เนื้อเชื่อใจคนที่เราถามคือ ต่อ (ว่าไม่โกหกเรื่องตาลมาเที่ยวเซ็นทรัลแน่) หรือ เจน (คนทั่วไปคงไม่โกหกเรื่องเวลา เมื่อคนมาถามให้ดูนาฬิกาบอกโมงยามให้หน่อย) 2. Knowledge How ในที่นี้คือ know how ควารู้วิธีการร้อยมาลัยหรือแกะสลักผลไม้ ผูกเงื่อน ขี่จักรยาน หรือเล่นไวโอลิน เป็นต้น เป็นความรู้ที่ practical ได้มาผ่านการฝึกฝน ลงมือทำ ทีนี้ในฐานะนักเรียนวรรณคดี Testimony มันมีปัญหามาก เพราะ rhetoric ต่างๆ เนี่ย เนื้อหามันว่าอย่าง แต่ใจความที่เราได้มันอาจจะว่าอีกอย่าง หรือมีมากกว่านั้น เช่น โน้ตบอกว่า "ตาลนี้ดีทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเลว" หรือ โน้ตบอกว่า "ต่อนี้สวยมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาก" ลากเสียงยาวประชดประชัน content มันก็มีปัญหาแล้ว และโน้ตอาจจะไม่ได้บอกว่าตาลเลว โน้ตอาจจะบอกว่าโน้ตสนิทกับตาลจนเล่นหัวกันได้ หรือโน้ตมีอารมณ์ขันพิเศษนึกอยากเล่นมุข ในทำนองเดียวกัน โน้ตอาจจะไม่ได้จะบอกว่าต่่อสวย แต่กำลังจะบอกว่า ต่อน่าเกลียดจมดิน ก็ได้ ภาษาพูดมันไม่ใช่ รหัสที่เราป้อนหัวเราแล้วมันจะ decode ออกมาเป็นข้อความโดยตรงร้อยเปอร์เซนต์ ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมาศึกษาอุปลักษณ์ oxymoron การกล่าวเกินจริง เทคนิควิธีการพูดการเขียนต่างๆ หรอก คนเขียนสุนทรพจน์ให้โอบามาคงไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก คนเราคงโกหกกันยากกว่าเดิม (โดยเฉพาะทนายหรือนักการเมืองบางคน) เมื่อ Stanley กับ Williamson ซึ่งเป็นนักปรัชญาเคยมาเยี่ยมสอนที่เซนต์แอนดรูวส์เนี่ย เสนอว่า knowing that หรือ testimony เนี่ยมีค่าเท่ากับ= knowing how ยิ่งมีปัญหาไปใหญ่ เพราะจริงอยู่ เวลาตาลมาถามว่าการแกะสลักแตงกวาเนี่ยทำไง เราก็บอกได้ว่าทำงี้ๆ อาจจะบรรยายด้วยคำพูด knowing how สามารถแปลงมาเป็น knowing that ได้ แต่เพียงแค่ได้ฟังคำพูด ตาลก็คงทำไม่ได้หรอกถ้าไม่ได้ลงมือทำเอง และการที่เราแอบมองโน้ตที่กำลังแกะแตงกวา คือสังเกตอย่างตั้งใจว่าเขาทำอย่างไร แต่แล้วโน้ตทำผิดพลาด แตงกวาทะลุไส้ทะลักใส่มือเนี่ย มันเป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้จาก content ของ knowing that แน่นอน เพราะคนๆ นั้นทำผิดพลาด เราเรียนรู้จากการย่อย content นั้น ในหัว เราคิดเอง วิเคราะห์เองว่า ถ้าทำอย่างที่โน้ตทำมันจะต้องเละแน่ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่แท้จริง มันไม่ใช่การเรียนรู้ที่เกิดจาก testimony แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ต้องมีคอร์สเปิดสอนทำอาหาร ทำอุบะ แผงวงจรคอม หรือสอนเป่าแซก เรียนกันนานๆ การเรียนที่บ้านเราคือการท่องจำ อัดข้อมูลแบบ Testimony เยอะๆ และการวัดความรู้แบบนี้ แน่นอน เลือกข้อถูก เติมคำ จับคู่ เป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการถามความรู้ลักษณะนี้ ไม่ได้จะบ่นว่า knowing that หรือ testimony เป็นความรู้ชั้นเลว เพราะเราจำเป็นต้องมีสิ่งนี้เป็นฐานในการคิดวิเคราะห์อะไรอย่างอื่น แต่การที่เราหมกมุ่นกับ testimony มากจนเกินไป (เห็นได้ในโลกการเมือง) มันทำให้เราพลาดอะไรหลายอย่าง ถ้าอ่านงานของนักเขียน modernist อย่าง Joyce หรือ Woolf โดยดู plot และเนื้อหา มันก็คงจะตลกแล้วล่ะ เพราะจุดประสงค์ที่พวกเขาเขียนเนี่ยก็เพื่อล้มล้างท้าทายและตั้งคำถามต่อ "ความจริง" หรือความรู้ version นี้ เป็นแนวทดลอง และพวก modernist พยายามจะบอกว่า ชีวิตมันไม่ได้เดินแบบ linear และข้อความที่เราส่งให้กันมันถูกเข้าใจผิดกันได้ง่าย เพราะเราไม่รู้หรอกว่า ความจริง คืออะไร เวลาถามเด็กประถมว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งเป็นจารึกในสมัยใด โดยให้เลือกข้อถูก ก. พระเจ้าตากสิน ข. พระนเรศวร ค. พ่อขุนรามคำแหง ง. ผิดทุกข้อ แน่นอนทุกคนตอบข้อ ค แล้วถ้าถามต่อว่าทำไมตอบ ค เด็กก็จะบอกว่าก็มันมีในหนังสือเรียน สปช. มันคือความรู้ที่เชื่อว่า สปช. กำลังพูดความจริง ทีนี้ศาสตร์ใดเล่าที่จะมาทำให้เด็กที่ต้องเลืิอกตอบข้อถูกดังกล่าว กล้าเลือกข้อ ง "ผิดทุกข้อ" ปรัชญาและวรรณคดีเข้ามาแล้วล่ะ เพราะหากพินิจดูดีๆ ศิลาจารึกค้นพบสมัยใด โดยผู้ใด เขียนรูปแบบที่เป็นไปในทางจรรโลงวาทกรรมรัฐชาติหรือไม่ เราจะเห็นว่า Testimony เริ่มสั่นคลอน และการตอบข้อ ง และข้อ ค หรือข้อไหนๆ ก็ไม่มีวันที่จะมาวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ เด็กที่กล้าคิดแบบนี้คงจะเรียนไม่จบ หรือเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ (ตามค่านิยมของสังคม) ที่อยากเข้าไม่ได้ ทีนี้จะแก้ไขอย่างไร ครั้นจะหันไปที่ know how ข้างเดียว จะ know how รู้วิธีการคิดวิเคราะห์ แยกแยะคำพูดที่ฟังจากหนังสือพิมพ์ รูปภาพโฆษณา เป็นวาทกรรมแบบต่างๆ มันก็ไม่เพียงพอ เพราะวาทกรรมมันก็คือภาษานั่นแหละ และภาษามันก็สร้างวาทกรรม แล้วใครบ้างจะสอน know how วิธีการคิดได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยก know that ออกจาก know how มันเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไม่ใช่หรือ ศิลปะ และวรรณคดีจึงสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกที่เรากิน นอน หายใจ รัก เกลียด กับภาพในหัวของโลกที่เราอยู่ ศิลปะและวรรณคดี (บ่อยครั้ง) โน้มนำให้เราเห็นสิ่งเดิมๆ ที่เราเห็น ในแง่มุมใหม่ๆ คือมอง Testimony ที่เราได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นขนบต่างๆ (เช่น การต้องไม่เปลือยกายในที่สาธารณะ การแต่งงาน ความคิดชายเป็นใหญ่) ในมุมมองที่แปลกใหม่ เทคนิคนี้คือ Defamiliarisation ตัวอย่างที่คลาสสิคคือกลอนของเครก เรน ซึ่งบรรยายวิธีการที่มนุษย์จากดาวอังคารมองโลกของเรา A Martian Sends A Postcard Home Caxtons are mechanical birds with many wingsบรรยายหนังสือว่าเป็นเครื่องจักรที่มีหลายปีก และเกาะอยู่บนมือเนี่ย มันเป็น Testimony ซ้อน Testimony เรารู้ว่า Caxton คือใคร (สมองเราคงกำลังพลิกหน้าหนังสือ สปช หรือหนังสือเกร็ดความรู้รอบตัวในจินตนาการ จนนึกออกว่าอ่อ Caxton คือ William Caxton เป็นคนอังกฤษคนแรกที่นำแท่นพิมพ์เข้ามาใช้) เรารู้ว่าหนังสือคืออะไร เรารู้ว่านก (in general) หน้าตาเป็นอย่างไร ปีกคืออะไร เครื่องจักรคืออะไร อา่จรู้เพราะคนเคยบอก เคนอ่านหนังสือเห็นภาพ หรือเคยจับต้อง แต่เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน เรากำลังเข้าสู่กระบวรการบางอย่างที่ไม่ใช่แค่รับ testimony นี้มาอย่างเดียว เรากำลังเปรียบเทียบละ ว่าหนังสือ ในสายตาของมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งต้องชัก testimony มานิยามอีกว่าคืออะไร) หนังสือเหมือนเป็นเครื่องจักร เพราะฉะนั้นเครื่องจักรจึงเป็นรหัสภาษาของมนุษย์ต่างดาว เรารู้ข้อนี้โดยที่เครก เรนไม่ต้องบอกตรงๆ ว่า "โลกมนุษย์ต่างดาวนี้หนา คือโลกแห่งเครื่องจักรกล" เวอร์จิเนีย วูลฟ์ร้ายกว่าเครก เรน เพราะเธอใช้ Testimony วาทกรรมชายเป็นใหญ่มาทำให้ดูแปลก เช่นในเรื่อง Orlando เธอทำให้ตัวละครเอกคือ Orlando รู้สึกอับอายโดยที่ไม่รู้สาเหตุ "Orlando felt positively ashamed of the second finger of her left hand without in the least knowing why" แน่นอนเธอกำลังเล่นกับ testimony ความรู้ของเรา ว่าตามขนบ สิ่งที่อยู่ตรงนิ้วนางข้างซ้ายนี้ควรจะเป็นแหวนแต่งงาน และการที่เธอบอกว่า Orlando ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรู้สึกอับอายที่ไม่ได้แต่งงาน เธอกำลังสื่อข้อความโดยนัยให้เราตั้งคำถาม (ถามสิ่งที่เรารู้แก่ใจอยู่แล้ว) ว่าเออ ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น สิ่งทั้งหมดเป็นสิ่งสร้างมิใช่หรือ และเมื่อมองไปที่ถนน Orlando เห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ คือภาพของผู้หญิงและผู้ชายที่เดินติดกัน "Couples trudged and plodded in the middle of the road indissolubly linked together. The woman's right hand was invariably passed through the man's left and her fingers were firmly gripped by his... Orlando could only suppose that some new discovery had been made about the race; that they were somehow stuck together, couple after couple, but who had made it, and when, she could not guess..." ก็เป็นวิธีการเดียวกันอีก know that มันมาผสมรวมกับ know how เพราะวูลฟ์เชื่อว่าการปฏิวัติทางความคิดที่ได้ประสิทธิภาพที่สุดคือการปฏิวัติจากภายในระบบของภาษา (หรือ testimony ที่เราได้รับสืบต่อกันมา) อันเป็นการตอบคำถามที่บรรดานักคิด postcolonial พากันถามใหญ่ว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถ appropriate และ ใช้ภาษาของจักรวรรดิ ของปิตาธิปไตย มาตั้งคำถามระบบและสร้างอำนาจให้ผู้ที่อยู่ชายขอบได้ วันนี้นั้งคิดๆ ดู หากทำให้เด็กนักเรียนตั้งคำถามลักษณะนี้ (ให้ฝึกวิเคราะห์ข่าวการเมืองหรือข่าวบันเทิงในเชิงปรัชญาหรือวรรณคดีก็ได้) ได้เนี่ย การศึกษาของเราคงจะดีกว่านี้ แต่นี่ก็คงเป็น utopian dream ของดิชั้นเอง ให้วิเคราะห์ว่าเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (ตัวอย่างที่ in trend) เป็นการใช้สื่อในการขายของอย่างไรบ้าง วาทกรรมการขึ้นคานที่นางเอกกลัวหนักหนา เป็นแนวคิดที่ใช้กดดันผู้หญิงมานานแค่ไหน การใช้นักแสดงที่แข็งทื่ออย่างเคนมาเล่น เป็นการขายหน้าตาอย่างไร มันบอกอะไรเกี่ยวกับรสนิยมการบริโภคหนังของคนไทย จะเหมือนช่วง 1920s หรือ 1930s หรือเปล่าที่ยิ่งมี depression คนยิ่งหาหนังแนวหนีความจริง escapist มันบอกอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเปล่า หมายเหตุ: คือไม่ต้อง extreme อย่างนี้ก็ได้ค่ะ เพราะผู้เขียนเองยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่เคย enjoy สิ่งเหล่านี้ (ถ้าอยากจะ enjoy จริงๆ ก็ต้องบังคับตัวเอง555 ) ดูแล้วบางทีก็หงุดหงิด บางทีก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะสื่อไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาลอยๆ หากเราเป็นผู้สร้างสื่อ มันสะท้อนความคิดของยุคของเรา คือคิดตัวอย่างที่ใกล้ตัว เบาๆ ไม่ออกอะค่ะ สรุป (แต่อย่าเชื่อจนกว่าจะคิดได้เอง เพราะนี่คือ Testimony อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนกำลังวางไว้) ยิ่งรู้มาก จึงหมายความว่า "ยิ่งได้ความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony มาก" ยิ่งไม่รู้ จึงหมายถึง "ยิ่งสงสัยความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony" เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงสำคัญ เพราะ "ความไม่รู้" นี้ที่หมายถึง มันต่างจาก "ความไม่รู้" ที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป เรามาแก้ "ความไม่รู้" ด้วย "ความไม่รู้" กันเถอะค่ะ สวัสดี 22 October Day 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's OwnDay 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's Own มีเสียงวิพากษ์ว่าผู้เขียนเนี่ย เขียนวกวนได้ใจ ในขณะที่การเขียนแบบวิทยาศาสตร์หรือการเมืองกฎหมาย จะเขียนเป็น linear กระชับและเป็นเหตุเป็นผล ดิชั้นขอรับไว้ในดุลยพินิจ และจะอธิบายแบบอ้อมๆ ในภายหลัง (note the temporal metaphor เพราะการอ้อมจะเกิดได้เมื่อมีแนวคิด linear อยู่ในหัว คนเรามักคิดและเข้าใจอะไรเป็นตรรกะสองขั้ว) เช้านี้ฟังซูซานให้สัมภาษณ์ออกโปรแกรมบีบีซีครบรอบแปดสิบปี A Room of One's Own อย่างสนุกสนาน มีพาเที่ยวบ้านของวูลฟ์ที่ซัสเซกส์ด้วย ก็ทำให้อยากจะเขียนฉลองวันครบรอบเกี่ยวกับแนวคิดของวูลฟ์ อยากให้เห็นว่า A Room ซึ่งมีหลายคนบอกว่าแนวการเขียนมันโบร่ำโบราณ anachronistic เนี่ย มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร (ไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรอก มันสำคัญกับทุกคนเพราะวิจารณ์ระบบสังคมที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ) มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร เอาอย่างนี้ดีักว่า จะให้ยกตัวอย่างที่ทันสมัย ไม่งั้นจะถูกหาว่า abstract เกิน (ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะ abstract จะมีได้ เพราะเมื่อเราเข้าใจ concrete และระบบชายเป็นใหญ่มักให้ค่า concrete มากกว่า abstract เพราะเห็นว่าอย่างแรกมั่นคงหนักแน่น "เป็นชาย" มากกว่าอย่างหลัง ซึ่งเป็นสิ่งสร้างอีกแหละ ) วูลฟ์ใช้วิธีการตั้งใจใช้ข้อมูลที่โบราณเพื่อย้ำเตือนพวกผู้หญิงทั้งหลายว่าเราเพิ่งได้รับสิทธิเท่าเทียมเืมื่อไม่นานมานี้เอง ดิชั้นจะใช้วิธีตรงกันข้าม แต่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ปีนี้เราฉลองดาร์วินกันเหลือเกิน ไป Natural history ก็มีรูปปั้นสวยเด่นเป็นสง่า นิทรรศการมากมาย เรารู้และเข้าใจกันว่าวิวัฒนาการมันฉีกแนวสิ่งที่ว่าไว้ในไบเบิล ทำให้ hierarchy รวน แต่จะมีใครกันที่จะนึกได้ว่าก่อนหน้าดาร์วิน มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ออกมาท้าทาย hierarchy นั้นๆ ก่อนหน้าดาร์วินหลายปีทีเดียว เชื่อว่าไม่มีใครตอบได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก ถ้าไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาหรืออ่านงานเขียนของเธอ เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่มีพื้นที่ยืนบนโพเดียมคนที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีที่ใน Natural History ให้รูปปั้นของเธอ ผู้หญิงคนนี้ชื่อแมรี โวลสโตนคราฟท์ ซึ่งเกิดปี 1759 (ก่อนดาร์วินตั้งครึ่งศตวรรษ) เป็นคนที่พลิก hierarchy ชายเหนือกว่าหญิง บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเพศมันมีสาเหตุจากความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา หรือ โอกาสการเสริมสร้างปัญญา การใช้เหตุผล หรือคำของเธอคือ "Intellect" ส่งผลให้สังคมไม่พัฒนา หากจะให้สังคมพัฒนา ต้องแก้ที่จุดนี้ ต้องเลิกจำกัดสิทธิของผู้หญิง ทางแก้คือต้องพัฒนาการศึกษาของผู้หญิง แน่นอน ความคิดนี้มันสุดโต่งในยุคของเธอ แต่พวกเราก็จะบอกได้ว่ามันยังสุดโต่งไม่พอสำหรับเราซึ่งเป็นผู้หญิงยุคใหม่นักเรียนมหาวิทยาลัย (~อย่าลืมว่าผู้หญิงเพิ่งได้รับสิทธิเข้าเรียนเอง ไม่ถึงสองร้อยปีั)เพราะยังไงซะ เธอก็ยังไม่ตั้งคำถาม status quo ไม่พลิกหรือตั้งคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Intellect มันแฝงอำนาจชายเป็นใหญ่หรือไม่ ทำไมการเขียนแบบให้เหตุผล a = not b หรือวิทยาศาสตร์และกฎหมายดู masculine มากกว่าการคิดและการเขียนแบบตรงข้าม ไม่ตั้งคำถามว่า อะไรคือ masculine และ อะไรคือ feminine แต่นั่นก็เป็นก้าวที่เพียงพอแล้วล่ะ ที่จะจารึกชื่อของเธอให้เป็นที่จดจำ (อย่าลืมว่ายุคของเธอผู้หญิงไม่มีสิทธิเรียนหนังสือ) เพราะเธอหักล้าง hierarchy (ถ้าจะใช้คำวิทยาศาสตร์) ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน คือ มนุษย์ ดาร์วินยังคิดไม่ถึงเลย (~และมองข้ามกระมัง) งานเขียนของเธอเนี่ยแหละเป็นฐานของการออกกฎหมาย property rights ให้ผู้หญิงมีทรัพย์ส่วนบุคคลได้ประมาณปี 1880 (129 ปีที่แล้วเอง) และเมื่อปี 1890 มิลิเซนต์ ฟอว์เซต ก็ใช้งานเขียนของเธอ คือ A Vindication for the Rights of Woman ในการช่วยประท้วงขอให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะอะไร การที่เรานึกคิดถึงประวัติศาสตร์ในเชิงพื้นที่ คือ Temporal Space เช่น สุโขทัยก่อนอยุธยา เราหลับตาเป็นพื้นที่ในหัว เป็นกล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่านี่คือสูโขทัย และอีกกล่องเราแปะไว้ว่าเป็นอยุธยา ในกล่องนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคิดว่ามี "ความเป็นสุโขทัย" และ "อยุธยา" เช่น รูปทรงพระพุทธรูป ผังเมือง กล่องขาวสุโขทัยถูกจัดหมวดหมู่ในสมองว่ามันมาก่อนกล่องขาวที่สอง เพราะเราเรียนในห้องเรียน มีคนทำการทดลองหินทางวิทยาศาสตร์ แล้วเราจึงเชื่อเช่นนั้น แต่ไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิธีคิดดังกล่าวในเชิงอำนาจมาก่อน เช่น จริงๆ แล้วศิลาจารึกเป็นสิ่งสร้าง? รอยต่อจากคำว่า "สยาม" มาเป็นประเทศ "ไทย" มันเป็นผลของแนวคิดชาตินิยม?? การสร้างและการให้ค่าประวัติศาสตร์ มันอยู่กับเรามานานแล้วล่ะ เห็นได้ตั้งแต่ตำนานเรื่องยุคทองของ Hesiod เรื่องน้ำท่วมโลกจนถึงความคิดความเชื่อเรื่องยุคพระศรีอาริย์ เวลาเราพยายามเข้าใจตัวเราเอง เราจะพยายาม situate ตัวเราในยุคๆ หนึ่ง เช่นตอนนี้ หลายคนจะคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ต่างจากพ่อแม่ ทีวีไม่ใช่ขาวดำ เราบีบีหากันได้ทั้งวันทั้งคืน เราอยู่ในยุครอยต่อความเปลี่ยนแปลง A Room of One's Own พูดถึงการคิดในเชิงพื้นที่เนี่ยแหละ แต่เป็นงานชิ้นแรกที่มองและวิเคราะห์ในมุมมองของผู้หญิง และการสร้างสรรค์งานศิลป์ของผู้หญิง ก่อนหน้านี้ (~หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้) ไม่มีหรอก ประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ที่ผู้ชายเท่านั้นเป็นใหญ่ เพราะผู้ชายเท่านั้นเป็นคนให้คุณค่า และเรื่องความคิดความเชื่อที่ฝังหัวมานานหลายชั่วคนมันน้อยมากที่จะได้รับการตั้งคำถาม ไม่งั้นทุกวันนี้เราคงจะเรียนกันในห้องเรียนว่า โวลสโตนคราฟท์มาก่อนดาร์วินในเชิงประวัคิศาสตร์ภูมิปัญญา สิ่งที่วูลฟ์ทำคือชี้บอกว่าประวัติศาสตร์หรือกล่องขาวที่มีในหัวน่ะ เป็นสิ่งสร้าง ที่เราเชื่อสิ่งที่เราเชื่อ เช่น การแต่งงานและมีลูกเป็นหน้าที่ที่เราเกิดมาทำเท่านั้น หากไม่ทำแสดงว่าเราเป็นผู้หฺญิงที่ไม่ดี มันเป็นผลจากหนังสือหลายเล่มที่ผู้ชายเขียน เป็นผลจากการที่เราไม่มีวันได้อ่านหนังสือที่ผู้หญิงอาจจะเขียนหรือเขียนแต่เขียนในหัว (เพราะไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่จะถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือที่สังคมชายเป็นใหญ่ยอมรับ) ใครจะรู้เล่าว่าในใจของผู้หญิงหลายศตวรรษที่เพื่อนเราที่เรียนประวัติศาสตร์อ่านหาต้นฉบับลายมืออนุทินหรือบันทึกความในใจไม่เจอเนี่ย มันเป็นเช่นไร และมันไม่ใช่แค่เรื่องเพศ มันเป็นเรื่องชนชั้นด้วย ใครจะไปล่วงรู้ชีวิตและความในใจของข้าราชบริพารและคนใช้ของผู้นำคนสำคัญๆ เล่า คนใช้ยุควิคตอเรียนซึ่งไมมีชื่ออยู่ในอัตชีวประวัติของนาย แต่สำคัญเท่าเทียมกัน และคำว่า "สำคัญ" แปลว่าอะไร เราไม่มีวันรู้หรอก แต่เราจินตนาการได้ เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตของวูลฟ์ เธอพยายามแสดงให้เห็นว่า fact และ fiction มันเชื่อมโยงและหักล้างกันและกัน ชีวประวัติ ซึ่งเรามักไว้ในกล่องขาวที่แปะป้ายว่า fact แท้จริงเป็น fiction สิ่งสร้าง เธอจึงพยายามเขียนเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงในอดีตทั้งหลาย ผู้หญิง คนใช้ แต่เธอก็ practical เพราะการจะคิดนอกกรอบ การสร้างสรรค์งานศิลป์ที่แหวกขนบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องมีเงิน และพื้นที่ของตัวเอง เงิน แน่นอนหมายถึงอำนาจ ถ้าไม่มีเิงินก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้หรอก พวกคุณๆ ที่มาอ่านมานั่งเขียนบลอค ถ้าไม่มีเงินต้องกระเสือกกระสนมาก คุณคงไม่มีโอกาสได้คิดหรือทำอะไรแบบนี้ ผู้หญิงต้องมี พื้นที่ของตัวเอง A Room ห้องหับส่วนตัวที่เราจะเป็นอิสระตามใจคิด พื้นที่ของตัวเอง mental space กล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่า "ชีวีิตและประสบการณ์ของฉัน" ที่ไม่มีใครอาจเข้าใจตรงกับเราและไม่มีอำนาจภายนอกใดใดที่จะมารวมกล่องสีขาวเข้าไว้ด้วยกัน และแปะป้ายไว้กว้างๆ ว่า "ของผู้หญิง = ต้อง not b คือ ไม่ใช่ของผู้ชาย" ทุกอย่างคาบเกี่ยวกัน งานเขียนของวูลฟ์สำคัญต่อผู้หญิง เพราะเปิดให้เราใช้ภาษาเชิงพื้นที่ในการวิพากษ์อำนาจ (~แค่คำ jargon ที่ใช้ในประโยคนี้ หากไม่มีหนังสือก่อนหน้านี้ เราคงไม่สามารถเข้าใจหรือใช้มันได้ คลังคำจะเกิดเพราะบรรดาหนังสือหลายเล่มที่เกาะบนคอนในห้องสมุดมันกระพือคำใส่ไปในกล่องสีขาวในหัวของเรา นี้คือสิ่งที่วูลฟ์ต้องการแสดง ?หรือเปล่า?) และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เราเห็นความสำคัญของผู้หญิงหลายคนก่อนหน้าเรา ทั้งที่มีชื่อให้จดจำ หรือนิรนาม ซึ่งมีส่วนให้เรามีการศึกษา สามารถวิพากษ์อำนาจวิจารณ์ระบบสังคมได้ และเมื่อเรามองระบบสังคม เราต้องแก้ตรงนั้น ไม่ใช่ตะโกนเย้วๆ เกลียดผู้ชายและเผาบรา ที่สถานะไม่เท่าเทียมกันเพราะมันหลายศตวรรษมาแล้วที่ผู้ชายมีเงินเก็บ ส่วนเราเพื่งมี ผู้หญิงมีลูก ทำงานบ้าน ไม่ได้รับค่าจ้าง และในโลกทุนนิยม การไม่มีเงินหมายถึงการพึ่งพาสามี ลูกชาย พี่ชาย และน้องชาย น่าสนใจคือ A Room เกิดจากบทเลคเชอร์ที่วูลฟ์ไปพูดให้นักเรียนผู้หญิงรุ่นแรกๆ ที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะเลคเชอร์เรื่อง women และ fiction แต่ไปๆ มาๆ ไม่ได้ "~เข้าเรื่อง" สักที เพราะมัวไปตั้งคำถามเรื่องระบบสังคม linear narrative การเขียนแบบ point a ไป b ที่นักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมายล้วนโปรดปรานถูก deconstruct อย่างสิ้นซาก เราจึงพูดได้ว่า A Room of one's own เป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าการศึกษาและการเขียนแบบ a ไป b เพราะ c นี้ (~และการสรุปโดยกลับมาที่จุดเริ่มต้นที่ผู้เขียนกำลังแสดงให้เห็น) เป็นผลของระบบความคิดที่ฝังตัวอยู่ในสมองเรามานานแล้ว และทั้งหมดนี้เกิดจากรอยหยักสมองและปลายปากกาของผู้หญิง เมื่อประมาณวันนี้ เดือนนี้ 80 ปีที่แล้ว เรามากันไกล แต่หลายคนยังติดกับ ไม่คิดตั้งคำถามอะไร หนทางจึงยังอีกยาวไกล SALUT! สวัสดีั ปล. ลองย้อนอ่านไปเมื่อวันที่เขียนเกี่ยวกับการได้สอนออร์ลันโดเป็นครั้งแรกที่นี่ (เพื่อเช็คว่าเราไม่พูดอะไรที่ซ้ำกับที่พิมพ์ไว้เมื่อประมาณสองร้อยวันที่แล้ว!) ก็อยากจะเก็บมาโพสต์ไว้เผื่อนักเรียนที่เมืองไทยสนใจศีกษาต่อ Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด กลับจากอีสเตอร์ก็ต้องสอนออร์ลันโด ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ดีใจที่อาจารย์เลือกเรื่องนี้ สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่อ่านง่ายและ accessible ที่สุดแล้ว ในบรรดางานของวูลฟ์ การไปดื่มและพูดคุยกับเด็ก undergrad ในผับคืนที่เตรียมตัวสอนออร์ลันโด ทำให้รู้ว่าพวกนี้ (~ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน) ส่วนใหญ่เกลียดและกลัวเวอร์จิเนียวูลฟ์อย่างมาก และก็บ่นอุบว่าวิชาบังคับ Virginia Woolf ทำให้เกรดตกกันไปตามๆ กัน น่าสนใจ เพราะเมื่อถามเหคุผลว่าทำไมต้อง "เกลียด" และทำไมต้อง "กลัว" สรุปเหตุผลตามอันดับท็อปฮิตได้ว่า ก) เธอเป็นหญิงบ้า เดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม ข) เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด ค) เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา ง) เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual พอได้คำตอบดังนี้ ก็จดไว้ในหัว และระหว่างเดินฝ่าความหนาวกลับบ้าน ก็ คิดหาวิธีการที่จะทำให้พวกนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นสมมติฐานเท็จ และตัดสินใจว่าก่อนจะมาอ่าน ออร์ลันโด เราควรจะแก้ต่างให้เธอเสียก่อน ก) "เธอเป็นหญิงบ้า เิดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม" เราก็ปรินต์โปรดักในอีเบย์ให้ดู ทุกวันนี้หน้าของเวอร์จิเนียวูลฟฺ์ ซึ่่งเป็น cultural icon เนี่ย มีปรากฎอยู่บนปกหนังสือ ตุ๊กตา เสื้อ ยืด ผ้ากันเปื้อน จนถึง (และอันนี้ตลกมาก) กางเกงในผู้ชาย ทุกคนมาตื่นเต้นหวั่นกลัวความจริงที่ว่าธอเดินลงน้ำฆ่าตัวตาย แต่ทำไมลืมนึกไปว่าการให้ความสำคัญตรงจุดนั้นมันมีที่มาจากเลนส์ประเภทหนึ่ง ที่วูลฟ์เขียนถึงใน A Room of One's Own :ซึ่งคือเลนส์อคติทางเพศ ส่งผลให้ทุกอย่างที่เี่รามองหรือคิดว่าเข้าใจ มันถูกระบายด้วยสีแห่งความจอมปลอมไปเสียหมด ทำไมเราไม่มีบรารูปหน้าวอลเตอร์เบนยามิน หรือโปรดักแว็กซ์ขารูปเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเหมือนกัน ด้วยวิธีที่สวยน้อยกว่า และทำไมเราไม่กลัวว่าเราจะเป็นบ้าตามเฮมิงเวย์เมื่อเราอ่านเรื่องสู้วัวกระทิง ผู้ชายที่ไร้อวัยวะสืบพันธุ์ แหงสิ เพราะนั่นมันไม่ใช่ "จุดขาย" ของเฮมิงเวย์ เลนส์อคติทางเพศมักจะจับเรดาร์ผู้หญิงเท่านั้น แก้ไขโดย: ให้นักเรียนอ่านส่วน highlight ของ A Room of One's Own เพราะจริงๆ วูลฟ์เป็นนักเขียนบทความที่เก่งได้ใจมาก ผล: เด็กทึ่งเพราะไม่เคยอ่านมาก่อน วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า And how small a part of a woman's life is that; and how little can a man know even of that when he observes it through the black or rosy spectacles which sex puts upon his nose. ข) "เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด" เพื่อน นักดนตรีที่เราชื่นชมในความสามารถได้โทรศัพท์มาบ่นเมื่อวานนี้เช่นกัน สิ้นคำของเธอที่ว่ากำลังอ่านออร์ลันโดอยู่ และอ่านไม่รู้เรื่อง เราก็ยิ้มทันที มันก็แน่นอน การอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเป้าหมายหนึ่งของวูลฟ์ subtitle ของ Orlando คือ A Biography ชั่ว ชีวิตของวูลฟ์ ถ้าเราสามารถพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านที่วูลฟ์เกิดและเติบโตเนี่ย จะเห็นว่าห้องนอนของเธออยู่ข้างล่างห้องทำงานของพ่อคือ เซอร์เลสลี สตีเวน ผู้เขียนรวบรวมและบรรณาธิกรของ Dictionary of National Biography อันเป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคคลสำคัญสมัยวิคตอเรียน และคงไม่แปลกที่ rosy spectacle ก็อยู่บนจมูกของท่านเซอร์เช่นกัน บุคคล ที่สำคัญล้วนเป็นผู้ชาย ไม่มีใครใส่ใจเขียนเกี่ยวกับผู้หญิง และแม้จะเขียนเรื่องผู้ชายก็เถอะ สิ่งที่สำคัญที่ได้รับเลือกให้จดบันทึกเป็นเกียรติประวัติก็มีแต่ผลงาน ไม่มีใครเขียนเรื่องภรรยาของคาร์ไลล์ที่ต้องขนน้ำขึ้นมาให้นักเขียนผู้ยิ่ง ใหญ่ได้ดื่มได้ทำความสะอาดร่างกาย ไม่มีใครเขียนเรื่องสาวใช้ที่เอากระโถนของเขาไปทิ้ง ท้าทายและรื้อถอนขนบการเขียนชีวประวัติซึ่งจมติดอยู่กับระบบชายเป็นใหญ่ นี่ คือสิ่งที่วูลฟ์จงใจทำในงานเขียน ออร์ลันโดไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้ามีจริงก็คงแปลก เขาเกิดเป็นผู้ชายในช่วงอลิซบีธัน และวันหนึ่งตื่นมาเป็นผู้หญิงในขณะที่ไปเป็นทูตที่คอนสแตนติโนเปิล และมีชีวิตจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 แก้ไขโดย: ซีรอกซ์บางส่วนของ Eminent Victorians ของ ลิตตัน สแตรชชีให้อ่าน พร้อมให้อ่านงานน่าเบื่อๆ ในยุควิคตอเรียน ผล: นักเรียนก่นด่า เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ และหันมาอยากอ่านว่าวูลฟ์จะกัดอะไรคนพวกนี้ในออร์ลันโด ในที่สุดก็มีคนบอกว่าออร์ลันโดเป็นการปฏิวัติ genre และ gender ที่สร้างสรรค์ที่สุด วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า literature is impoverished beyond our counting by the doors that have been shut upon women. Married against their will, kept in one room, and to one occupation, how could a dramatist give a full or interesting or truthful account of them? Love was the only possible interpreter. ซึ่งนำเรามาสู่ข้อ ค ค) "เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา" ก่อนอื่นวูลฟ์ บอกว่าเราควรเผาคำว่าเฟมินิสต์ทิ้งไป เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์ end product และหลงลืมละทิ้งต้นตอของปัญหาสังคม เด่นชัดที่สุดในเหตุการณ์สงครามโลก เพราะวูลฟ์บอกว่าหญิงชายโดยเนื้อแท้เป็นคนเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือสังคม ซึ่งหมายรวมถึง เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน แต่ผู้ชายได้รับค่าจ้างเป็นเงินตรา ออกไปทำงานก็หาเลี้ยงผู้หญิงในบ้าน เผอิญโลกเราใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่หลายคนลืมไปว่าผู้หญิงก็ทำงานเช่นกัน การตั้งท้อง ออกลูก ใช้แรงงานทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า ล้วนเป็นการใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่ได้ค่าจ้างเล่า และถ้าการณ์มันกลับกัน มันจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้น ความไม่เสมอภาคมันเกิดเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ (อย่าลืมว่าเธอเป็นเพื่อนของเมนาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง) วูลฟ์ เป็นนักปรัชญาการเมืองและเป็นนักวิเคราะห์สังคมนะจะบอกให้ อย่าติดภาพนิโคล คิดแมนกับจมูกปลอมที่กลอกตาเดินไปเดินมา เพราะนั่นเป็นแค่ภาพที่นิยายและหนังสร้างขึ้น ดูเพื่อความบันเทิงได้ แต่ถ้าจะดูในเชิงภูมิปัญญาวิชาการให้ดูจากตัวงานเป็นหลัก เลสเบียน = เฟมินิสต์?? คำ ว่าเลสเบียน หรือ ความสัมพันธ์แบบแซฟฟิคสำหรับวูลฟ์มีอีกความหมาย เพราะเธอบอกว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของผู้หญิง นอกเหนือจากระบบที่กล่าวมาแล้ว ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าของพี่สาว/น้องสาว/แม่/สตรีเพศ สำหรับวูลฟ์ วูลฟ์บอกว่าตนชื่นชมผู้หญิง และรณรงค์ไม่ให้ผู้หญิงก่นด่ากันเอง ไม่ใช้เลนส์คุณค่าชายเป็นใหญ่มามองและตัดสินผู้หญิง ไม่เชิดชูบุรุษเพศมากกว่าผู้หญิง และถ้าเป็นไปได้ ให้มองให้ลึกลงไปในแก่นของความเป็นคน ของความลึกล้ำของประสบการณ์ของคนๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม และหันมาตั้งคำถามคุณค่าทางสังคม ใน ออร์ลันโด จะเห็นเลยว่าขนบการแต่งงาน การสวมแหวนแต่งงานเป็น "recent discovery" เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ระบายสีด้วยศาสนา แต่งแต้มด้วยความรู้สึกผิดบาปของอีฟ แน่นอนวูลฟ์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในทางที่ตนเลือก แต่เธออยากให้มองอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่กลไกของสังคม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผู้หญิงไม่ควรตัดสินด้วยแหวนบนนิ้ว หรือจำนวนเด็กในเปล (~แต่ไม่ยักเป็นจำนวนผู้ชายในชีวิตหรือสามีที่แต่งงานด้วย เพราะกฎมีไว้วุ่้าผู้หญิง "ที่ดี" ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้นั้น... ต้องรักเดียวใจเดียว:P) แก้ไขโดย: ให้ลองนิยามเล่นๆ ว่าอะไรคือเฟมินิสม์และเลสเบียนนิสม์ในความเข้าใจของนักเรียน และในความหมายของวูลฟ์ ในบริบทสังคมสมัยนั้น และข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่า เธอเองก็ชอบบราอยู่นะ และคงขอเผาความคิดจอมปลอมมากกว่าเสื้อชั้นใน หรือเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือประมาณ วูลฟ์กล่าวไว้ใน Three Guineas: What more fitting than to destroy an old word, a vicious and corrupt wordผล: นักเรียนร้องอ้า เพิ่งรู้ เพราะภาพที่สื่อต่างๆ มักชักให้เชื่อคือวูลฟ์เป็นสุดยอดเฟมินิสต์เกลียดผู้ชายตัวแม่ แต่นี่เธอมาลอบบี้ให้ชายหญิงร่วมมือกัน เหลือข้อ ง ง) "เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual" ซึ่ง เป็นข้อที่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจเล็กๆ กระหยิ่มใจน้อยๆ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียน รู้สึกจะคนเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ ที่้เขียนทั้งอนุทินส่วนตัว อนุทินงานเขียน อนุทินหนังสือที่อ่าน และอนุทินดนตรีที่ฟัง และเธอเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ สิ่งที่เขียนคือบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์และหนังสือที่เธออ่าน จริงอยู่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เธอได้อ่านหนังสือสำคัญๆ ของยุค เพราะทั้งหมดมันตั้งอยู่ในบ้านของเซอร์เลสลีผู้เป็นบิดา อ่านอนุทินหนังสือแล้วจะตกใจ เธอมีความรู้ภาษากรีกเป็นอย่างดี อ่านตั้งแต่นิยาย ละครสำคัญของยุค จนถึงคู่มือการใช้กล้องโกดัก ซึ่งเธอเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาว จริงเธอมักจะรู้สึกขมขื่นที่ถูกตราหน้าเป็น outsider ในระบบการศึกษา และอาจอิจฉาพี่ชายน้องชายเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ความรู้สึกนั้นมันมาจากความรักที่จะเรียนรู้ และความรู้สึกคับแค้นใจที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้ เวลาอ่านอะไรงามๆ ไม่ใ้ช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย และพอสงครามโลกปะทุ พวกผู้ชายก็วิ่งรี่มาให้ผู้หญิงช่วย Dig for Victory หรือทำงานแทนผู้ชายที่ไปรบ พร้อมถามว่าผู้หญิงเราจะช่วยหยุดลดละเลิกสงครามได้อย่างไร วูลฟ์บอกว่าแหม เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนี่งของระบบเธอมาตั้งนานแล้ว ทำไมมาขอให้ช่วยตอนนี้ ถ้าให้ฉันได้รับการศึกษา ได้ค่าจ้าง ได้พื้นที่ของตัวเอง เราคงพอจะผนึกกำลังกันได้ งานเขียนของเธอเป็นสหบท เต็มไปด้วย allusions กล่าวถึงวรรณคดีกรีก เช่น Lysistrata จนถึง Dante จนถึง พรูสต์ จอยซ์ และทีเอสเอลเลียต ถ้าไม่ intellectual ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แก้ไข โดย: ให้นักเรียนได้เห็นอนุทินหนังสือของเธอ และอ่านบทความรีวิวออสเตนของเธอ ที่เีขียนดีมาก พร้อมให้คิดว่าชื่อเรื่อง Orlando มันมาจากไหน Orlando Furioso หรือเปล่า พร้อมเล่าให้ฟังว่าเอมมา อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขสองได้ไปค้นพบลายมือของสามีภรรยาวูลฟ์บนปก (~เปลือก) แผ่นเสียง และที่น่าสนใจคือบันทึกละเอียดมากว่าฟังเพลงบีโธเฟนวันไหน ปีอะไร กี่โมง กี่ครั้ง ช่วงสงครามโลกสองคนนี้ฟังแต่เพลงอุปรากรเยอรมันทั้งวัน ส่วนตัวตีความว่าคงไม่อยาก dehumanise คนเยอรมันว่าเลวไปเสียหมด พอสงครามสงบก็ฟังเพลงอุปรากรอิตาเลียน พอเวอร์จิเนียตาย เลนเนิร์ดก็จดบันทึกต่อ มีหายจากอนุทินดนตรีไปประมาณห้าวัน แล้วก็ฟังใหม่ โดยฟังเพลงที่เวอร์จิเนียชอบ และฟังบ่อยตอนมีชีวิตอยู่ ซ้ำไปมา ขนลุกมั้ย ผล: นักเรียนสนใจ ซูซาน อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์หลังห้องโทรมาบอกอีกวันว่าผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี (~หวังว่าไม่ใช่เพราะเราพานักเรียนเข้าผับก่อนเรียนนะ) และจึงอยากให้ช่วยสอนออร์ลันโดนักเรัยนปริญญาโทที่เรียน Women Writing and Gender ด้วย ซึ่งมีประมาณ ห้าคน ผลคือพวกนี้มีความเห็นเอนเอียงมาข้อ ข) และ (อยากให้เราเน้นพูดทฤษฎีของ Cixous เรื่องการเขียนแบบ "~ผู้หญิง" ซึ่งวูลฟ์มักจะพูดอะไรที่แย้งตัวเองอยู่เรื่อย) เป็นส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรที่น่าสนใจเท่านักเรียนปริญญาตรี สอนเสร็จกำลังเดินลงมาจากตึกของภาควิชา ก็เจอปีเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยด่าว่าวูลฟ์เป็น creepy woman ในผับหลังดื่ม ale เป็นไพน์ที่สอง ปีเตอร์บอกว่า "V, Virginia Woolf is sexy. I can see it now. Change the way I look at things" และนี่ทำให้รู้สึกดีกว่าคำชมใดใดในโลก ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 04 October Day 367-379: แข่งยิงธนู? Day 367-379: แข่งยิงธนู? หัวข้อของบลอคดูจะไม่น่าเป็นไปได้ในสายตาของผู้อ่านอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นในสายตาของผู้พิมพ์ ซึ่งมีประวัติตกพละตั้งแต่ประถม และไม่เชี่ยวชาญกีฬาใดใดเลย เล่นบาสเป็นตัวแทนหอก็เล่นงูๆ ปลาๆ ชีวิตนี้ไม่มีทางได้เดินเส้นทางนักกีฬา ส่งงานเสร็จ พอมีเวลาทำกิจกรรมข้างนอก (แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะอากาศเริ่มหนาว) ตีสควอชและตีกอลฟ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ แต่เราก็อยากจะเล่นกีฬาอื่นที่มันเป็นเอกลักษณ์เล่นได้ที่นี่ที่เดียว (นอกจากกอล์ฟ) ครั้นจะสมัครชมรมแคนูคายัก แค่ตื่นมาตอนเช้า คิดว่าต้องตื่นไปพายเรือตัวเปียกน้ำซึ่งอุณหภูมิต่ำเกินจะรู้สึกเจ็บปวด (เพราะชาไปหมด) ก็ไม่อยากจะตื่นแล้ว ครั้นจะสมัครชมรมพายเรือที่คิดไว้แต่แรก ขาก็ยาวไม่ถึง ตัวเล็ก แถมชมรมนี้ต้องมีงบสูงพอควร ไม่เล่นดีกว่า เชื่อเสมอว่ากีฬาต้องเป็นสิ่งที่ฟรีหรือย่อมเยาพอที่จะเล่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกอะไร เมืองนี้เป็นเมืองที่ตีกอล์ฟราคาย่อมเยาที่สุด มากกว่าเมืองไทยเสียอีก คิดแล้วรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดี ยิงธนูคงจะเป็นหนทางที่ดี มหาวิทยาลัยนี้มีแข่งธนูประจำทุกปีเป็นประเพณีเก่าแก่นานหลายศตวรรษมาแล้ว อีกอย่างคือดูท่าจะสนุกดี เราเองก็ชอบยิงปืน หรือกีฬาช้าๆ (ยกเ้ว้นสควอช) ไม่ชอบเล่นเป็นทีม เพราะประหม่าแล้วขาจะก้าวไม่ออก ก็เลยลองไปยิงธนูมา ตอนแรกโค้ชบอกว่าจะถนัดมืออะไรมาไม่เกี่ยวต้องดูว่าถนัดตาข้างไหน ก็ให้เราทำเทสต์ง่ายๆ ดูแป๊บเดียวก็รู้เลยว่าตาซ้าย จึงต้องเหนี่ยวคันธนูด้วยมือซ้าย ไม่ถนัดเอามากๆ แต่ก็ต้องเชื่อเขา โค้ชให้ลองหกดอก ลงตรงกลางทั้งหมดหกดอก ตอนแรกไม่รู้ตัวหรอกนะ เพราะยิงไปแล้วไม่เห็นว่ามันไปลงไหน (ก็สายตาดีมาาาาาาากออกอย่างนั้น) เห็นมีร้องวู้ๆ ข้างหลังนึกว่าโห่เห็นเราเล่นห่วย จนโค้ชพาไปดู เออ จริง ทุกคนบอกว่าสมัครเป็นสมาชิกเถอะ เพราะจะมีแข่งระดับ beginners ต้องคิดหนัก เพราะหากสมัครหมายความว่าต้องไปซ้อมบ่อยมาก มองซ้ายขวามีแต่เด็กปริญญาตรีซึ่งมีเวลาเหลือเฟือในมือ เราเองต้องไปโน่นมานี่เขียนงาน แต่เซ็นมั้ยคะ ก็เซ็น หลงกลซะแล้ว ยิงแล้วสนุกได้ใจดี คล้ายๆ ยิงปืนแต่เสียงไม่ดัง และท่าสวยงามกว่า กลายเป็นว่าเป็นอีกกีฬาที่ฟลุคอีกแล้ว กำลังคิดว่าถ้าครั้งหน้ายิงอีกทีไม่ถูกสักลูก เขาจะเสียใจมั้ย 555 ไม่เป็นไร ได้พักผ่อนก็พอ เสร็จจากธนูก็ลองไปเยี่ยมมองผู้คนในชมรมสควอช เขาให้สมาชิกตีแข่งทันที เล่นกับเด็กปริญญาตรีแล้วรู้สึกว่าเราแก่แล้วจริงๆ วิ่งเร็วอะไรล่ะ แต่ก็ดีใจที่ยังวิ่งทันดูไม่น่าเกลียดมาก ตีถูกขาคู่ต่อสู้คนเดียวกันถึงสองครั้ง อีกคนหนึ่งเราก็เกือบจะตีไปถูกหัวเขา เขาคงไม่อยากจะเล่นกับเราอีกต่อไป แต่ทุกคนก็เป็นมิตรดี มีคนมาถามว่าเรียนเอกแล้วหาเวลามาเล่นแบบนี้ได้ไงคะ ไม่เหนื่อยเหรอ เราก็บอกได้คำเดียวว่า เราบ้าค่ะ บ้าไปแล้ว ตอนนี้งานไม่ประดังเข้ามามาก แต่ต่อไปสิ คงจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมากมาย แปลกที่ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการเล่นกีฬาเหลือเกิน ปกติจำได้ว่าชั่วโมงพละเวียนมาทีไร ไ่ม่ชอบเลย อยากนอนป่้วยอยู่ห้องพยาบาล เกลียดมาก ทั้งที่ตอนที่เด็กกว่านี้ มีพละกำลังฟิตกว่านี้ เราน่าจะชอบ ตอนนี้เวลาเขีนงานเบื่อๆ ก็อยากจะออกไปเดินหรือวิ่งตรงทะเล เล่นฟุตบอลกับเพื่อน ตีกอล์ฟ ตีสควอช และ (ที่เพิ่งเพิ่มมาใหม่) ยิงธนู อากิบอกว่าเพราะเราแอบเป็นคนชอบแข่งขัน แต่เราว่าไม่จริงอะ เพราะเราก็ไ่ม่ซีเรียสนะ กอล์ฟ ธนู ก็แข่งกับตัวเองทั้งนั้น ฟุตบอลก็ขำๆ เว้นแต่สควอช อันนี้เอาจริง คิดแล้วก็แปลกเหมือนกัน ใครเป็นเหมือนกันและมีคำอธิบายดีๆ บ้าง 22 September Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี เมื่อวานเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่มาอยู่เซนต์แอนดรูวส์ มหาวิทยาลัยและเมืองที่วิเศษสุด ลองไปอ่านที่เคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วก็สนุกดี สถานการณ์เปลี่ยนไป ตอนนี้เขียนธีสิสได้ครึ่งเล่มแล้ว และกำลังหัวฟูนั่งปั่นนั่ง edit ให้ดีพร้อมส่งงานสิ้นเดือน เตรียมไปเลคเชอร์กับ Bill Ashcroft ที่สโลวะเกีย เตรียมไปพูดที่เดอแรม ส่วนปีที่แล้วเรากำลังยุ่งอยู่กับการย้ายเข้าหอ ตื่นเต้นกับที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ชิมแฮกิส ชิมวิสกี้ มีรูปภาพเป็นหลักฐาน นี่คือห้องนอนเมื่อปีที่แล้ว ถ้าให้ดูสภาพตอนนี้คงจะไม่ดี ห้องรกมากค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาจัด
นี่คืออากาศของปีที่แล้ว ร้างมาก แต่ถ้าเปิดม่านเยี่ยมมองวิวเดียวกันวันนี้ จะเห็นคนเดินกินไอติม แดดออกสวยงาม
เมื่อวานเดินทางกลับหลังจากสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ด อากิขับรถมารับถึงสถานี เห็นอากิเห็นเซนต์แอนดรูวส์ีที่สงบเงียบ รู้สึกเหมือนเห็นสวรรค์ ตลกดีนะ เมื่อเราหวนคิดว่าเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว เราสองคนยังไม่รู้จักกันเลย จะเล่าเรื่องสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ดนิดนึง หัวข้อสัมมนาคือ Utopian Spaces ซึ่งโดยรวมก็น่าสนใจดี ไว้ว่างจะเขียนเล่าเนื้อหาให้ฟัง ตอนนี้ต้องทำงานให้เสร็จก่อน พิมพ์เล่าเร็วๆ ละกัน ได้พบเพื่อนใหม่เพื่อนเก่ามากมาย เพื่อนใหม่ที่น่าสนใจ (~แปลก) คือโอลก้า เป็นคนโปแลนด์ สนใจวิลเลียมมอร์ริส (แปลก) เธอดูไม่ค่อยเชื่อเราเท่าไหร่ตอนที่เราบอกว่าเออ อยากไปโปแลนด์ เหตุผลเดียวคือชอบโชแปง อยากไปเห็นบ้านเิกิด สัมผัสวัฒนธรรมที่มาของโปโลแนส เธอกลับทำหน้างง บอกว่าใครเหรอ โชแปง ดิฉันถึงกับล้มตึงทันที ได้ไปออกซ์ฟอร์ดคราวนี้ก็กะจะผ่อนคลายพักการเขียนงานนิดนึง ที่ไหนได้ ไม่ค่อยได้ผ่อนหรือคลายอะไรทั้งสิ้น เมืองนี้ไปครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว ประทับใจมาก สวยมาก แต่คราวนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเมืองถึงเปลี่ยนไป ฝุ่นเยอะมาก คนเยอะมาก รถเยอะมาก ได้ใช้เวลาอยู่ออฟฟิศภาคภาษาอังกฤษ มองข้างนอกดูเป็นอย่างไร ข้างในก็เป็นเยี่ยงนั้น เป็นตึกที่ไม่น่าเรียน โทรมอย่างไม่น่าเชื่อ ตลกดี ขนาดจะเปิดฮีเตอร์เพราะวิทยากรบ่นหนาว ก็บอกว่าเปิดไม่ได้ มีนโยบายไม่ให้เปิดในตึก ประหลาดดี ผู้คนในภาคดูไม่ค่อยมีความสุข บ่นและบ่นตลอดเวลา ได้พบเฮอร์ไมนี ลี อีกครั้งหนึ่ง ดีแล้วล่ะค่ะที่เราไม่ได้ทำงานด้วยกัน เพราะต้องขัดแย้งกันแน่ เฮอร์ไมนี ลี ไม่เชื่อว่าการศึกษางานวูลฟ์เนี่ยจะสามารถศึกษาพร้อมกับทฤษฎีหรือมองในเลนส์ของทฤษฎีวรรณกรรมหรือปรัชญาใดใด แต่มุ่งเน้นการศึกษาในเชิงชีวประวัติอย่างเดียว จริงๆ หนังสือของอาจารย์น่าสนใจมาก ได้รางวัลมากมาย แต่เราก็สามารถตั้งคำถามว่าเมื่อศึกษาแบบนี้เพียงแง่มุมเดียว มันทำให้เราสูญเสียแง่มุมอื่นๆ ที่จะมองงานจากสมองของผู้หญิงอัจฉริยะคนนี้หรือไม่ อย่างการเขียนชีวประวัติเนี่ยเป็นประเด็นที่วูลฟ์เขียนวิจารณ์ไว้เยอะมาก แล้วเรามาเขียนเกี่ยวกับวูลฟ์ หรือศึกษาวูลฟ์ในวิถีทางที่วูลฟ์เองตั้งคำถาม (~โดยที่เราไม่ตั้งคำถาม) มันจะดีเหรอ พอถามไปอาจารย์ก็ำบอกว่าเน้นชีวิตคนแต่งหรือ textual analysis อย่างเดียวก็รุ่มรวยพอแล้ว ซึ่งเป็นคำตอบที่เราไม่พอใจเท่าไหร่ ต้องศึกษาดูให้หมดสิจึงจะสนุก เอาล่ะ รู้สึกว่าบ่นเยอะมาก ต้องหยุด สรุปเหตุการณ์ที่ดีที่สุดในทริปนี้คือได้เจอเปฟ และเพื่อนทุกคนของเปฟ แถมได้ไปกินอาหารอินเดีย (จริงคืิอปากี แต่คนที่นี่แยกไม่ออกหรอก) ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมา ที่คิดลิงตัน คุยกับเปฟสนุกสนาน รู้สึกเหมือนเราสองคนรู้จักกันมานานแสนนาน คิดไปมาก็เออ จริง เพราะเห็นไส้เห็นพุงกันมาเป็นเวลา (กี่ปีแล้วนะอีไนน์) หกปีแล้วเหรอ คุยกันกี่ครั้งเปฟยังคงย้อนระลึกความหลังตอนที่จุ๋ม ไนน์ และวุ้นขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีของริเวอร์บาร์กันเสียงหลง จนมันทนไม่ไหวต้องรีบหนีมาข้างล่างกัีบเรา บอกทุกคนว่าไม่รู้จักคนบนเวทีอะ จำกันได้มั้ยอะพวกนี้ สนุกหน้าไม่อายค่ะ เจอแฟนเพื่อนทำให้คิดถึงเพื่อนมากกว่าเดิม:) เจอเพื่อนใหม่ที่ย้ายเข้ามาตึกเดียวกันชื่อโจนาธาน เรียนปริญญาตรีที่นี่ กำลังจะเริ่มเรียนปริญญาเอกด้านชีววิทยา ที่สำคัญคือเป็นคนบ้านเดียวกับนิค คือมาจากนอร์ฟอล์ค ใจดีและตลกเหมือนกันเลย สรุปบ้านเราตอนนี้รู้จักกันหมดเลย มีนิค อูนา อากิ โจนาธาน และเพื่อนที่ยังไม่รู้จักอีกหนึ่งคน เทอมหน้าต้องเป็นเทอมที่ดีมากๆ ปีนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ความตื่นเต้น เห่อสถานที่ใหม่ๆ หายไป เพราะจะเดินเล่นทะเลก็เดินอยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกเย็น อาหารก็รับประทานมาจนเอียนบางที เพื่อนก็หน้าเดิมๆ เพื่อนหน้าใหม่ก็นิสัยดี งานก็มีทำมาตลอด ออฟฟิศเต็มไปด้วยเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน (คิดแล้วก็เครียดนิดหน่อย แต่ก็ต้องจัดการ) สภาพห้องเปลี่ยนไป (รกกว่าเดิม) สภาพร่างกายเปลี่ยนไป (รู้สึกเหมือนได้ detox แข็งแรงสดชื่นขึ้น) แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือข้อความข้างล่าง ผ่านมาหนึ่งปีอย่างไรก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม "จะบอกว่าคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ ไม่ปล่อยให้จิตตกนาน และตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่ คิดถึงทุกคนนะ ไปละ:)" (จาก Day One: ปลอดภัยไร้กังวล September 21 2008) 11 September Day 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอDay 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอเป็นเครื่องยืนยันว่าแก่แล้วจริงๆวันนี้นั่งทำงานในออฟฟิศ ซึ่งเป็นห้องที่บรรจุเครื่องแมคที่ไม่ค่อยสมประกอบ (สตินะ) บางทีกดให้ MSN ออฟไลน์ มันก็จะให้ออนอยู่นั่นแหละ วันนี้มีคนเข้ามาแอด เราก็ไม่กล้ารับ เพราะไม่รู้จัก เขาก็ใจดีเข้ามาคุยด้วยแนะนำตัว แชทไปมา ก็บอกว่าเผอิญไปอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้สมัย(ยุค?)ที่อยู่วอร์ริค เกี่ยวกับการเป็นโสด แล้วชอบมาก เราก็ว่าโอ คงผิดคนแล้วล่ะค่ะ ไม่เคยเขียนอะไร (ไร้สาระ) แบบนั้น แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวส่งให้ดู มีในเครื่อง เปิดมา โอ้ หน้าแตก เขียนเองจริงๆ ค่ะ ลืมไปได้อย่างไร ก็เลยขอเก็บมาเซฟและโพสต์ไว้เลย April 09, 2007The Importance of being SingleBeing single means Not having to worry for anyone but yourself Not having to sink with the lies Not having to (pretend to) wear the shackles The freedom it entails is absolutely bliss My life is all mine. Being single means Not having to worry about being a failure Not having to worry about money Not having to worry about breaking anyone’s heart No one has any say on that No one can hurt you Despite all the joy, the freedom, Being Single means simply that… And when you have nothing, Hence, the excitement, the challenge… But, still, despite the glorification, singletons, Yes, your hands may be all yours, Nevertheless, whether the woman can ever be you or whether the man can ever be you or whether sharing a cone of choc chip ice-cream isn’t such a bad idea or whether being stood up in theatres can give you the kicks or whether going to the concert with someone leaning on your shoulder, someone to dance with, or whether being tied up, being possessed, wondering, wondering, Since you have nothing,
ไม่รู้ทำไมตอนนั้นเขียนอะไรเลี่ยนอย่างนี้ เหมือนจะ glorify ชีวิตคู่ทั้งที่จริงแล้วก็เป็นมายาเทียบเท่ากับทุกสิ่งในโลก สิ่งที่ไม่ใช่มายาสำหรับเราคือความรัก และความดี
บางครั้งฟังเพื่อนผู้หญิงบางคนที่บ่นพยายามหาแฟน ชีวิตนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ แล้วรู้สึกว่าทำไมคิดประหลาด (หรือจริงๆ เราประหลาดอยู่คนเดียว ทุกคนปกติ) ก็อยากจะบอกว่าก่อนที่จะเข้าใจ concept ของสิ่งที่เรียกว่าแฟนเนี่ย เคยมีชีวิตอยู่ดีมั้ยล่ะ แฟนเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่เหรอ
บางทีฟังเพื่อนผู้ชายผู้ชายบ่นอยากแต่งงานเร็วๆ เพราะอายุมากแล้ว (~แต่ยังหาใครที่แต่งด้วยไม่ได้) แล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน ทำไมต้องกังวลเรื่องอายุล่ะ ความรักมันไม่จำกัดอยู่แต่ในสถาบันแต่งงานที่สังคมจำกัด ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย ไม่จำกัดหรือสังกัดอะไรเลย บางคนก็บอกว่าอยากรีบมีลูำก เราก็จะถามว่าอยากมีทำไม บางคนว่าชีวิตจะได้สมบูรณ์ เราก็ถามต่อว่า says who? อะไรคือความสมบูรณ์ มันแปลว่าอะไร เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่ "ต้องทำ" เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ หรือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคิดว่าทำให้เราเป็นผู้หญิงที่ดี สมบูรณ์ (ไปอ่านคริสเตวาไป) (เราเองถ้าอยากมี ก็อยากมีไว้เป็นเพื่อนคอยอ่านหนังสือ
หรือไปกินเบียร์ในผับหรือตีกอล์ฟ จะได้ไม่ต้องหาแคดดี้ เออ เก๋ไม่น้ิอย
ถ้าเป็นไปได้ ออกลูกแล้วส่งลูกไปไกลๆ ค่อยมาคุยกันตอนโตได้มั้ยอะ คงดีกว่าเลี้ยงสัตว์ 555 และคงดีกว่าการคิดว่ามีลูกเพื่อสนองและสานต่อภาพ "ผู้หญิงที่ดี" "ครอบครัวที่สมบูรณ์" ที่สังคมสร้างขึ้น) หรือเพราะคุณคิดเองว่ามันดี เป็นหนทางสู่ความสุข หรือผสมกัน ถ้าดีจริงแล้วตอนนี้คุณใช้มันมาทำให้ตัวเองทุกข์ร้อนทำไม เบียดเบียนตัวเองเปล่าๆ
จะเป็นสิ่งที่สังคมนิยามว่า "โสด" หรือไม่เป็นมันก็เหมือนกันน่ะแหละ คนเราก็มีความสุขเหมือนกัน แต่ในวิถึทางที่อาจจะแตกต่างกัน ขอเพียงได้ทำความดี ไม่เบียดเบียนตัวเอง และรักทุกอย่างบนโลกนี้
สวัสดีค่ะ 30 August Day 304-341: สองร่างDay 304-341: สองร่าง เมื่อสองสามวันที่แล้ว มีคนตั้งคำถามที่สำคัญถึงสองคำถาม 1. ทำไมถึงมีคำเรียกเหล้าว่า น้ำเปลี่ยนนิสัย (เพราะฉาก ณ ตอนนั้นคือผับเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองมหาลัยเก่าแก่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้) 2. ไ่ม่เข้าใจว่าวรรณคดีเขาทำธีสิสกันอย่างไร (เพราะฉากคืองานเลี้ยงแสดงความยินดีเด็กปริญญาโทที่เขียนดิสเซอร์ส่งสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย) จะบอกว่าคำถามสองข้อ link กัน จะเชื่อมั้ย ไม่เชื่อก็คอยดู ปุจฉา 1. น้ำเปลี่ยนนิสัย และมีคนบอกว่าสำนวนควรจะเป็นน้ำ "เปลี่ยน" หรือ "ปลดปล่อย" นิสัยกันแน่ ถ้าเปลี่ยน ก็แสดงว่านิสัยใหม่ๆ มันสร้างขึ้นมาเห็นๆ ต้องโทษเหล้า ถ้าปลดปล่อย ก็แสดงว่านิสัยดังกล่าวมันอยู่ข้างในตัว เหล้าเป็นแค่ทวารบาลเปิดประตูสู่อิสรภาพ ต้องโทษคนที่ดื่มไม่บันยะ การดื่มเหล้าก่อให้เกิดหลายสำนวน ที่เป็นที่รู้จักในภาษาละตินคือ In vino veritas "ความจริงอยู่ในไวน์" แปลกที่แม้มีสำนวน "น้ำเปลี่ยนนิสัย" หลายคนก็ยังคงคิดว่าเหล้าทำให้การยับยั้งใช้สติมันเลือนหายไปในสารบบสมอง ควบคุมตัวเองไม่ได้ คือคิดว่าเหล้าปลดปล่อยสิ่งที่ซุกซ่อนออกมาในซอกหลืบของใจ ภายใต้หน้ากากของมารยาท (มารยาทเป็นสิ่งสร้าง) เมาแล้วเต้นโจ๊ะทั้งที่ก่อนดื่มเรียบร้อยติ๋ม ร้องไห้ทั้งที่ก่อนดื่มดูมีความสุข ร่าเริงเล่นตลกคาเฟ่ เสียสติยิ่งกว่าตอนก่อนดื่ม (ซึ่งขำอยู่แล้ว) ฟรอยด์คงจะชอบใจ เพราะความคิดดังกล่าวกำลังจะบอกว่าเหล้ามันเปิดโอกาสให้เราเห็น Id ดิบๆ ของคน ไม่น่าแปลกที่เราเห็นทวิลักษณ์ dualism ใจ-กาย mind-matter ในความเชื่อต่างๆ เช่นที่ชัดเจนคือ ควรงดเว้นการดื่ม (กาย) เพื่อนิสัยต่างๆ จะได้ไม่ต้องมีการ "เปลี่ยน" หรือ "ปลดปล่อย" นิสัย (ใจ) สมติฐานว่า กายและใจแยกกันไม่ได้ หากกายไม่บริสุทธิ์แล้วใจก็คงเป็นเช่นนั้น เป็นสมมติฐานที่แพร่หลายหรือไม่ กายและใจเป็นขั้วคู่ตรงข้ามที่ผูกโยงสัมพันธ์กัน และบ่อยครั้งเรา (~ความคิดที่สังคมหล่อหลอมส่งต่อมาโดยที่เราอาจไม่เคยคิดตั้งคำถาม) มักให้ค่าขั้วหนึ่งมากกว่าอีกขั้วหนึ่ง ใจและสมองสำคัญกว่ากาย กายเป็นแค่เปลือกนอก เป็นต้น ทำให้นึกถึงเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้สวยมาก และเธอชอบมาบ่นกลุ้มใจไม่รู้ว่าทำไมผู้คนชอบสันนิษฐานว่าเธอไม่ฉลาด stereotype บิมโบ ความงามจูงมือมากับความไม่ฉลาดนี้ มันน่าตั้งคำถาม เพราะปกติเราก็คงเึคยได้ยินว่าหากกายงาม ใจ/ปัญญาก็มักจะงามด้วย นี่เพราะเราให้ค่าปัญญามากกว่าอีกขั้ว (บางคนก็ว่าผู้คนที่ออกมากล่าวหาเพื่อนคนนี้ อิจฉา ก็เป็นเรื่องของกิเลสไป) เพื่อนคนนั้นยังต้องแบกตราบาปของสิ่งสร้างนั้นจนถึงวันนี้ ทวิลักษณ์กาย-ใจเป็นสิ่งสร้าง มันเป็นฐานของปรัชญาความคิดของเรามานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสารบบแล้ว น่าสนใจที่โธมัส มอร์ ในคราบของราฟาเอล นอนเซนโซ ในยูโทเปีย บอกไว้อย่างน่าฟังว่าคนในรัฐอุดมคติ(ที่ทั้งมีหรือไม่มีจริง)อย่างยูโทเปีย (Utopia มาจาก คำกรีก Utopos and Eutopos แปลว่า "good place" และ "no place" เป็นขั้วความหมายที่ดึงกันไปมา) เวลาคนสองคนจะแต่งงานกันเนี่ย ต้องเปลื้องผ้าดูตัวกัน เหตุผลเพราะเรื่องกายและใจสำคัญเท่ากัน เวลาเราเลือกม้าเนี่ยยังดูแล้วดูอีก นับประสาอะไรกับการเลือกคู่ชีวิต เราต้องได้ดูทั้งใจและกายเสมอกัน และแม้มอร์จะเขียนประชดสังคมอังกฤษ/ยุโรป สมัยทิวดอร์ แต่เราก็ว่าเป็นความคิดที่น่าสนใจเพราะมันปลุกให้เราตั้งคำถามสิ่งที่เรารับมาโดยไม่คิด ซึ่งนำมาสู่ ปุจฉา 2 หลายคนถามว่าไม่เข้าใจว่ามนุษยศาสตร์ ไม่สิ การเรียนวรรณคดี เขาจะเรียนกันอย่างไร เขียนวิทยานิพนธ์อย่างไร เพราะศาสตร์อื่นมีสถิติตัวเลข มีเซอร์เวย์ มีผลการทดลองเป็นเนื้อเป็นกระดูก มันเป็นสิ่งที่อธิบายลำบาก ยากมากที่จะทำให้เห็นภาพ (ผู้ที่เรียนมาอย่างเราก็คงจะเข้าใจ) เพราะโลกวัตถุนิยมของเราดันแบ่งขั้วตรงข้ามกาย-ใจ และให้ค่ากายมากกว่าใจ บางทีคนที่พยายามอธิบายว่ามนุษยศาสตร์คือใจ ส่วนศาสตร์อื่นคือ กาย ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะยังเป็นการจรรโลงการแบ่งนั้นๆ อยู่ดี ไม่ได้ท้าทายตั้งคำถามแต่อย่างใด เราคงจะบอกได้ว่าการเรียนผลงานของจินตนาการ อารมณ์ของคนไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด (รวมไปถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาที่สะท้อนมาให้เห็นในงานเขียน) ทำให้เราเห็นว่าคุณค่าทางสังคมมันเปลี่ยนไปมา มีวิวัฒนาการ แม้คำว่าความจริง หรือ ประวัติศาสตร์ (~ที่คนมักนำไปผูกโยงกับคำว่า "~ความจริง") ปรัชญา การแบ่งศาสตร์เป็นวิทย์หรือศิลป์ ล้วนมีที่มา เติบโต เราควรจะตั้งคำถาม ศึกษาให้ดี ทดลองสังเกตเหมือนมันเป็นสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งเหล่านี้สอนให้เรารักชีวิต รักมนุษย์ และรักศาสตร์ทุกศาสตร์ รักมนุษย์ เพราะคิดดูสิคนเราเกิดมา ชีวิตสั้นนิดเดียว ก็ต้องคอยออกแรงแหวกพวกสิ่งสร้างต่างๆ เพื่อค้นหาว่าอะไรคือความสุขของตัวเอง โลกนี้เงินอาจดูเป็นคำตอบ แต่ก็เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ เงินเป็นแค่ปัจจัย เป็นสิ่งสร้างที่บังเอิญสังคมแปรเป็นค่าใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของ บางคนทำงานมานาน พอถามว่าสนุกมั้ย มีความสุขมั้ย กลับพูดไม่ออก รักชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้หมายความว่าจำนวนปีที่เราอยู่บนโลก แต่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามอย่างงานเขียน งานศิลปะ สวยงามซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือขุดเหมือง ช่วยให้เราค้นหาว่าความสุขคืออะไร แทนที่จะติดร่างแหสิ่งสร้างเและวนเวียนอยู่กับความทุกข์ การยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่มีชีวิต ก็ไม่มีความงาม รักทุกศาสตร์ เพราะเห็นความงามในทุกศาสตร์ความรู้ ขาดสิ่งเหล่านี้ไป ศิลปะก็จะไม่เกิด ขาดศิลปะ ศาสตร์ต่างๆ ก็จะไม่เกิดและเติบโต ยากที่จะตอบแบบนี้ท่ามกลางวงเหล้า หรือท่ามกลางงานเลี้ยง จะให้สรุปสั้นๆ คือนักอักษรศาสตร์ (เพราะคงไม่มีผู้ใดอีกแล้ว) จะคอยเป็นผู้ที่ nag annoy ตั้งคำถามและชี้ให้เห็นว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เราสะดวกใจจะคิด เช่น ไม่ได้มี กาย-ใจ เป็นทวิลักษณ์อย่างที่เข้าใจกันมาตลอด หากสามารถเป็นกาย-กาย และจำเป็นต้องมีสองปัจจัยเพราะคนเรามักจะเข้าใจอะไรเป็นทวิลักษณ์ เช่น เข้าใจว่าอะไรเรียกว่าสีขาว เพราะเข้าใจว่าตรงข้ามกับสีดำ ความชั่วและความดี และที่เป็นปัญหาคือ ทวิลักษณ์ หญิงและชาย เวอร์จิเนียวูลฟ์เป็นผู้ที่ออกไอเดียว่าเรามีสองร่าง social body และ visionary body ร่างทางสังคม คือร่างกายที่สังคมมองและกำหนด slot เหมือนการแยกประเภทจดหมายสอดใส่ตู้ว่าอยู่ใน category ใด เช่น ชาย หรือ หญิง ดี หรือ ชั่ว เรามักจะให้ค่าร่างกายประเภทนี้มากกว่าอย่างที่สอง นั่นคือ ร่างกายที่ตัวเราเท่านั้นมองเห็น ร่างกายที่สังคมเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถนิยาม จับเราใส่กรอบสิ่งสร้างต่างๆ ได้ และร่างกายนี้แหละที่วูลฟ์ว่า เป็นร่างกายที่จะตั้งคำถามและล้มล้างทุกสิ่ง และเปิดโอกาสให้ขั้วตรงข้ามที่ถูกสังคมกดทับมานาน เช่น สิ่งมีชีวิตที่สังคมเรียกว่า "ผู้หญิง"ได้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่สังคมไม่อาจหรือไม่กล้านิยาม เพราะเกรงใจศีลธรรม ที่นิยามได้ก็ใช้คำว่า "รักร่วมเพศ" ซึ่งเป็นคำที่ไม่ค่อยเก๋เท่าไหร่ เพราะคิดแคบๆ ว่า เพศ จะนิยามโดยอวัยวะหรือความต้องการ ทั้งที่ลืมไปว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เรามันซับซ้อนกว่านั้น ซ้ำสังคมยังใช้สถาบันการแต่งงานและครอบครัวเป็นตัวปิดกั้น ให้ค่าร่างกายทางสังคมมากกว่า ที่วูลฟ์พยายามบอกว่าศึกนี้เป็นร่างกาย vs ร่างกาย ไม่ใช่ร่างกาย vs จิตใจ อย่างที่เรามักจะคิดกัน เนี่ยก็เพื่อจะลบล้างทวิลักษณ์ mind-matter ซึ่งคนมักแหะป้ายว่า สิ่งใดมีความเป็นชาย หรือความเป็นหญิงมากกว่ากัน ที่สำหรับเราสะท้อนมาในคำกล่าวที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายเนี่ย คือต้องมีผู้หญิง ดูเหมือนจะให้เกียรติ แต่จริงๆ ยังจรรโลงอำนาจชายเป็นใหญ่อยู่ดี Mrs Ramsay ตัวละครใน To the Lighthouse รู้สึกได้ถึงความสุข (บางคนก็วิเคราะห์ว่าสุขสม) ในขณะที่มองแสงจากประภาคาร เป็นความสุขของร่างกายที่อยู่นอกสังคมบัญชา ในขณะนั้นคำว่า Mrs ไม่มีความหมาย ร่างกายของคนที่เป็นภรรยาและแม่ มลายไป but for all that she thought watching it with fascination, hypnotised, as if it were stroking with its silver fingers some sealed vessel in her brain whose bursting would flood her with delight. she had known happiness, exquisite happiness, intense happiness, and it silvered the rough waves a little more brightly, as daylight faded and the blue went out of the sea and it rolled in waves of pure lemon which curved and swelled and broke upon the beach and the ecstasy burst in her eyes and waves of pure delight raced over the floor of her mind ad she felt, it is enough! it is enough! Rhoda ตัวละครในเรื่อง The Waves เป็นตัวอย่างของกรณีที่ร่างกายทางสังคมบีบบังคับให้ต้องจบชีวิต I will pick flowers; I will bind flowers in one garland and clasp them and present them--Oh! To whom?... To whom shall I give all that now flows through me, from my warm, my porous body? ถามว่า to whom ก็เพราะเธอไม่ได้ชอบผู้ชาย ไม่ได้อยากเป็นภรรยา ไม่ได้อยากเป็นแม่ ไม่สามารถ fit in สวมบทบาทภรรยาและแม่ บทบาทและอัตลักษณ์ของผู้หญิงที่สังคมต้องการและนิยาม เพราะอัตลักษณ์อื่นๆ เช่น การรักคนโดยที่ไม่ได้คำนึงเรื่องเพศ มันไม่ exist ในสังคม แต่วูลฟ์ก็บอกว่าไม่ได้ให้ค่าร่างกายใดเหนือร่างกายใด เพราะการที่ Rhoda ตัดสินใจฆ่าตัวตายก็เพราะร่างสองร่างไม่ได้ประนีประนอมกัน Rhoda อาจจะยังมีชีวิตอยู่หากเธอสามารถเห็นคุณค่าในตัว พยายามสร้างพื้นที่ให้ตัวเองยืนอยู่ได้ในสังคม เธออาจจะมองโลกอย่างเข้าใจ มองว่าคุณค่าเป็นสิ่งสร้างและไม่ยึดติดยอให้คุณค่าผลักให้เธอลงเหว อยู่กับร่างสองร่างอย่างมีความสุข ความคิดดังกล่าวของวูลฟ์สะท้อนมาในความต้องการที่จะล้มล้าง Romance plot แนวการเขียนที่เราเห็นได้ตั้งแต่ในการ์ตูนดิสนีย์หรือในละครน้ำเน่าของไทย เรื่องชายหญิงจีบกันเพื่อแต่งงาน ในรูปของนวนิยาย การเขียนประวัติศาสตร์ และชีวประวัติเนี่ย วูลฟ์ไม่เห็นด้วยกับการเขียนเรียงตาม sequence อะไรเกิดก่อนกัน การพยายามจะสร้าง narrative ทางประวัติศาสตร์ สรุปเหมารวมชีวิตคนๆ หนึ่งในหนังสือเล่มเดียว และบอกทุำกคนว่านี่คือ TRUTH อะไรเล่าคือ truth วูลฟ์พยายามจะบอกเรา ในเมื่อเรามีสองร่าง อีกร่างเป็นร่างที่สังคมบัญญัติ และเป็นร่างที่ Romance Plot ยินดีรับไว้ในอ้อมกอด อีกร่างเป็นร่างที่ไม่มีใครรู้นอกเหนือจากเรา เป็นกายที่มองเห็นจับต้องได้จริง และการประนีประนอมระหว่างร่างสองร่างนั้นเล่า ความสุขเล่า ใครกันจะสามารถรู้่และคอยวัดคุณค่าทางสถิติ หรือทดลองในห้องทดลองได้ และพอเราคิดมาถึงจุดนี้ เราก็ดื่มจนหมดไพน์เสียแล้ว และ (แอบ) หัวเราะในร่างอีกร่างของเราคนเดียว เพราะจริงหรือไม่ที่ภาษาเท่านั้นที่จะสื่อให้ศาสตร์ทุกศาสตร์เข้าใจกัน คำถามของวูลฟ์ "Who shall measure the heat and violence of the poet's heart when caught and tangled in a woman's body" ซึ่งจริงๆ ก็กินความถามไปถึงว่า Who shall measure the human heart? ใครเล่าจะตอบได้ ถ้าไม่ใช่ นักวรรณคดี 24 July Day 272-303: สัมมนาที่อาเบอร์ดีน-มองภาพจอห์น มิเลส์ได้ทั้งวัน Day 272-303: สัมมนาที่อาเบอร์ดีน-มองภาพจอห์น มิเลส์ได้ทั้งวัน สามสิบกว่า วันผ่านไปรวดเร็ว วันส่วนใหญ่จะหมดไปกับบทใหม่ที่กำลังเขียนอยู่ (และยังเขียนไม่เสร็จ บทนี้มันยากและยาวจริงๆ) เดินทะเล นอน กิน ไร้สาระ ฟังเพลง ดูละครเวที เล่นเกมออนไลน์ ดูสารคดีบีบีซี พบเพื่อน และล่าสุดคือสัมมนา (กิจกรรมเรียงตามความสำคัญ? 555) อากิกลับมาจาก เที่ยวยุโรป เธอฟิตมาก(เรื่องเที่ยว) ข้ามเรือไปกับรถเฟียตแพนด้าขับไปหลายประเทศ แต่เราก็ได้เตือนแล้วว่ากลับมาเครียดหัวฟูแน่ เพราะวันส่งงานของอากิคือต้นเดือนหน้า แล้วก็เป็นจริงอย่างที่คาด ตอนแรกกะจะหัวเราะบอกว่าเห็นมั้ย แต่เห็นรอยย่นบนหน้าผากแล้วหัวเราะไม่ออกค่ะ ได้แต่ปลอบประโลมตอนเธอเดินคอตกมาที่หอเพื่อระบาย ดาเนียลาจะเดิน ทางกลับมาเยี่ยมพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่ไม่ค่อยดี เพื่อนสองคนกำลังเครียดกับบทที่ต้องเขียน อีกคนนั่งจ้องคอมหัวบาน อีกคนกำลังจะโดนซุปซัดเพราะมัวแต่เที่ยว คงไม่ได้ทำอะไรด้วยกันมาก สัมมนา ที่อาเบอร์ดีนมีทั้งหมดสองวัน เราวางแผนจะไปค้างสามคืน เพื่อจะได้เปลี่ยนบรรยากาศทำงาน หวังว่าที่บ้านคงจะไม่นึกภาพเราไปเที่ยวสวยงาม นั่งนอนเดินทางรถไฟตั๋วชั้นหนึ่ง หรูเลิศ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นภาพคงจะไกลเกินจริง ภาพ: เตียงนอนในหอพักนักเรียนที่ราคาย่อมเยา ไปพักเพราะอยากลิ้มรสการลงโทษที่ฟูโกต์ว่าไว้ ชาวอาเบอร์ดีนคนหนึ่งบอกว่าหอพักได้รับแรงบันดาลใจการสร้างจากเรือนจำหญิง ของสวีเดน สวยอะ ภาพ: เอลฟินสตันฮอลล์สถานที่สัมมนา เบื้องหลังจะมงกุฏเครื่องหมายความเป็นเอกราชของสกอตแลนด์ตั้งอยู่บนวิหารคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยอาเบอร์ดีน สรุป ไปเรื่องงานล้วนๆ ได้เที่ยวก็เฉพาะช่วงเวลาพักสัมมนา เหนื่อยมาก ดีที่ได้พบเพื่อนใหม่น่าสนใจ เปเปอร์มีคนสนใจดี ได้ข้อคิดเห็นใหม่ๆ และสามารถโน้มน้าวพิชิตใจของนักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาวายให้อ่าน Orlando ได้สำเร็จ วันสุดท้ายที่อาเบอร์ดีนให้รางวัลตัวเองโดยการไปนั่งมองภาพวาดของดันแคน กรานท์ วาเนสสา เบล และพรีราฟาเอลไลท์ที่ Gallery ของ Aberdeen ทั้งวัน จนคุ้นเคยกับคนเฝ้าห้อง มา รีนาบอกว่าในบรรดาพรีราฟาเอลไลท์ เธอชอบดันเต กาเบรียล รอสเสตติ ที่สุด ก็น่าอยู่ เพราะเขาดังที่สุด เป็นนักเขียนด้วย แต่ส่วนตัวคิดว่าดันเตยังคง traditional และยังวาดไม่สวย มันสมองของขบวนการนี้คือจอห์น เอเวอเรตต มิเลส์ วันนี้เขียนเรื่องเขาดีกว่า จะได้อู้งานโดยการกูเกิลหารูปสวยๆ ที่เขาวาดไว้มาประดับดูเล่น สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกระบวนการนี้ ขอเล่าสั้นๆ จะได้ไม่ต้องไปเปิดสื่อผิดสื่อถูกอย่างวิกิพีเดียให้เสียเวลา Pre-Raphaelite Brotherhood เรียกสั้นๆ PRB เป็นการเคลื่อนไหวทางศิลปะใน สมัยวิคตอเรีย กลุ่มนี้ผู้ที่ก่อตั้งมีสามคน (~ที่เหลือจะเข้าร่วมกันเป็นขบวน มี sisterhood ด้วย แต่ให้ทายว่าผู้หญิงในขบวนการนี้จะอยู่ในสถานะใด) เป็น brotherhood คล้ายๆ สามทหารเสือเลย คือ ดันเต กาเบรียล รอสเสตติ ที่มารีนาชื่นชอบ วิลเลียม ฮอลแมน ฮันท์ ซึ่งเราก็แอบปลื้มมากกว่ารอสเสตติ และจอห์น เอเวอเรต มิเลส์ คนโปรด ประมาณปี 1848 สามคนนี้อายุน้อยมาก ตอนที่ตัดสินใจจะเป็นกบฏ รื้อถอนธรรมเนียมวิธีการเรียนการสอนวิชาเขียนภาพในสมัยนั้น สมัยนั้นผู้ีที่ยึดคลาสสิคเป็นหลักคือสาวกหรือผู้ยึดธรรมเนียมของราฟาเอลและ ำไมเคิลอันเจโล เน้นว่า "สาวก" เพราะคำที่ใช้คือ Pre-Rapae"lite" ไม่ใ่ช่ Pre-Raphael (สามคนนี้ยังคงชื่นชมราฟาเอล) ภาพที่คลาสสิคคือภาพต้องธีมศาสนาเท่านั้น และรูปของพระเยซู นักบุญ อย่างแม่พระเนี่ยต้องวาดไม่ให้เหมือนจริง ไม่ให้เหมือนเจ๊ขายแหนมเนืองเซนต์ฟรัง หรือเด็กข้างถนน ต้องมีรัศมีสวยงาม ทุกอย่างมีกฎหมด วางองค์ประกอบต้องเท่ากันทั้งสองด้าน ไม่มีอะไรขาดเกิน เช่น เพราะพระเจ้าคือพระเจ้า ไม่ใช่ คนอย่างเรา แต่แล้วทั้งหมดก็ถูกท้าทายโดยภาพของรอสเสตติ The Annunciation เทวทูตกาเบรียลบอกข่าวว่าพระนางต้องตั้งครรภ์ จะเห็นว่าแม่พระ (นางแบบระยะแรกๆ คือ คริสตินา รอสเสตติ น้องสาวที่เขียน "Goblin Market") หน้าง่วงมาก ดูจะ annoy แกมกลัวเล็กๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งเสมือนจริง เพราะถ้ามีผู้ชายเข้ามาบอกว่าต้องท้องนะ ส่วนใหญ่ก็คงจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ ไม่ก็เสียสติไปเลย ฮอลแมน ฮันท์ Light of the World แสงสว่างแห่งโลก เป็นภาพและสติกเกอร์ที่โรงเรียนคอนแวนต์เมืองไทยชอบเอามาติดหลังห้อง เป็นภาพพระเยซูผิวขาวอารยัน มีรัศมีล้อมรอบตอนเด็กๆ เราก็ชอบนะ มองแล้วมองอีก ตอนป 4 เคยถามครูสอนคำสอนว่าพระเยซูเป็นอาหรับผิวดำกว่านี้ไม่ใช่เหรอคะ จำไม่ได้แล้วว่าครูอะไร จำได้แต่ว่าถูกตี ภาพนี้ดูครั้งแรกคงรู้สึกว่าไม่ค่อยขัดขนบเท่าไหร่ในเรื่องศาสนา เพราะคนเขียนภาพเป็นคนที่แปลกที่สุดในกลุ่มก็ว่าได้ แต่ที่น่าประทับใจคือแสงไฟจากตะเกียงตรงเสื้อผ้าพระเยซูมันเหมือนจริงมาก แถมตรงมือพระเยซูที่กำลังเคาะประตูเนี่ย ก็เป็นเงาหัวกระโหลก เสมือนว่าความตายและความเป็น มืดและสว่าง = พระเยซู ลองตีความกันเอาเอง สมัยนั้นคนที่ conservative คงจะตกใจน่าดู และเหมือนเรา คนวาดคงจะโดนตี มิเลส์ Christ in the House of His Parents เป็นภาพที่รื้อถอนธรรมเนียมของยุค พระเยซูผอมแห้ง สกปรก หน้าเหมือนเด็กทั่วไป ขี้เลื่อยเต็มไปหมด นักบุญโยเซฟช่างไม้ ก็ดูเป็นชนชั้นแรงงานจริงๆ ไม่ได้ดูสะอาดเอี่ยมเหมือนในภาพที่เรามีในหัว เบื้องหลังด้านซ้าย แกะโผล่หน้าเยี่ยมมองน่าเอ็นดู ลือกันว่าการจะวาดแกะได้เหมือนเช่นนี้มิเลส์ไปตลาดไปซื้อหัวแกะมาเป็นแบบวาด เลยทีเดียว เด็กด้านขวาคือจอหน์ บัปติส ดูค่อนข้างจะกลัวๆ ยังไงก็ไม่รู้ ใน บรรดาจิตรกรทั้งสาม มิเลส์ถือเป็นเด็กอัจฉริยะ ตอนแรกทุกคนชอบเขามาก แต่พอคบเพื่อนพวกนี้ผู้ใหญ่ของยุคก็สั่นหัวบอกว่า เด็กคนนี้ไม่รอด อนาคตดับแน่ แต่มิเลส์ก็บ่ยั่น กู้ชื่อตัวเองอย่างเต็มภาคภูมิได้จากภาพที่เรารักทีุ่สุดภาพนี้ ![]() Ophelia ภาพนี้อิงจากเรื่องแฮมเลต ตอนที่เกอร์ทรูดบรรยายว่าเธอตายยังไง ภาพที่วาดก็แสนจะซื่อตรง และที่สำคัญ คือสวยมาก There is a willow grows aslant a brook, That shows his hoar leaves in the glassy stream; There with fantastic garlands did she come Of crow-flowers, nettles, daisies, and long purples That liberal shepherds give a grosser name, But our cold maids do dead men's fingers call them: There, on the pendent boughs her coronet weeds Clambering to hang, an envious sliver broke; When down her weedy trophies and herself Fell in the weeping brook. Her clothes spread wide; And, mermaid-like, awhile they bore her up: Which time she chanted snatches of old tunes; As one incapable of her own distress, Or like a creature native and indued Unto that element: but long it could not be Till that her garments, heavy with their drink, Pull'd the poor wretch from her melodious lay To muddy death. ที่ชอบพวกราฟาเอลไลต์ เพราะพวกนี้ 1. รื้อถอนธรรมเนียมการเขียนภาพ 2. เพิ่มมิติในการมองศาสนา 3. พืชพรรณธรรมชสติวาดได้เหมือนจริงมาก 4. อิงวรรณคดี 5. อิงชีวิตประจำวัน ถ้าจะให้ดี จะให้เห็นว่ามิเลส์เก๋กว่ารอสเสตติอย่างไร ให้ดูที่ภาพ Mariana ซึ่งอิงจาก Measure for Measure เีิ่ริ่มจากของรอสเสตติ มีที่อาเบอร์ดีน ของจริงสีสดมาก ใน เรื่อง Measure for Measure ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของ problem play ของเชคสเปียร์ มาเรียนาตอนแรกจะได้แต่งงานกับแอนเจโล แต่ไปๆ มาๆ เรือที่ขนสินสอดทองหมั้น (ผู้หญิงจ่าย) ดันล่ม คร่าชีวิตพี่ชายด้วย พอแอนเจโลได้ข่าวก็กระทำสิ่งที่สุภาพบุรุษพึงกระทำ คือ ยกเลิกการแต่งงานซะ รูปนี้ของรอสเสตติดูเฉยๆ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้นะว่านี่คือมาเรียนา และเทียบดูของมิเลส์ มาเรียนา ในรูปดูเซ็งเป็ดมาก เพราะมีแต่เสียกับเสีย (ยกเว้นเสียตัว?) เข็มที่ปักกลางผ้าแสดงให้เห็นว่าเธอปักเข็มก่อนจะมองไปข้างหน้าอย่างเซ็ง เป็ดและเหม่อลอย ชีวิตผู้หญิงสมัยนั้นก็มีแค่นี้ คุณค่าอยู่ที่การแต่งงาน และพอถูกยกเลิก คุณค่าจะไปอยู่ที่ไหน เป็นรูปที่สวยงาม ได้ใจความจริงๆ นอกจากนี้ มิ เลส์ยังชอบเขียนรูปเด็ก และเขียนได้สวยมาก คงสไตล์คนที่เป็นพ่อ พอจะเข้าใจเด็ก (เขาแต่งงานกับภรรยาของรัสกิน ซึ่งทำให้รัสกินไม่สนิทกับมิเลส์อย่างเคย มันก็แหง) ภาพนี้สวยมาก รีัสกินขอให้มิเลส์วาดภาพตัวเอง รู้สึกว่าฉากคือสกอตแลนด์ มิ เลส์ต้องการให้สังคมยอมรับเขายังไง ก็ยังงั้น ไม่เปลี่ยน ใครที่รู้เรื่องรูปภาพที่ชื่อว่า Bubbles รูปเด็กเป่าฟองสบู่ซึ่งกลายเป็นภาพใช้โฆษณาสบู่ยี่ห้อเพียร์ส์ และหน้าที่การงานสุดท้ายของเซอร์มิเลส์ คือ ประธานของ Royal Academy ก็คงเข้าใจดี จากเดิมเป็นคนที่ต่อต้านสถานบัน กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งเสียเอง--หวังว่าเราจะไม่ลงเอยเช่นนี้ จอร์จ บาตายล์ กล่าวไว้ว่าความเบื่อหน่ายจำเจของงานที่ผลักดันให้เราต้องการทำอาชีพเป็นหมอ วิศวกร และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาจารย์ (~พวกที่เป็นส่วนหนึ่งของ) เนี่ย มีแต่จะฆ่าวิญญาณความเป็นมนุษย์ เราว่าบาตายน่าจะกล่าวครอบคลุมไปถึงมนุษย์ออฟฟิศทั้งหลายโดยรวม จริงๆ ก็เข้าใจได้เพราะเราอยู่ในระบบทุนนิยม เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่มีใครที่จะไม่ conform ในระดับหนึ่ง มิเลส์เองต้องเลี้ยงดูครอบครัว ลูกหลายคน รูปสุดท้ายนี้ชื่อ Bright Eyes เป็นวิคตอเรียนมากๆ อยู่ที่อาเบอร์ดีน ชอบนะ เพราะรู้สึุกว่าเด็กผู้หญิงในภาพมีพลัง มั่นใจมาก เมื่อ มามองวูลฟ์ บลูมส์เบอรีกับPRBเราจะเห็นทั้งจุดร่วมและจุดต่าง จุดร่วมมีให้เห็นในงานเขียนของเวอร์จิเนียมากกว่าภาพวาดของวาเนสสา ซึ่งจะเป็น(โพสต์)อิมเพรชันนิสต์ เอาล่ะถ้าให้เล่าคงจะยาวมาก ที่น่าสนใจ และคนมักจะไม่ทราบคือ แม่ของทั้งเวอร์จิเนียและวาเนสสา ในภาพจะเห็นแต่เวอร์จิเนียและเอเดรียน เคย โพสต์เป็นนางแบบให้จิตรกรPRB(แต่เป็น PRBยุคหลังมากๆ ซึ่ง ironic คือ กลับมาต่อต้านยุคแรก วนไปอิงกับขนบ) มาก่อนด้วย คนนั้นคือ เอ็ดเวิร์ด เบิร์น โจนส์ ในภาพนี้ The Annunciation แน่นอน อิทธิพลของดันเต รอสเสตติกับมอรริสรุนแรงมาก วาดรูปประมาณนี้เนี่ย เขาจะสื่อว่าไม่สนใจเนื้อเรื่อง แต่สนใจว่าภาพของตัวละครที่ดู otherworldly มากจากโลกอื่น หรือเหนือมนุษย์เนี่ยจะสามารถเรียก sensual response การตอบสนองทางอารมณ์ได้มากน้องเพียงใด น่าเสียดายแทนพวกพรีราฟาเอลไลต์สามคนรุ่นแรกจริงๆ เป็นเครื่องยืนยันว่า trend กระแสนิยมมักจะวนมาที่เดิม เหมือนเกลียวคลื่น เอาล่ะ ต้องหยุดพิมพ์ค่ะ แม้หัวข้อจะน่าสนุก (สำหรับเราคนเดียว) สักเท่าไหร่ มาถึงวูลฟ์จนได้ อู้มาหลายนาที เห็นทีคงต้องกลับไปทำงาน คิดถึงทุกคนค่ะ สวัสดี 23 June Day 223-271: สัมมนาวูลฟ์และผจญภัยเดินบน highway ของ Sussex Day 223-271: สัมมนาวูลฟ์และผจญภัยเดินบน highway ของ Sussex ยังค่ะ ยังไม่ถึงจุดจบ ยังมีชีวิตอยู่ดีค่ะ เพียงแต่งานมากมายประกอบกับเดินทางอย่าง hardcore หนักหน่วงช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สัมมนาที่นิวยอร์คสนุกมาก เดินเข้าไปแรกๆ ก็หวั่นใจเพราะเห็นผู้มาเข้าฟังเป็นอาจารย์ที่เราเคยอ่านงานของท่านมาทั้งสิ้น มี ลอรา มาร์คัส ที่เขียน critical analysis ของวูลฟ์เรื่องต่อเรื่อง อานา สเน็ธ ผู้บุกเบิกดูสถานที่ในวูลฟ์ เดวิด เอเบอร์ลี ผู้บุกเบิกวิเคราะห์ Flush มีเจน โกลดฺ์แมน ที่เขียนเรื่องวูลฟ์กับสัตว์ ชื่อของทุกท่านอยู่ใน lit review เกือบทั้งสิ้น ผู้เข้ามาฟังก็ดูซีเรียสมาก หวั่นๆ แต่หวั่นไปทำไมก็ไม่ทราบ ผิดคาด ทุกคนอัธยาศัยดีมาก และที่สำคัญ (~ลืมไปได้อย่างไร) ทุกคนรักวูลฟ์ ไม่ใช่เวอร์จิเนีย มนุษย์ปุถุชน ที่เราผู้อ่านสามารถเห็นร่างเค้าความคิดรางๆ ในอนุทิน อย่างเดียว ไม่ใช่เวอร์จิเนียไอคอนทางวัฒนธรรมที่มีคนพิมพ์ลงเสื้อใน ray ban ไม่ใช่เวอร์จิเนีย หญิงที่เดินลงน้ำ อย่างเดียว ไม่ใช่เวอร์จิเนียในงานเขียน review หรืองานนิยาย แต่เหมาทั้งหมด และรักรวมไปถึงคนที่รักวูลฟ์ด้วยกันด้วย รู้สึกอบอุ่นมาก และต้องการจะไปประชุมอีกครั้งปีหน้า แม้จะเป็นที่เคนตักกี้ก็ตาม (ปลอบใจตัวเองว่าสองปีข้างหน้าจัดที่กลาสโกว์) ผู้ฟังมีหลากหลาย และที่ชอบมากคือมี Common Reader มาร่วมฟังด้วยหลายคนทีเดียว มี ตั้งแต่เด็ก highschool จนถึงหญิงชราอายุเกือบร้อย ซึ่งเป็นดอกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก และที่สำคัญคือ ได้พบปะพูดคุยและดื่มน้ำชากับเวอร์จิเนีย Panel ของเราสนุกมาก ได้เกร็ดความรู้หลายอย่าง ได้ทบทวนสิ่งที่เคยอ่านมา และได้เพื่อนใหม่หลายคน มีผู้ชายคนหนึ่งเูท่าทางขี้อายมาก เดินมาบอกขอบคุณที่เสนอเปเปอร์พร้อมยื่นนามบัตร ปรากฎเป็นเดวิด เอเบอร์ลีย์ ซึ่งอยากตีพิมพ์งานเราเป็นส่วนหนึ่งของ Flush anthology ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกัน เจน โกลด์แมนชวนไปคุยเรื่องวูลฟ์ที่กลาสโกว์และช่วยจัดประชุม มีคนฟังอีกคนเสนอให้ไปอ่าน manuscript จดหมายที่ Sussex และ berg เพราะยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้ transcribe ลายมือของวูลฟ์อ่านยาก และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน punctuation แสนจะประหลาด appalling ไฮไลท์ของสัมมนาไม่เพียงแต่จะเป็นบรรดา Woolfians และนักเรียนที่มีความคิดน่าสนใจและอัธยาศัยดีมาก หากเป็นการแสดงยามค่ำคืน คืนแรกเป็นบทละครเรื่อง วีตาและเวอร์จิเนีย ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นพิเศษสุดระหว่าง เวอร์จิเนียและวีตา แซกวิลล์-เวสต์ ผู้ดลบันดาลใจให้วูลฟ์แต่งเรื่องออร์ลันโด เวอร์จิเนียเขียนไว้ว่า And instantly the usual exciting devices enter my mind: a biography beginning in the year 1500 and continuing to the present day, called Orlando: Vita; only with a change about from one sex to the other สองคนนี้เป็นนักเขียนทั้งคู่ เช่นเดียวกับเวอร์จิเนีย วี ตามีชีวิตที่น่าสนใจ ชีวิตแต่งงานก็น่าสนใจ เพราะท้าทายขนบ ทั้งสามีและตนเองไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดเรื่องเพศแบบวิคตอเรียน (แม้ว่าชื่อเธอคือ Victoria ก็ตาม) หรือไม่ต้องแบบวิคตอเรียนหรอก ความคิดแบบ rigid ที่คนสมัยนี้ยังยึดมั่นถือมั่น เธอเกิดมาในตระกูลขุนนางชั้นสูง ยายเป็นยิปซีสเปน แม่เป็นลูกนอกกฎหมาย เกิดมาเป็นหญิงตามกฎก็ไม่สามารถสืบทอดคฤหาสน์ ไม่ใช่สิ ปราสาท (~เ้พราะใหญ่มาก) Knole มอง ได้ว่าวูลฟ์เขียน Orlando เพื่อกู้บ้านของเธอ แม้นไม่ได้เข้าไปอยู่อาศัย แต่ได้เข้าไปอยู่อาศัยในความคิด ในภาษา ก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเอสชนะกฎหมายที่ตั้งอยู่บนความคิดชายเป็นใหญ่ นั่งดูละครก็หันมองเห็นผู้หญิงสองคนจับมือกันแน่น มองไปมองมา คนหนึ่งตาบอด คนที่ตาดีหันไปกระซิบบรรยายท่าทางของผู้อ่านบทละครบนเวที อีก โปรแกรมที่เก๋มากคือ contemporary dance ชื่อ "it was this: it was this:" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก To the Lighthouse และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่สุดจะเพี้ยนแหวกแนวของเวอร์จิเนีย เต้นได้สวย ครีเอตมาก There he stood in the parlour of the poky little house where she had takenคั่น ด้วยการแสดงจากวงจากปรินซ์ตัน นักร้องอายุน้อยมากและเป็นพี่น้องหน้าตาดีทั้งคู่ แบบที่เพื่อนๆ ป้าแก่ๆ ทั้งหลายคงอยากรับประทาน เด็กพวกนี้มีพรสวรรค์จริงจัง เพลงที่เล่นมีเพลง The Waves, Leonard Woolf, มีเพลงเกี่ยวกับวาเนสซา แล้วก็พวกบลูมส์บรี แต่ ไฮไลท์สำหรับเราคือการได้ไป Berg Collection ดอกเตอร์ไอแซคซึ่งเป็น curator ปล่อยให้พวกเราประมาณสิบคนรอในห้องเจ้าหน้าที่เป็นเวลาสองชั่วโมงเต็ม แต่ไม่มีใครกลับบ้านสักคน เพราะเรารู้กันว่ามันจะต้องคุ้มค่า แม้หิวจะเป็นลมขนาดไหน เราต้องรอ พอเปิดประตูเข้าไป โอ้โห้ ดอกเตอร์ไอแซควางต้นฉบับทุกอย่างไว้บนโต๊ะให้พวกเราได้อ่านกัน มีบันทึกเล่มแรก passionate apprentice ของเวอร์จิเนีย จดหมายรักก่อนแต่งงานกับเลนเนิร์ด ต้นฉบับ Mrs Dalloway To the Lighthouse รูปนู้ดของพวกบลูมส์บรี (~วาเนสซาหุ่นสวยมาก มี duncan grant และแถมมีเบอร์นาร์ด ชอว์ นู้ดให้เห็นอีกแหนะ อันหลังสุดค่อนข้างจะน่ากลัว) มีไม้เท้าที่วูลฟ์ทิ้งไว้ตอนเดินลงน้ำ แค่นั้นไม่พอค่ะ เขาเห็นเรายังอึ้งไม่พอ มีการถามว่าใครชอบดิคเคนส์บ้าง แล้วก็หยิบเอาที่เปิดจดหมาย ดูประหลาดมาก เพราะด้ามจับเป็นเท้าแมว ขาวสะอาดมาก มาเป็นดุ้นเลยค่ะ ดิคเคนส์สลักไว้ว่านี่คือที่ระลึกของแมวที่เพิ่งตายจากไป สยองปนน่ารัก จบทริปนี้ก็อิ่มเอิบกันไป ได้ความรู้ใหม่ กลับ มาอังกฤษตัดสินใจไป Sussex กับปิ๊ก เราสองคนอยากไปเยือนสถานที่เกี่ยวกับวูลฟ์ เคยคุยกันมานานแล้ว ไหนๆ กำลังเขียนบทเกี่ยวกับ Orlando เราคงต้องไป Knole (ภาพ: เหมือนจะขึ้นอืดแต่จริงๆ กำลังอินกับ Orlando) ขอแนะนำให้ทุกคนไปจริงๆ สวยมาก ตรงโถงปราสาทมีต้นฉบับลายมือวูลฟ์เรื่อง Orlando นอกจากนั้นที่ประทับใจสุดคือ บ้านวูลฟ์ที่ Rodmell (ภาพ: โต๊ะเขียนหนังสือของวูลฟ์) โชค ร้ายที่เราไปวันที่ไม่มีรถเมล์วิ่งแล้วเหตุผลประหลาดมาก คือ ทำถนน จึงต้องเดินเอาค่ะ ตอนแรกพยายามโน้มน้าวให้ปิ๊กเดิน South Downs Way ที่วูลฟ์เคยเดิน แต่เมืองสองเมืองข้างหน้าไม่มีสถานีรถไฟ เดินไปคงไม่ได้นอนแน่คืนนี้ ก็เลยตัดสินใจเดินไป New Haven ซึ่งไกลมาก แต่ไกลไม่สำคัญเท่าไหร่ค่ะ บ่ยั่น ที่สำคัญคือเราเดินกันบน (รัวกลอง) Highway ค่ะ รถวิ่งเร็วอย่างกับเตเชเว อันตรายมาก รถจะเฉี่ยวๆ หลังหูหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็สามารถ (~ไม่มีทางเลือก) (ภาพ: ป้ายนี้ทำให้ใจคนเดินชื้นขึ้นมาหน่อยนึง รอดแล้วค่า) สรุปเดินไปเป็นสิบยี่สิบไมล์ วัน ที่ไป Charleston หนักกว่า เดินบน Highway เหมือนกัน และไม่มีที่ให้คนเดิน ไปซื้อน้ำในปั๊ม ถามทางคนขายเพื่อความแน่ใจ คนขายพูดอย่างเดียว "Be careful... be very careful" ค่ะ ช่วยได้มาก ทางเดินที่มีต้นไม้ต้นใหญ่กั้น เราต้องรอให้รถผ่านกันไปก่อนแล้วกระโจนออกไปว่างข้ามต้นไม้ เสียวสันหลังดี ก็ประมาณสิบยี่สิบไมล์อีก สงสารปิ๊กเพราะไม่ได้นำรองเท้าผ้าใบหรือบูทเดินป่ามา แต่เธอก็สามารถ มองย้อนกลับไปทริปนี้เป็นทริปที่น่าสนใจและบันเทิงผ่อนคลายมากๆ การได้ไปเดินที่ที่วูลฟ์เคยเดิน นั่งตรที่เคยนั่ง มองทุ่ง ท้องฟ้า ต้นหญ้า แม่น้ำ ที่เคยมอง และบันทึกทั้งหมดไว้ในงานเขียน ในอนุทิน ทำให้เราในฐานะคนอ่านและคนศึกษาได้เข้าใจ ทำให้เห็นแหล่งที่มา และแหล่งบันดาลใจงานเขียน อิ่มเอิบมาก และแม้ต้องเดิน Highway สักสามชั่วโมงเพื่อแลกกับประสบการณ์นี้อีกรอบก็ยอม (ภาพ: ชาร์ลสตัน บ้านศิลปิน) ขอจบการอัพบลอคด้วยข้อความที่อ่านเจอและคิดว่างดงามดี ตัดตอนมาจากอนุทินวันที่ 18 มีนา ที่ผู้หญิงวัย 43 ได้เขียนไว้เมื่อ 84 ปีที่แล้ว "the past is beautiful because one never realises an emotion at the time. It expands later & thus we don't have complete emotions about the present, only about the past... that is why we dwell on the past, I think." สวัสดี 05 May Day 218-222: งานชิ้นแรกDay 218-222: งานชิ้นแรก งานนี้เป็นงานชิ้นแรกที่ได้ตีพิมพ์ตั้งแต่มาอยู่ที่เซนต์แอนดรูวส์ ใครมีเวลาและพอจะสนใจวูลฟ์ สนใจวรรณคดี หรือแค่เบื่อๆ อยากอ่านอะไรบันเทิงๆ (หรือเปล่า) ขอความกรุณาโพสต์ข้อเสนอแนะ/ความรู้สึก เพื่อช่วยปรับปรุงงานในภายภาคหน้่าด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ http://forum.llc.ed.ac.uk/issue8/sriratana.html 30 April Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด กลับจากอีสเตอร์ก็ต้องสอนออร์ลันโด ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ดีใจที่อาจารย์เลือกเรื่องนี้ สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่อ่านง่ายและ accessible ที่สุดแล้ว ในบรรดางานของวูลฟ์ การไปดื่มและพูดคุยกับเด็ก undergrad ในผับคืนที่เตรียมตัวสอนออร์ลันโด ทำให้รู้ว่าพวกนี้ (~ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน) ส่วนใหญ่เกลียดและกลัวเวอร์จิเนียวูลฟ์อย่างมาก และก็บ่นอุบว่าวิชาบังคับ Virginia Woolf ทำให้เกรดตกกันไปตามๆ กัน น่าสนใจ เพราะเมื่อถามเหคุผลว่าทำไมต้อง "เกลียด" และทำไมต้อง "กลัว" สรุปเหตุผลตามอันดับท็อปฮิตได้ว่า ก) เธอเป็นหญิงบ้า เดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม ข) เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด ค) เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา ง) เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual พอได้คำตอบดังนี้ ก็จดไว้ในหัว และระหว่างเดินฝ่าความหนาวกลับบ้าน ก็ คิดหาวิธีการที่จะทำให้พวกนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นสมมติฐานเท็จ และตัดสินใจว่าก่อนจะมาอ่าน ออร์ลันโด เราควรจะแก้ต่างให้เธอเสียก่อน ก) "เธอเป็นหญิงบ้า เิดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม" เราก็ปรินต์โปรดักในอีเบย์ให้ดู ทุกวันนี้หน้าของเวอร์จิเนียวูลฟฺ์ ซึ่่งเป็น cultural icon เนี่ย มีปรากฎอยู่บนปกหนังสือ ตุ๊กตา เสื้อ ยืด ผ้ากันเปื้อน จนถึง (และอันนี้ตลกมาก) กางเกงในผู้ชาย ทุกคนมาตื่นเต้นหวั่นกลัวความจริงที่ว่าธอเดินลงน้ำฆ่าตัวตาย แต่ทำไมลืมนึกไปว่าการให้ความสำคัญตรงจุดนั้นมันมีที่มาจากเลนส์ประเภทหนึ่ง ที่วูลฟ์เขียนถึงใน A Room of One's Own :ซึ่งคือเลนส์อคติทางเพศ ส่งผลให้ทุกอย่างที่เี่รามองหรือคิดว่าเข้าใจ มันถูกระบายด้วยสีแห่งความจอมปลอมไปเสียหมด ทำไมเราไม่มีบรารูปหน้าวอลเตอร์เบนยามิน หรือโปรดักแว็กซ์ขารูปเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเหมือนกัน ด้วยวิธีที่สวยน้อยกว่า และทำไมเราไม่กลัวว่าเราจะเป็นบ้าตามเฮมิงเวย์เมื่อเราอ่านเรื่องสู้วัวกระทิง ผู้ชายที่ไร้อวัยวะสืบพันธุ์ แหงสิ เพราะนั่นมันไม่ใช่ "จุดขาย" ของเฮมิงเวย์ เลนส์อคติทางเพศมักจะจับเรดาร์ผู้หญิงเท่านั้น แก้ไขโดย: ให้นักเรียนอ่านส่วน highlight ของ A Room of One's Own เพราะจริงๆ วูลฟ์เป็นนักเขียนบทความที่เก่งได้ใจมาก ผล: เด็กทึ่งเพราะไม่เคยอ่านมาก่อน วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า And how small a part of a woman's life is that; and how little can a man know even of that when he observes it through the black or rosy spectacles which sex puts upon his nose. ข) "เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด" เพื่อน นักดนตรีที่เราชื่นชมในความสามารถได้โทรศัพท์มาบ่นเมื่อวานนี้เช่นกัน สิ้นคำของเธอที่ว่ากำลังอ่านออร์ลันโดอยู่ และอ่านไม่รู้เรื่อง เราก็ยิ้มทันที มันก็แน่นอน การอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเป้าหมายหนึ่งของวูลฟ์ subtitle ของ Orlando คือ A Biography ชั่ว ชีวิตของวูลฟ์ ถ้าเราสามารถพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านที่วูลฟ์เกิดและเติบโตเนี่ย จะเห็นว่าห้องนอนของเธออยู่ข้างล่างห้องทำงานของพ่อคือ เซอร์เลสลี สตีเวน ผู้เขียนรวบรวมและบรรณาธิกรของ Dictionary of National Biography อันเป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคคลสำคัญสมัยวิคตอเรียน และคงไม่แปลกที่ rosy spectacle ก็อยู่บนจมูกของท่านเซอร์เช่นกัน บุคคล ที่สำคัญล้วนเป็นผู้ชาย ไม่มีใครใส่ใจเขียนเกี่ยวกับผู้หญิง และแม้จะเขียนเรื่องผู้ชายก็เถอะ สิ่งที่สำคัญที่ได้รับเลือกให้จดบันทึกเป็นเกียรติประวัติก็มีแต่ผลงาน ไม่มีใครเขียนเรื่องภรรยาของคาร์ไลล์ที่ต้องขนน้ำขึ้นมาให้นักเขียนผู้ยิ่ง ใหญ่ได้ดื่มได้ทำความสะอาดร่างกาย ไม่มีใครเขียนเรื่องสาวใช้ที่เอากระโถนของเขาไปทิ้ง ท้าทายและรื้อถอนขนบการเขียนชีวประวัติซึ่งจมติดอยู่กับระบบชายเป็นใหญ่ นี่ คือสิ่งที่วูลฟ์จงใจทำในงานเขียน ออร์ลันโดไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้ามีจริงก็คงแปลก เขาเกิดเป็นผู้ชายในช่วงอลิซบีธัน และวันหนึ่งตื่นมาเป็นผู้หญิงในขณะที่ไปเป็นทูตที่คอนสแตนติโนเปิล และมีชีวิตจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 แก้ไขโดย: ซีรอกซ์บางส่วนของ Eminent Victorians ของ ลิตตัน สแตรชชีให้อ่าน พร้อมให้อ่านงานน่าเบื่อๆ ในยุควิคตอเรียน ผล: นักเรียนก่นด่า เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ และหันมาอยากอ่านว่าวูลฟ์จะกัดอะไรคนพวกนี้ในออร์ลันโด ในที่สุดก็มีคนบอกว่าออร์ลันโดเป็นการปฏิวัติ genre และ gender ที่สร้างสรรค์ที่สุด วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า literature is impoverished beyond our counting by the doors that have been shut upon women. Married against their will, kept in one room, and to one occupation, how could a dramatist give a full or interesting or truthful account of them? Love was the only possible interpreter. ซึ่งนำเรามาสู่ข้อ ค ค) "เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา" ก่อนอื่นวูลฟ์ บอกว่าเราควรเผาคำว่าเฟมินิสต์ทิ้งไป เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์ end product และหลงลืมละทิ้งต้นตอของปัญหาสังคม เด่นชัดที่สุดในเหตุการณ์สงครามโลก เพราะวูลฟ์บอกว่าหญิงชายโดยเนื้อแท้เป็นคนเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือสังคม ซึ่งหมายรวมถึง เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน แต่ผู้ชายได้รับค่าจ้างเป็นเงินตรา ออกไปทำงานก็หาเลี้ยงผู้หญิงในบ้าน เผอิญโลกเราใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่หลายคนลืมไปว่าผู้หญิงก็ทำงานเช่นกัน การตั้งท้อง ออกลูก ใช้แรงงานทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า ล้วนเป็นการใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่ได้ค่าจ้างเล่า และถ้าการณ์มันกลับกัน มันจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้น ความไม่เสมอภาคมันเกิดเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ (อย่าลืมว่าเธอเป็นเพื่อนของคีนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง) วูลฟ์ เป็นนักปรัชญาการเมืองและเป็นนักวิเคราะห์สังคมนะจะบอกให้ อย่าติดภาพนิโคล คิดแมนกับจมูกปลอมที่กลอกตาเดินไปเดินมา เพราะนั่นเป็นแค่ภาพที่นิยายและหนังสร้างขึ้น ดูเพื่อความบันเทิงได้ แต่ถ้าจะดูในเชิงภูมิปัญญาวิชาการให้ดูจากตัวงานเป็นหลัก เลสเบียน = เฟมินิสต์?? คำ ว่าเลสเบียน หรือ ความสัมพันธ์แบบแซฟฟิคสำหรับวูลฟ์มีอีกความหมาย เพราะเธอบอกว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของผู้หญิง นอกเหนือจากระบบที่กล่าวมาแล้ว ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าของพี่สาว/น้องสาว/แม่/สตรีเพศ สำหรับวูลฟ์ วูลฟ์บอกว่าตนชื่นชมผู้หญิง และรณรงค์ไม่ให้ผู้หญิงก่นด่ากันเอง ไม่ใช้เลนส์คุณค่าชายเป็นใหญ่มามองและตัดสินผู้หญิง ไม่เชิดชูบุรุษเพศมากกว่าผู้หญิง และถ้าเป็นไปได้ ให้มองให้ลึกลงไปในแก่นของความเป็นคน ของความลึกล้ำของประสบการณ์ของคนๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม และหันมาตั้งคำถามคุณค่าทางสังคม ใน ออร์ลันโด จะเห็นเลยว่าขนบการแต่งงาน การสวมแหวนแต่งงานเป็น "recent discovery" เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ระบายสีด้วยศาสนา แต่งแต้มด้วยความรู้สึกผิดบาปของอีฟ แน่นอนวูลฟ์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในทางที่ตนเลือก แต่เธออยากให้มองอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่กลไกของสังคม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผู้หญิงไม่ควรตัดสินด้วยแหวนบนนิ้ว หรือจำนวนเด็กในเปล (~แต่ไม่ยักเป็นจำนวนผู้ชายในชีวิตหรือสามีที่แต่งงานด้วย เพราะกฎมีไว้วุ่้าผู้หญิง "ที่ดี" ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้นั้น... ต้องรักเดียวใจเดียว:P) แก้ไขโดย: ให้ลองนิยามเล่นๆ ว่าอะไรคือเฟมินิสม์และเลสเบียนนิสม์ในความเข้าใจของนักเรียน และในความหมายของวูลฟ์ ในบริบทสังคมสมัยนั้น และข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่า เธอเองก็ชอบบราอยู่นะ และคงขอเผาความคิดจอมปลอมมากกว่าเสื้อชั้นใน หรือเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือประมาณ วูลฟ์กล่าวไว้ใน Three Guineas: What more fitting than to destroy an old word, a vicious and corrupt wordผล: นักเรียนร้องอ้า เพิ่งรู้ เพราะภาพที่สื่อต่างๆ มักชักให้เชื่อคือวูลฟ์เป็นสุดยอดเฟมินิสต์เกลียดผู้ชายตัวแม่ แต่นี่เธอมาลอบบี้ให้ชายหญิงร่วมมือกัน เหลือข้อ ง ง) "เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual" ซึ่ง เป็นข้อที่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจเล็กๆ กระหยิ่มใจน้อยๆ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียน รู้สึกจะคนเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ ที่้เขียนทั้งอนุทินส่วนตัว อนุทินงานเขียน อนุทินหนังสือที่อ่าน และอนุทินดนตรีที่ฟัง และเธอเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ สิ่งที่เขียนคือบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์และหนังสือที่เธออ่าน จริงอยู่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เธอได้อ่านหนังสือสำคัญๆ ของยุค เพราะทั้งหมดมันตั้งอยู่ในบ้านของเซอร์เลสลีผู้เป็นบิดา อ่านอนุทินหนังสือแล้วจะตกใจ เธอมีความรู้ภาษากรีกเป็นอย่างดี อ่านตั้งแต่นิยาย ละครสำคัญของยุค จนถึงคู่มือการใช้กล้องโกดัก ซึ่งเธอเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาว จริงเธอมักจะรู้สึกขมขื่นที่ถูกตราหน้าเป็น outsider ในระบบการศึกษา และอาจอิจฉาพี่ชายน้องชายเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ความรู้สึกนั้นมันมาจากความรักที่จะเรียนรู้ และความรู้สึกคับแค้นใจที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้ เวลาอ่านอะไรงามๆ ไม่ใ้ช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย และพอสงครามโลกปะทุ พวกผู้ชายก็วิ่งรี่มาให้ผู้หญิงช่วย Dig for Victory หรือทำงานแทนผู้ชายที่ไปรบ พร้อมถามว่าผู้หญิงเราจะช่วยหยุดสงครามได้อย่างไร วูลฟ์บอกว่าแหม เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนี่งของระบบเธอมาตั้งนานแล้ว ทำไมมาขอให้ช่วยตอนนี้ ถ้าให้ฉันได้รับการศึกษา ได้ค่าจ้าง ได้พื้นที่ของตัวเอง เราคงพอจะผนึกกำลังกันได้ งานเขียนของเธอเป็นสหบท เต็มไปด้วย allusions กล่าวถึงวรรณคดีกรีก เช่น Lysistrata จนถึง Dante จนถึง พรูสต์ จอยซ์ และทีเอสเอลเลียต ถ้าไม่ intellectual ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แก้ไข โดย: ให้นักเรียนได้เห็นอนุทินหนังสือของเธอ และอ่านบทความรีวิวออสเตนของเธอ ที่เีขียนดีมาก พร้อมให้คิดว่าชื่อเรื่อง Orlando มันมาจากไหน Orlando Furioso หรือเปล่า พร้อมเล่าให้ฟังว่าเอมมา อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขสองได้ไปค้นพบลายมือของสามีภรรยาวูลฟ์บนปก (~เปลือก) แผ่นเสียง และที่น่าสนใจคือบันทึกละเอียดมากว่าฟังเพลงบีโธเฟนวันไหน ปีอะไร กี่โมง กี่ครั้ง ช่วงสงครามโลกสองคนนี้ฟังแต่เพลงอุปรากรเยอรมันทั้งวัน ส่วนตัวตีความว่าคงไม่อยาก dehumanise คนเยอรมันว่าเลวไปเสียหมด พอสงครามสงบก็ฟังเพลงอุปรากรอิตาเลียน พอเวอร์จิเนียตาย เลนเนิร์ดก็จดบันทึกต่อ มีหายจากอนุทินดนตรีไปประมาณห้าวัน แล้วก็ฟังใหม่ โดยฟังเพลงที่เวอร์จิเนียชอบ และฟังบ่อยตอนมีชีวิตอยู่ ซ้ำไปมา ขนลุกมั้ย ผล: นักเรียนสนใจ ซู ซาน อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์หลังห้องโทรมาบอกอีกวันว่าผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี (~หวังว่าไม่ใช่เพราะเราพานักเรียนเข้าผับก่อนเรียนนะ) และจึงอยากให้ช่วยสอนออร์ลันโดนักเนีบยปริญญาโทที่เรียน Women Writing and Gender ด้วย ซึ่งมีประมาณ ห้าคน ผลคือพวกนี้มีความเห็นเอนเอียงมาข้อ ข) และ (อยากให้เราเน้นพูดทฤษฎีของ Cixous เรื่องการเขียนแบบ "~ผู้หญิง" ซึ่งวูลฟ์มักจะพูดอะไรที่แย้งตัวเองอยู่เรื่อย) เป็นส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรที่น่าสนใจเท่านักเรียนปริญญาตรี สอนเสร็จกำลังเดินลงมาจากตึกของภาควิชา ก็เจอปีเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยด่าว่าวูลฟ์เป็น creepy woman ในผับหลังดื่ม ale เป็นไพน์ที่สอง ปีเตอร์บอกว่า "V, Virginia Woolf is sexy. I can see it now. Change the way I look at things" และนี่ทำให้รู้สึกดีกว่าคำชมใดใดในโลก 19 March Day One Hundred and Fifty Five to One Hundred and Seventy Six: กอล์ฟ ข่าวดี และทะเล Day One Hundred and Fifty Five to One Hundred and Seventy Six: กอล์ฟ ข่าวดี และทะเล ไม่ได้อัพบลอคนานมาก จนหลายคนส่งข้อความมาถามว่ายังสบายดี (จริงๆ จะถามว่ามีชีวิตอยู่ดี) หรือไม่ ขอตอบ ณ ที่นี้เลยว่าตอนนี้สบายดี พ้นขีดอันตรายเรื่องแก้ธีิสิส ไม่น่าเชื่อว่าขลุกตัวทำแต่งานชิ้นนี้มาเป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือน เดดไลน์คือสิ้นเดือนนี้ ช่วงนี้เซนต์แอนดรูวส์เป็นแดนสวรรค์ มองออกไปเห็นยอดวิหารสีส้มนวลเพราะจับแดด เดินเล่นริมหาดก็ไม่ต้องสวมโค้ทหนาอย่างเคย รักที่นี่จริงๆ อยากให้ทุำกคนได้มาเยือนและเห็นว่าสวยขนาดไหน อากาศแบบนี้เหมาะกับการตีกอลฟ์และเล่นฟุตบอล เล่น croquet (ฟังดูเป็นบริติชดัดจริตมาก แต่ที่สนามหลังหอเล่นกันทุกวันล่ะ) เป็นที่สุด เรื่องกอล์ฟเป็นเรื่องแรกที่อยากจะอัพเล่า เพราะที่หายไปเนี่ย ไม่ได้แค่ทำงานอย่างเดียว แต่โดนนายอากิ ซึ่งไปซื้อถุงกอล์ฟและไม้กอล์ฟครบเซ็ตจากร้าน charity ทั้งหมดประมาณยี่สิบเจ็ดปอนด์ (ซื้อพัตเตอร์มือสองแยกต่างหากราคาหนึ่งปอนด์ เป็นยี่สิบแปดปอนด์) เนี่ย รบเร้าแกมขู่บังคับให้ไปซ้อมและออกรอบเป็นเพื่อนทุกวัน!!! ย้ำ EVERYDAY อากิไปเกือบทุกวัน ส่วนเราไม่สามารถค่ะ บางวันขอนั่งให้กำลังใจอยู่ในห้อง เราสองคนปั่นงานเดดไลน์ใกล้ๆ กัน ก็เลยเห็นใจกันดี เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก (และกำลังจะแต่งงานกัน) เอ้ย ไม่ใช่ ช่วงนี้โปรกอล์ฟกันทั้งคู่ (ในฝันนะ) จากที่วืดลูกกันสวยๆ (อายบรรดาโปรที่ไปซ้อมตรงหลืบข้างๆ ที่มีคนเปิดคอมพ์วิเคราะห์วงสวิง.. เออ มีครั้งนึง ครั้งแรกๆ ที่เราไปสนามซ้อม อากิตั้งท่าตีสวยๆ แต่ลูกกระดอนไปโดนหลังคา ทำเอาโปรที่ซ้อมอยู่ข้างๆ วิ่งหนี กลัวลูกหล่นใส่ศีรษะ) ก็กลายเป็นแตะลูก ตึลูกโด่งไปไกล เราตีลูกบินไกลไปประมาณสองร้อยหลาก็ดีใจแทบตาย (~และเกิดขึ้นเพียงแค่สองครั้งเสียด้วยสิ) แต่อากิสิ เกิดมาเพื่อกีฬานี้ แค่จับไม่กอล์ฟก็มีความสุข รู้สึกจะมีความสุขกว่าจับตำรากฎหมาย early modern และงานของเบน จอนสัน เสียอีก จนต้องแซวอากิ (นี่นินทานะเนี่ย แต่ไม่เป็นไร ปกติก็ว่าต่อหน้า) ว่าเธอเป็น full-time golfer and part-time PhD student เราสองคนตามประสาเด็กวรรณคดี nerd ไม่ค่อยเข้าใจความงามของกอล์ฟ เอ ทำไมคนติดกันนักหนา ไม่เห็นมีไรเลย ตีลูกไปมา เอาลูกลงหลุม ว่ากันง่ายๆ ทุกครั้งที่เดินไปแถว Old Course เห็นพวกโปรมาเล่นกัน ตีก็ร้องลั่นว่า "FORE!" บอกให้เราหยุดเดิน บางทีคนเดินถนนต้องรีบวิ่งเพราะ priority เป็นของพวกนักกอล์ฟ พวกนักกอลฟ์จะมองเราด้วยสายตาเหยียดหยาม (อาจคิดไปเอง... แต่พวกนี้ปกติก็จะหยุดมองเรากับอากิ คนเอเชียหน้าตาดีสองคนที่หิ้วถุงกอลฟ์ -ราคาถูกสำหรับเขา- เราก็จะโบกมือบ้าง ยิ้มให้บ้าง ขำดี) คงเป็นที่เมืองนี้เท่านั้นที่นักกอล์ฟเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง น่าหมั่นไส้มาก พวกนี้จะแต่งตัวดูดีมีระดับ ห้อมล้อมด้วยพวกแคดดี้ เราสองคนไม่เข้าใจ point ของความฟู่ฟ่านั้นๆ แต่ก็นะกอล์ฟเป็นกีฬาและเป็น status symbol เราสองคนตีกอลฟ์สนามเด็กเล่น ออกตังค์กันไม่เกินห้าปอนด์ (สามสำหรับลูก 100 ลูก สองปอนด์ค่าสนามเก้าหลุม) ไม่มีที่ไหนจะเอื้อให้คนไม่มีตังค์ได้เล่นของสูง แต่พอสัมผัสอย่างจริงจังและหนักหน่วงและบ่อยมากขึ้นเนี่ย ก็รู้ว่ากอล์ฟ นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือเจรจาธุรกิจ (อันเป็นสิ่งที่เราสองคน ซึ่งถังแตกตลอดเวลา และเข้าสังคมไม่ค่อยเป็น คงไม่มีโอกาสทำ) มันยังเป็นกีฬาของผู้ที่รักสันโดษ ไม่ต้องพูดไรมาก ไม่ต้องเอะอะ ไม่ต้องวิ่ง ขอเพียงวงสวิงที่ perfect มันสอนให้เรารู้จักใช้สมาธิ อยู่กับตัวเอง แข่งกับตัวเอง ช่วงนี้อากิไม่อยู่ เรากะจะไปแน่บฉกถุงกอลฟ์ไปตีเล่นๆ สบายใจ เอาล่ะ ดีแล้วที่เขาอ่านภาษาไทยไม่ได้ เรื่องถัดมา มีข่าวที่ดีมาก คือเปเปอร์เวอร์จิเนียวูลฟ์กำลังจะได้ตีพิมพ์ประมาณเดือนหน้า นอกจากนั้นยังได้คัดเลือกให้ไปนำเสนอที่มหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงต้นเดือนหน้า อันนี้เราก็ดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติมากอยู่แล้ว แต่เมื่อศุกร์ที่ผ่านมาได้ทราบข่าวว่าเปเปอร์ได้รับคัดเลือกในการประชุมเวอร์จิเนียวูลฟ์ประจำปีครั้งที่สิบเก้า เป็นการประชุมนานาชาติหัวข้อเก๋ไก๋ "Woolf and the City" (นั่นหมายความว่าเขามอง Woolf = Sex???? in the City?) ซึ่งจัดที่มหานครนิวยอร์ค ลินคอล์นเซนเตอร์ ซึ่งพอรู้ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว ต้องอ่านเมล์ประมาณยี่สิบรอบก่อนจะ confirm ว่าตัวเองได้จริงๆ เพื่อนและอาจารย์ที่นี่ก็ใจดีมาก จัดการเลี้ยงฉลองแสดงความยินดี ตั้งแต่อ่านงานวูลฟ์ก็รับรู้ความเป็นไปของการประชุมประจำปี ซึ่งเป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกประเทศ เปเปอร์ที่ได้รับเลือกจะได้ตีพิมพ์รวมเป็นเล่ม เราเองก็ได้อ่านงานต่างๆ มาตั้งแต่ประชุมครั้งแรกๆ ไม่นึกว่าจะได้เป็นส่วนหนึ่ง เป็นเกียรติสูงสุดจริงๆ งานนี้คงจะเป็นสวรรค์เพราะได้ข่าวว่าจะมีแสดงละคงละครเกี่ยวกับวูลฟ์ มีวิเคราะห์งานวูลฟ์ มีอ่านกลอน นิยาย วู้ คือมีแต่วูลฟ์ๆๆๆ เต็มไปหมดเป็นเวลาสี่ห้าวัน ตื่นเต้นจริงๆ ประชุมงานใหญ่อย่างนี้ก็หมายความว่างานหนักรออยู่ แต่ใจก็เต็มร้อย เอาใจช่วยด้วยนะคะ ฉะนั้นต้นเดือนมิถุนา บรรดาเพื่อนที่อยู่นิวยอร์ค (~และเมกา in general ซึ่งเราจะไปหา) ที่รักทั้งหลาย เราจะได้เจอกันในที่สุด ส่วนเรื่องทะเล ช่วงนี้คลื่นลมไม่แรงเท่าแรกๆ ทำให้รู้สึกนึกขอบคุณ เมื่อคืนไปนั่งมองทะเลตั้งแต่ทุ่มหนึ่งถึงเกือบๆ สองทุ่ม ไม่นึกว่าเกิดมาจะทำอะไรอย่างนี้ได้ มันมีอะไรที่พิเศษจริงๆ อธิบายไม่ถูก เวลานั่งห้อยขาตรงสุดทางเดิน pier แล้วมองลงไปช่วงน้ำขึ้น มันรู้สึกเหมือนเรากำลังเดินบนผิวน้ำ ช่วงน้ำลงก็รู้สึกเหมือนอยู่บนดวงจันทร์ เห็นหิน และรอยแยกขรุขระ บางคืนพระจันทร์เต็มดวง มองไปเห็นคนเดินจูงมือกัน บ้างไม่จูงมือก็จูงสุนัข เสียงของ Vanessa Redgrave จากเวอร์ชั่นหนังของเรื่อง Mrs Dalloway ลอยมาตามลม Nothing lasts for long. You want to say to each moment, "stay!" "stay!"... แต่อากาศเปลี่ยนไปทุกขณะ แม้จะสั่งให้ stay ยังไงก็ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อใช้เวลาและอากาศแบบนี้อย่างคุ้มค่า ผู้เขียนขอตัวไปเดินเล่นทะเลให้สบายใจ เผื่อวูลฟ์จะกระซิบมาตามเสียงคลื่น บอกวิธีที่จะทำให้เราเขียนบทต่อไปอย่างน่าสนใจ (ได้เพียงเสี้ยวหนึ่งที่เธอเขียนก็ยังดี) สวัสดี 25 February Day One Hundred and Fifty Two to One Hundred and Fifty Four: Jacobean Tragedy Day One Hundred and Fifty Two to One Hundred and Fifty Four: Jacobean Tragedy สามสี่วันที่แล้วอากิรบเร้าให้ไปดูละครเป็นเพื่อน เราก็คาดหวังว่าต้องเป็น Twelfth Night เพราะเห็นโปสเตอร์แว้บๆ ไม่ใช่ค่ะ มันคือ ละครเรื่อง The Duchess of Malfi ของ John Webster ซึ่งแปลกดี ไม่รู้ว่าทำไมนักเรียนถึงเลือกเรื่องนี้มาเล่น และคิดว่าคงจะได้เห็นการตีความและ adaptation ที่น่าสนใจ ก็เลยตกลงไปกับคุณอากิ ซึ่งเป็นเอนไซโคลพีเดียเดินได้ของละครเรอเนสซองส์และจาโคเบียน เพราะเธอเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องกฎหมายและเบน จอนสัน ตั๋วราคาห้าปอนด์ ก็ซื้อมาเรียบร้อย นั่งพักดื่มน้ำ (สีอำพัน) ก่อนละครเริ่ม เราสองคนก็เดาไปเรื่อยว่าละครจะออกมาเป็นไง แขนปลอมจะใช้อะไร เลือดล่ะ หวังว่าคงไม่ได้มีการสาดเลือดจริงๆ เพราะคนนั่งหน้าคงเปียกเปื้อนน้ำแดงน่าดู อากิบอกว่าอาจใช้โฟมนะส่วนที่เป็นแขน ส่วนเราบอกว่า โอ โฟมมันทื่อไป ไม่รักษ์สิ่งแวดล้อมเลยเธอ ต้องเป็นอะไรยืดๆ หยุ่นๆ ตอนดัชเชสจับจะได้รู้สึกว่ายังเป็นมือของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ ต่างๆ นานา พอเข้าไปในโรงละคร ละครเริ่ม ก็เกิดเหตุที่เราสองคนไม่ได้คาดคิดมาก่อน ขึ้นต้นคำแรกก็รู้เลยว่า ไม่มีการ adapt บทอะไรทั้งสิ้น ยก verse ของ Webster มาทั่งดุ้น ราวกับกำลังอ่านหนังสือ โอ้โห้ นั่งดูไปสิคะสามชั่วโมงกว่า ส่วนที่เป็นเลือด creative มาก ใช้ ริบบิ้นสีแดง ส่วนอาวุธที่ฆ่ารัดคอก็ใช้ริบบิ้นเหมือนกัน มือปลอมทำจากการเอาถุงมือมายัดนุ่นทำให้ดูหยุ่นๆ ขาวๆ น่ากลัวดี ที่เก๋คือมี dance คั่นกลาง น่าสนใจเหมือนกัน chorus อะไรก็มีหมด ครบถ้วนกระบวนความ เป็นละคร low budget ที่เด็กเรียนวรรณคดีต้องรัก เพราะซื่อตรงต่อตัวหนังสือม๊ากมาก
จะถูกตีไปทางไหนก็ตามอำเภอใจ (โบโสลากล่าว หลังฆ่าอันโตนิโยโดยไม่ได้ตั้งใจ) The Duchess of Malfi เริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี 1614 ที่ The Globe กรุงลอนดอน ผู้เขียนคือ John Webster คนที่ดู Shakespeare in Love (ซึ่งเป็นหนังที่เอ้อ ตลกดี ถ้าไม่คิดมากเนี่ย) จะจำได้ว่ามีเด็กผู้ชายคนนึงชื่อ จอห์น ตอนที่ Elizabeth I ซึ่งนำแสดงโดย จูดีเดนช์ถามว่าชอบละครของเชคสเปียร์มั้ย รู้สึกว่าจะเป็นโรมิโอ จูเลียต เด็กผู้ชายคนนี้ก็ตอบว่าไม่อะ อ่อนไป อยากให้นองเลือดกว่านี้ อะไรทำนองนี้ นี่แหละคือ John Webster Jacobean drama สำคัญมาก และคิดว่าน่าสนใจนะ ความที่บริบทกาลเวลามัน unique เหลือ คนที่ไม่เคยอ่านหรือเรียนมาก่อนก็คงจะเห็นว่าบันเทิงได้ไม่มากก็น้อย วันนี้ก็เลยตั้งใจเขียนเกี่ยวกับ Jacobean Tragedy แต่คงไม่ละเอียดมาก เพราะไม่ได้มีโอกาสงามๆ ที่จะอ่านอะไรเกี่ยวกับละครสมัยนั้นมากนัก คงต้องขุดหาเท่าที่มีค่ะ หวังว่าคนที่เชี่ยวชาญจะมาเพิ่มเติมให้เราได้เรียนให้รู้มากขึ้น สนุกดี Jacob เป็นคำฮีบรูของคำว่า James Jacobus เป็นคำละติน แน่นอน ละครและวรรณคดี Jacobean คืองานที่เขียนในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ของอังกฤษ (~พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์) ประมาณปี ค.ศ. 1603-1625 ช่วงนั้นอังกฤษและสกอตแลนด์เป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว แต่ก็ไม่ใช่ช่วงที่สงบสุขสักเท่าไหร่ วันที่ 5 พ.ย. 1605 กลุ่มคาธอลิคที่ไม่พอใจพระเจ้าเจมส์ ได้พยายามจะระเบิดสภา โดยมีจุดหมายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์และราชวงศ์ พร้อมด้วยขุนนางโปรแตสแตนท์ แต่คว้าน้ำเหลว ก็เลยถูกจับแขวนคอลงโทษ (ซึ่งจริงๆ เจมส์ควรเป็นคาธอลิค และควรช่วยเหลือฟื้นฟูสถานะของคาธอลิคที่ถดถอยตั้งแต่ Reformation แต่บทเรียนที่ได้จากชะตากรรมของพระมารดาคือ Mary Queen of Scots เนี่ยได้สอนให้รู้ว่าบางทีจะคิดทำการใหญ่ต้อง ลู่ไปตามลม ตั้งแต่เด็ก เจมส์เรียนหนังสือกับอาจารย์โปรแตสแตนท์ ก็เลยไม่มีปัญหา) วรรณคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นความมืดมนวุ่นวายของสังคมและการเมือง เบน จอนสัน และเวปสเตอร์ต่างหันไปใช้หลักความคิดยุคกลางเรื่อง Humour อย่างจริงจัง ที่บอกว่าใช้อย่างจริงจังก็เพราะสองคนนี้เพราะไม่ใช่พวกแรก แฮมเลตเป็นตัวละครที่ป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Melancholia ชัดเจน
O, that this too too solid flesh would melt, Thaw and resolve itself into a dew! Or that the Everlasting had not fix'd His canon 'gainst self-slaughter! O God! God! How weary, stale, flat, and unprofitable Seem to me all the uses of this world! โอ หากร่างข้าจะหลอมละลาย สลายสภาพเป็นหยดน้ำค้าง ก็หามิได้ ด้วยองค์ผู้เป็นนิรันดร์ได้ป้อง วางปืนใหญ่ขวางขัดอัตวินิบาตกรรม โอ พระเจ้า พระเจ้า โลกนี้ช่างอ่อนเปลี้ย บูดหมอง หน่ายใจ และไร้ซึ่งประโยชน์อันใด (สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน: แฮมเลทอยากฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะการฆ่าตัวตายถือเป็นบาปหนัก ก็เลยได้แต่บ่น) ซึ่งความคิดเกี่ยวกับ Humour เนี่ยไม่ใช่ sense of humour ตลกหรืออย่างไร แต่อิงจากตำราแพทย์ของกรีกโรมัน เริ่มจากฮิปโปเครตีสแพร่ไปยังมุสลิมและยุโรป ทฤษฎีนี้เชื่อว่าร่างกายเราประกอบไปด้วย 4 ธาตุ เรียกว่า humour ดูซิว่าใครเป็นอย่างไหน moment ไหนกันบ้าง 1. Black Bile ถ้ามีมากไปก็จะเป็นอย่างแฮมเลต คือ จะก่อให้เิกิด Melancholic พวกนี้จะperfectionist คิดมาก บ้า อาจมีสองบุคลิก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย --> เกี่ยวข้องกับ ธาตุดิน/ฤดูใบไม้ร่วง ตัวอย่าง Specimen A ที่แสดง Melancholia คือ ในภาพ (หนูทดลองกำัลังคิดถึงงานที่รออยู่ด้วยความกังวล) 2. Yellow Bile ถ้ามีมากไปคนนั้นจะ Choleric ฉุนเฉียว มีความเป็นผู้นำสูง ชอบครอบงำคนอื่น --> เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ/ฤดูร้อน ตัวอย่าง Specimen B ที่แสดง Choleric ดังภาพ (หนูทดลองชักชวนและครอบงำให้เพื่อนที่กำลังกังวลเนี่ยหันมามีความสุข ale เย็นๆ และรู้สึกจะสำเร็จเสียด้วยซี) 3. Phlegm ถ้ามีมากไปก็จะ Phlegmatic นิ่งสงบ ไม่รู้สึกรู้สม เหมาะกับการเป็นทูต แต่บางทีด้วยความที่เรื่อยๆ ก็อาจทำให้ขี้เกียจไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง --> เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ/ฤดูหนาว ตัวอย่าง Specimen C ดังภาพ (ชายที่นั่งหลับตาและที่มีคนเอาดอกกุหลาบชี้ตัวเนี่ย ไม่ได้เมามายอะไร หากแต่มี Phlegm มากไปหน่อย ทำให้ไม่รู้สึกรู้สมอะไรไปสองวัน) 4. Blood ถ้ามีมากไปก็จะ Sanguine มักจะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ตัดสินใจอะไรก็ปุบปับกระทันหัน ไม่คิดอะไรมาก ชอบบันเทิงคนอื่น --> เกี่ยวข้องกับธาตุลม/ฤดูใบไม้ผลิ ถ้้าจำไม่ผิดสมัยก่อนเขารักษาโรคนี้ด้วยการเอาปลิงมาดูดเลือดในตัวออกไปบ้าง ตัวอย่าง Specimen D ดังภาพ (ผู้หญิงในชุดชมพูหวานใสกำลังให้ความบันเทิงเพื่อนสองคนอย่างหาที่เปรียบมิได้) แต่ที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ Melancholia ซึ่งถือเป็นภาวะที่คน early modern มักเป็นกัน ตัวละครตัวเอก The Duchess of Malfi ที่เป็นตัวลงมือแต่ไม่ใช่ตัวต้นคิดฆ่าคนคือ โบโสลา ซึ่งมีโรค Melancholia คิดมากตลอด อีกคนที่ Melancholic ตัวแม่คือ Duke Ferdinand ซึ่งหลงรักน้องสาวฝาแฝดของตัวเองคือ Duchess of Malfi แบบ incest พอน้องสาวซึ่งเป็นหม้ายแต่งงานกับคนที่ต่ำศักดิ์กว่าคืออันนิโยก็รับไม่ได้ สั่งฆ่ารัดคอทั้งน้องสาว และลูกสามคน และแต่ไม่พอค่ะ Ferdinand ยังเป็นโรค Lycanthropy หรือ สภาวะที่เรารู้จักภายใต้ภาพ ที่เรารู้จักในนามมนุษย์หมาป่า In those that are possess'd with't there oreflowes Such mellencholly humour, they imagine Themselves to be transformed into woolves, Steale forth to church-yards in the dead of night, And dig dead bodies up: as two nights since One met the duke, 'bout midnight in a lane Behind St. Markes church, with the leg of a man Upon his shoulder; and he howl'd fearefully: Said he was a woolffe: onely the difference Was, a woolffes skinne was hairy on the outside, His on the in-side: bad them take their swords, Rip up his flesh, and trie. . . . ไม่แปลนะ ส่วนนี้ไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่ น่าสนใจที่ Melancholia มันมาเกี่ยวกับ cult ของการกลายร่างเป็นหมาป่า และโยงไปยังลัทธิแวมไพร์ ด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนไปเรื่อย ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนกระมัง ที่แม้กระทั่งเส้นกั้นระหว่างความเป็นคนและสัตว์เริ่มเบาบาง ความดีและความชั่ว รักและเกลียดปนกันไปมา จบลงด้วยการนองเลือด ทั้งหมดนี้คือ Jacobean Tragedy Whether we fall by ambition, blood or lust, Like diamonds we are cut with our own dust. (Ferdinand's dying words) สวัสดี 21 February Day One Hundred and Forty Nine to One Hundred and Fifty One: ความทรงจำ Day One Hundred and Forty Nine to One Hundred and Fifty One: ความทรงจำ วันนี้ไปดูละครเวทีเรื่อง Waulking Song มา คล้ายๆ The Waves ของวูลฟ์ ไปคุยกับคนเขียนบทเขาก็ว่าได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ เป็น monologue ของตัวละครห้าหกคนผสมกัน สานกันเป็นผ้า มีเพลงคั่นกลาง เพราะมาก อ้อ ลืมไป waulking เป็นชื่อเรียกกรรมวิธีการตีผ้า Tweed ของชาวสกอต เืพื่อให้ด้ายที่ทอเป็นผ้าเนี่ย แน่น แข็งแกร่ง และเพื่อความสะอาดด้วย เวลาผู้หญิงเหยียบหรือฟาดผ้าขนแกะ หรือผ้าทอไป ก็จะร้องเพลงไปด้วย และเพลงแต่ละเพลงจะเกี่ยวกับชีวิตของคนแต่ละคน ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเหมือนด้ายที่ร้อยเป็นผ้าผืนหนึ่ง ความทรงจำมีหลายแบบ ตัวละครหลักชื่อมากรีต อายุหกสิบเจ็ดสิบ สามีเพิ่งตาย สามีมีแก๊งนักปีนเขา และชั่วชีวิตเนี่ย เวลาไปกับเพื่อนกลุ่มนี้ก็ไม่เคยชวนภรรยาไปด้วย ก่อนตายก็ขอให้ภรรยาเอาเถ้ากระดูกไปโปรยบนยอดเขา Munro Munro เป็นชื่อเรียกยอดเขาทีู่สูงราว 3,000 ฟุต การได้ปีนมอนโรเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับคนสกอต ปีนไปก็ระลึกถึงความทรงจำที่มีร่วมกัน นั่นคือความทรงจำในบทละคร มากรีตเพิ่งรู้ว่าตัวเธอเองไม่รู้จักสามีของเธออย่างแท้จริง แม้จะอยู่บ้านเดียวกันมาเป็นห้าสิบปี ซึ่งเศร้านะ ความทรงจำอีกแบบได้มาจากบรรยากาศในโรงละคร โรงนี้เล็กมาก เพราะ production เล็ก มี stand เล็กๆ นั่งมองไปมาแล้วรู้สึกกลับไปอายุสิบเก้าอีกครั้ง ตอนที่นั่งดูละครที่กริฟฟิธที่ออสเตรเลียคนเดียว และทากะ (ซึ่่งไม่ชอบละคร เพราะคิดว่าเสียเวลาเล่น rubisk cube... หนึ่งใน sign ที่เตือนว่าเป็นเพื่อนกันคงจะดีักว่า) นั่งรถเมล์มารับทุกครั้ง ความทรงจำหนึ่งนำพาไปหาอีกความทรงจำหนึ่งทอดยาวไปเรื่อย เป็นผ้า Tweed บรรยากาศแบบนี้เลย เก้าอี้ประมาณนี้ ความทรงจำแบบนี้ก็ผุดขึ้นมาใหม่ ความรู้สึกที่จะได้เจอกันหลังเลิกดูละคร และความรู้สึกที่ได้นั่งรถเมล์กลับหอด้วยกัน จำได้ว่าวันหนึ่ง หลังวันเกิดอายุยี่สิบของเราเอง ทากะถามว่าอธิษฐานขออะไร เราบอกทากะว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องมีลูกก็ได้ ไม่สำคัญ ขอให้ได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ให้คนอื่น ได้เรียนและทำในสิ่งที่ชอบ ใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่า ด้วยความซื่อสัตย์และความดี แค่นี้แหละ modest มั้ยล่ะ ทากะบอกว่า เป็นความฝันที่ ambitious เราถามกลับว่าแล้วเธอล่ะฝันอะไร เขาบอกว่า less ambitious อยากเป็นแชมป์ Rubisk ของโลก เราบอกว่านี่ ambitious กว่า และทากะบอกว่า แต่ไปๆ มาๆ มัน realise ได้ง่ายกว่าของเธอ เราก็ได้แต่หัวเราะ เพราะคิดว่ามันเป็นแค่เกมส์ หมุนบลอคสี่เหลี่ยมให้ตรงกันเนี่ยนะ (แต่เพื่อนคนนี้ก็เล่น cube นี่วันนึงประมาณเกือบยี่สิบชั่วโมงได้มั้ง) แต่ก็นะ ไม่คิดว่า realise ได้ง่ายกว่าความฝันของเรา เพราะเคยลองเล่นดู มันยากแสนยาก ตอนนั้นทากะใช้เวลายี่สิบวิ แต่ก็ยังไม่พอใจ ตอนที่ไป hiking กัน เรามักจะไปนั่งที่ผับแห่งหนึ่ง จำได้ว่ามีโต๊ะพูลใหญ่ๆ ตรงกลาง และเป็นพื้นไม้ และทากะก็จะชัก cube ที่เราคิดว่าติงต๊องเหลือประมา๊ณเนี่ย มาเล่น เล่นไปเล่นมา คนมาดู คนมาเลี้ยงเบียร์ 555 (That's the best part of this memory) ตอนนั้นเรายังเด็กกันมาก และเวลาก็ล่วงเลยไป ความเปลี่ยนแปลงเข้ามา และเราก็กลายเป็นเพื่อนที่ดี ติดต่อกันทางเมล์ แม้ไม่บ่อยเหมือนตอนที่คบกัน แต่ก็รู้เรื่องความเป็นไป แต่ช่วง 2006 ก็ห่างหาย ไม่ได้คุยกันเลย ต่างคนต่างงานยุ่ง ยุ่งกับทางที่เลือก ต้นปี 2007 เราได้รับอีเมล์จากทากะ เขียนข้อความสั้นๆ บรรทัดเดียวว่า เธอแพ้พนันครึ่งหนี่งละนะ และส่งลิงค์วิดีโอนี้มาให้ดู http://www.youtube.com/watch?v=IRaAkLM77vs ทากะเป็นแชมป์ Rubisk Cube ของญี่ปุ่น และติดอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยวัยเพียง 24 สามารถ solve cube ได้ภายใน 12 วิ ตอนนี้เขากำลัีงพยายามเป็นแชมป์โลก ส่งผลให้เราตั้งคำถามว่า แล้วเราล่ะ realise ความปรารถนาได้หรือยัง ทุกครั้งที่ความทรงจำนี้ผ่านเข้ามามันก็ช่วย motivate เราเหมือนกัน อ่านหนังสือชื่อ Remembering ของ Edward Casey เขาว่าบางทีที่เราฝันและเราจำไม่ได้ว่าฝันอะไรเนี่ย มันป็นเพราะเราำจำไม่ได้ว่าในฝันเราอยู่ที่ไหน ความทรงจำมันต้อง situate อยู่ในสถานที่ การกระทำอย่างเดียวมันไม่พอที่จะทำให้เราระลึกถึง ไม่พอที่จะ move เราได้ โรงละครที่เซนต์แอนดรูวส์ ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2009 นำให้คนอายุ 25 กลับไปโรงละครเก่าๆ ที่ South Bank เมืองบริสเบน ในปีั 2003-2004 และนำพาไปยัง cube ซึ่งแต่ก่อนเป็นวัตถุที่เคยเป็นศัตรูกัน มาเป็นสิ่งที่บันดาลใจให้ทำงานหนักยิ่งขึ้น ลำนำจากบทละครลอยมาตามลมตอนเดินกลับบ้าน "An island can only be known and understood if the sea around it is known and understood..." "Time will smooth the edges of loss..." สวัสดี 18 February Day One Hundred and Forty Six to One Hundred and Forty Eight: Aye Aberdeen! Day One Hundred and Forty Six to One Hundred and Forty Eight: Aye Aberdeen! จองตั๋วเมกาบัสไปอาเบอร์ดีนมานานแล้ว (คนละปอนด์จริงๆ) นานก่อนจะรู้ว่างานถล่มล้นโต๊ะ จะไม่ไปก็เสียดายเพราะนัดเพื่อนสนิทไว้ ดาเนียลาถึงกับโดดสัมมนาเลยทีเดียว เพราะได้ให้สัญญากับเราไว้แล้วว่าจะไป และแม้อากิต้องทำงานโต้รุ่งก็ยังมี spirit จะมา เพราะได้ลั่้นวาจาไว้ แหม๊ มันน่าชมเชยจริงๆ ก่อนหน้านี้ก็ได้เตรียมแผนการทุกอย่างทั้งเรื่องกินเรื่องเที่ยว ก็เลย เอ้า ไปก็ไป เรา sport อยู่แล้ว กลับมาค่อยปวดหัวต่อ เมืองนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาใน hall มาเป็นเวลาสามวัน เพราะก่อนไป เราก็อยากให้คนที่นี่แนะที่กินที่ดื่ม มีแต่คนบอกว่าไปทำไม เมืองนี้ชื่อเมืองแกรนิต เพราะตึกเป็นงั้นหมด สีเทา สีหมอก เบนบอกว่าน่าหดหู่ ริชาร์ดบอกว่าไม่มีไรดีเลย นอกจากเนื้อ angus burger แล้วมีอีกหลายคนบอกว่าถ้าไม่ชอบกลาสโกว์ก็คงไม่ชอบเมืองนี้ ทำให้เีสียกำลังใจมาก เพราะเราเองไม่ชอบกลาสโกว์ ให้อยู่ที่ไหนก็ได้ขอสามที่โคเวนทรี ลอนดอนกับกลาสโกว์ ล้วนเป็นเมืองที่สามารถไปเที่ยวเดินชมได้ แต่เรื่องอยู่อาศัยขอความสงบ ปลอดภัย ผู้คนมารยาทงาม และสวย (ยากอะไรล่ะ) แต่พอไปแล้ว มันดีกว่ากลาสโกว์ค่ะ และก็ไม่เห็นหดหู่เลย ออกจะงาม เรือเทียบท่าวิวสวย พิพิธภัณฑ์ดีมาก โดยเฉพาะ Maritime กับ Modern Art (นึกถึงอีดาว คงชอบ) เดินไปทางตะวันออกของเมืองก็มีชายหาด รู้สึกเหมือนเป็นเซต์แอนดรูวส์ที่พัฒนาแล้ว และรู้สึกเหมือนไปหัวหินแ่ต่อากาศดีกว่า และเมืองใหญ่โตมีร้านรวงน่าสนใจ ที่สำคัญ มีสวนสนุกด้วย ช่วงหน้าร้อนคงจะมาอีกเพราะอยากเล่นรถไฟเหาะ ช่วงนี้สวนสนุกในร่มเปิดเพียงที่เดียว เราสามคนก็เลยไปโยนโบว์ลกัน สนุกมาก เล่นบัมพ์คาร์ด้วย ตามประสาคนแก่เก็บกด (ภาพ: คนชราในรถบัมพ์) ที่ตลกคือคนเอเชียเยอะมาก ตกใจ เพราะไม่ได้เห็นเยอะอย่างนี้มานานแล้ว เดินเล่นตามชายหาด มองไปเห็นผู้หญิงเอเชียสี่ห้าคนเข็นรถเข็น แล้วพูดภาษาไทยกัน ก็เลยเข้าไปทักทายและเล่นกับเด็ก ซึ่งใบหน้าออกเป็นลูกครึ่งทุกคน สรุปสตรีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมแม่บ้านสามีชนพื้นเมืองสกอตค่ะ ประชากรเยอะจริงๆ นึกถึงอีไนน์ มาเล่าเรื่องอาหารดีกว่า มื้อแรกที่ได้รับประทาน อยู่ใต้ถุนตลาด (ให้ความรู้สึกเหมือนสามย่านยังไงก็ไม่รู้) เป็นตลาดขายปลา กลิ่นก็เลยชวนมาก เป็นร้านของเชฟชื่อ Jang ขายอาหารเกาหลีและญี่ปุ่น เราเน้นร้านที่ทำอาหารอร่อย สะอาด ปริมาณคุ้มค่า และราคาถูก (~ยากอะไรล่ะ แต่ก็หาได้ ถ้าใจรักและอดทน ผสมกับความสามารถของ Mr Google) (ภาพ: ร้่านนี้ดังนะ) ที่นี่เนื้อและปลาสดอร่อย บางที่หมักเนื้อจะเป็นเดือน ก็เลยโอเคสั่งบุลโกกิละกัน ข้าวกับเนื้อ อากิสั่งราเม็งกับซูชิปลาดิบ ดาเนียลาสั่งกุ้ง สั่งมางั้นแหละ เพราะสุดท้ายเราก็กินของกันและกัน เรื่องอาหารนี้ไร้พรมแดน ตอนเย็น เราต้องกินไฮไลท์ของเมืองนี้ นั่นคือ Aberdeen Angus Burger เห็นรูปแล้วอยากกินอีก เนื้อเขาย่างข้างนอกกรอบข้างในนุ่มแทบจะละลายในปาก โอ้โห้ สรุปบทเรียนที่ได้จากทริปนี้ 1. เรื่องเที่ยว เรื่องชอบไม่ชอบเป็นเรื่อง subjective ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น 2. การนั่งรอเนื้อแองกัสในร้านเราต้องกินขนมรองท้อง เพราะย่างนานมาก เหมือนเขาเพิ่งเริ่มเลี้ยงวัวรอให้มันโต ก่อนจะออกมาเป็นจานให้เราทาน และ ที่สำคัญ 3. เพื่อนดีหาง่าย...สำหรับคนที่โชคดี (ภาพ: โฉมหน้าสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน) สวัสดี 16 February Day One Hundred and Forty Four and One Hundred and Forty Six: โอโคโนมิยากิปาร์ตี้และการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย Day One Hundred and Forty Four and One Hundred and Forty Six: โอโคโนมิยากิปาร์ตี้และการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย วันเสาร์อาทิตย์ หลังทำงานหน้าคอมมาทั้งวัน อากิและดาเนียลาก็ตกลงใจจะทำอาหารประจำชาติให้ลองรับประทาน ซึ่งก็เข้าทางเราเต็มๆ เสาร์อาทิตย์เย็นมีเพื่อนน่ารักทำกับข้าวให้ :) what more can i ask? ก็เลยอาสาขอเป็นลูกมือ วันเสาร์เราจะได้ทำ โอโคโนมิยากิ หรือพิซซาญี่ปุ่นรับประทานกัน เริ่มแรกก็เอาแป้งโอโคโนมิยากิมาผสมน้ำกะดูปริมาณเหมาะสม คืออากิก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ให้ใช้ความรู้สึกเอา สองกล่องก็กินได้ประมาณห้าหกแผ่น(~ใหญ่มาก) แล้วแป้งที่ว่าเนี่ย ที่ดันดีไม่มีขาย อากิได้มาจากลีดส์คราวที่ลงไปรับปริญญาที่ยอร์ค จำได้ว่าซุปเปอร์มาร์เกตของลีดส์ที่ใหญ่ๆ ที่เราเคยไปมันมีทุกอย่างจริงๆ ค่ะ ที่นี่ไม่ค่อยมีของเอเชียเท่าไหร่ เราเป็นชนกลุ่มน้อย ผสมแป้งกับน้ำ ใส่ไข่ประมาณห้าฟอง ระหว่างนั้นเราก็หั่นผักกาดให้เป็นริ้วเล็กๆ สวยงาม โอโคโนมิยากิที่เด่นที่สุดคือที่ฮิโรชิมา จนอากิบอกว่าคนเรียกกันว่า ฮิโรชิมายากิเลยทีเดียว โอซาก้าก็ดังทาโกะยากิ ขนมครกญี่ปุ่น แล้วเรากินเป็นขนมกินเล่นกันใช่มั้ยคะ อากิบอกว่านี่เป็น proper meal คือกินแทนข้าว ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดีเพราะกินยังไงก็ไม่อิ่ม สู้ข้าวไม่ได้ ที่มีในฟูจิถูกจัดประเภทเป็นของเคียงซะงั้น เสร็จก็ใส่ผักที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วลงไปในแป้ง คนให้เข้ากัน จะใส่หมูหรืออาหารทะเลก็ได้หมด ให้วางหมูที่หั่นบางๆ หรืออาหารทะเลลงไปในกระทะ ทอดให้พอสุก แล้วก็เทแป้งโอโคโนมิยากิลงไป ทอดให้เหลืองสวย ให้ด้านในสุก แห้งเท่าไหร่ได้ก็ดีั ก็เป็นอันเสร็จ โรยด้วยผงทูนาแห้ง บีบซอสโอโคโนมิยากิ (เหมือน brown sauce ผสมน้ำมันหอยและซีอิ๊วขาวไงก็ไม่รู้) ลงมายองเนสนิดนึง โอ้ อร่อย (ภาพ: โฉมหน้าพ่อครัว) (ภาพ: โฉมหน้าคนรับประทาน ลาภปาก:P) หลังอาหาร เนื่องด้วยเป็นวันวาเลนไทน์ อากิก็นำดอกไม้มามอบให้ พร้อมกล่องชอกโกแลตจากร้านเบเกอรีที่ดังที่สุดในเมือง (เพราะมีอยู่แห่งเดียว... และใช่ ผู้รับได้รับประทานชอกโกแลตหมดเรียบภายในหนึ่งวัน) ประทับใจมาก และอาย เพราะเราไม่มีอะไรให้อากิเลย ลืมไปเสียสนิทว่าเขาฉลองวันนี้กัน ก็เลยชดเชยด้วยไวน์และเบียร์ค่ะ เป็นอันเปรมกันทุกฝ่าย อากิเป็นเพื่อนที่น่ารักมาก รู้สึกโชคดีที่ได้รู้จักเป็นเพื่อนสนิทกัน อะ มาวันอาทิตย์ ถึงคราวดาเนียลาเข้าครัว เมนูวันนี้คือ อารอซซ คอน ฟิเดโอส (arroz con fideos) อารอซ แปลว่า ข้าว คอน แปลว่า กับ ฟิเดโอส คือ เส้นบะหมี่แบบโคโลมเบีย เนื่องด้วยมันหาไม่ได้ในสกอตแลนด์ เธอใช้ Vermicelli แทน และเธอจะทำพร้อมกันสามเมนู นอกจากข้าว เธอก็ทำไก่อบน้ำผึ้ง และสลัดแบบอาหรับ แน่นอน สลัดอาหรับต้องมีคูส คูส แต่ที่เราคิดว่าแปลกสุดคือ สลุดมีแค่สามอย่าง 1 ผักชี หั่นพอดีคำ 2 ต้นหอม หั่นสับใส่ไปสวยงาม 3 มะเขือเทศ ผสมกับคูส คูส ใส่น้ำมันมะกอก บีบมะนาว ออกมาเป็นสลัดที่รสแปลกไม่เคยลองมาก่อนในชีวิต ลองไปทำกันดู ง่ายดี ออกมาเป็นแบบนี้ ส่วนไก่อบน้ำผึ้ง ก็ทำง่ายนะ ต้มไก่ก่อน แล้วเอาไปทอดกับกระเทียม ให้เหลืองสวย ใส่น้ำผึ้ง แล้วเอาเข้าเตาอบให้หนังกรอบพอประมาณ ออกมาเป็นงี้ ที่เราคิดว่าน่าสนใจที่สุด คือวิธีการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย ตอนแรกก็เอาเส้น vermicelli ไปทอดกับน้ำมันให้เป็นสีน้ำตาล ทอดในหม้อเลย เสร็จก็เทข้าวลงไป ผัดกับกระเทียมและเส้นที่เห็น แล้วก็เติมน้ำ หุงข้าว ที่สำคัญคือ ใส่เกลือเยอะมาก โอ้ ชอบ ผลออกมาก็อร่อยมากเลย รสมันเข้ากันดีมาก ทั้งเส้นทั้งข้าว รสเค็มปะแล่มๆ ทำให้เราสี่คนเติมกันไม่หยุด (ภาพ: โฉมหน้าแม่ครัว) นับเป็นวันหยุดที่อิ่มแปล้ น่าสนใจจริงๆ ด้วยความที่เธอเป็นนักมานุษยวิทยา ก็อธิบายความเป็นมาของอาหารได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องชาวอาหรับในละตินอเมริกา มีเยอะมาก และพวกนี้มีวัฒนธรรมเป็นของเขาเอง สังสรรค์กับเพื่อนอย่างเต็มอิ่ม มาวันนี้ก็เลยมีแรงทำงานเต็มที่ มีเรื่องให้ดีใจคืองานเขียนกำลังจะได้ตีพิมพ์ลง journal เกีั่่ยวกับ arts and culture ของมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ แล้วเขาให้เครดิตเราเรื่องที่เราคิดทฤษฎี technology of place เป็นคนแรก:) แต่นั่นก็หมายความว่าต้องแก้และพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งขึ้น งานหนักรออยู่ แต่ใจก็บ่ยั่นค่ะ นั่นคือความงามและรางวัลของการได้ทำอะไรที่ใจรัก สวัสดี ปล. คิดถึงทุกคนมากๆ ใครที่ลองทำอาหารตามเมนูที่ให้ไว้ออกมาดีไม่ดี ชอบไม่ชอบยังไง ส่งข่าวด้วยเน้อ 13 February Day One Hundred and Thirty Four to Forty Three: วาทกรรม Haggis และ (Un) Deadline Day One Hundred and Thirty Four to Forty Three: Oxbridge และ (Un) Deadline ห่างหายไปนานราวสัปดาห์ เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ได้ไปร่วมงานสัมมนาวิชาการสามัคคีสมาคม ที่จัดได้อย่างเรียบร้อยประทับใจมากๆ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางผ่านไปเยี่ยมเคมบริดจ์ เคยไปช่วงก่อนหน้านี้กับเพื่อนที่มอดแล่นกับเกอร์ตัน แล้วไปนั่งมองที่ที่วูลฟ์เคยนั่งทอดอารมณ์ใน A Room of One's Own และกล่าวอย่างองอาจเก๋ไก๋ว่า "Oxbridge is an invention" ใช่ วูลฟ์เป็นคนที่คิดคำว่า "Oxbridge" คราวนี้ไปแล้วรู้สึกดีเป็นพิเศษเพราะ 1 หิมะตกขาวโพลนดี สวยไปอีกแบบ 2 คนไทยเยอะมาก อบอุ่นใจ ได้เพื่อนใหม่หลายคน 3 งานสัมมนาน่าสนใจประเทืองปัญญา 4 ได้ไป Formal ที่ Peterhouse ซึ่งเป็นคอลเลจที่เก่าที่สุด รับประทานไปก็นึกถึงคำของวูลฟ์เมื่อตอนที่วูลฟ์ได้รับประทานที่คอลเลจหนึ่ง สมัยนั้นเกอร์ตันและนิวแนมยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ วูลฟ์บ่นว่าซุปนั้นควรได้ชื่อว่าเป็นซุปแล้วหรือ เพราะแย่มาก สัตว์ปีกบนจานตัวนั้นแห้งเหี่ยวเหลือรับ และไม่เข้าใจประเพณีการต้องไปสูบซิการ์รับกาแฟในห้องหลังอาหาร เหมือนได้ยินเสียงยายแก่บ่นอยู่ข้างๆ หู แล้วเราก็ต้องว่าจริง เพราะมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของศักดินาื (St A ก็ไม่เว้น เห็นได้ชัดเจน) ความเท่าเทียมกันไม่มี แม้ในสถานการศึกษา วูลฟ์เคยว่าไว้อย่างเจ็บแสบเมื่อสมัยที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ให้ผู้หญิงเข้าเรียนหรือแค่เดินเข้าไปดู manuscript ที่ Trinity ว่าตลกดี สิ่งที่เรียกว่า Oxbridge มีประเพณีสวมครุย มี Formal มี High Table สวยงาม แต่ลืมกันไปว่านานมาแล้ว ที่ดินผืนนี้เป็นที่ีที่วัวควายเคยไถนา หมูนอนกลิ้งเกลือกบนโคลนตม เงินที่สร้างตึกสวยๆ ที่เห็นมาจากคลังของผู้ทรงอำนาจ และสถาบันทางศาสนาเป็นผู้กุมการไหลเวียนของกระแสคลัง นี้เป็นการเอาประวัติศาสตร์สถานที่มาดูควบคู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ภาวะการยึดมั่นถือมั่นหรือหยิ่งผยอง กลายเป็นเรื่องขำไป She has a point ที่ประทับใจมากที่สุดในทริปนี้ คือซูซาน ซุปเปอร์ไวเซอร์ เราไม่ได้บอกอาจารย์เรื่อง present งานที่เคมบริดจ์ เพราะคิดว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับงานที่กำลังนั่งเพียรเขียน (และอู้โดยการเขียนบลอค) อยู่ แต่อาจารย์ก็รู้จนได้ และที่เก๋คือวัน present จริงๆ มาเซอร์ไพรส์นั่งฟังด้วย บอกไม่มีเวลาซื้อดอกไม้ ทำเราอึ้งไปเลย รู้สึกดีมากๆ ตอนแรกก็หวั่นๆ อยู่ว่าอาจารย์จะชอบมั้ย เพราะที่เขียนงานไปนั้นไม่ได้เป็นวิชาการแบบที่เขียนในธีสิส แต่กลับกลายว่าอาจารย์บอกน่าสนใจและ enjoy ซึ่้งก็ยิ่งทำให้มีความสุข มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น กลับมาก็พักอยู่วอร์ริค แล้วก็ต้องประหลาดใจที่ได้พบว่า West Midlands หนาวมาก หนาวจนขาสั่น และหิมะก็ตกเกือบทุกวัน ประหลาด แปลก แต่ดี ชอบตอนหิมะตก แต่ไม่ชอบตอนมันละลาย และไม่ชอบที่มันเดินลำบาก เคยลื่นล้มที่นี่หลายครั้ง จนชำนาญรู้ว่าตอนล้มควรล้มโดยบังคับให้ส่วนใดของร่างกายรับน้ำหนัก (ขอแนะนำว่าควรเป็น your behind มากกว่า ส่วนศีรษะ เพราะอาจน็อคไร้สติได้) วันอังคารไปลอนดอน ครบรอบสองร้อยปีชาตกาลของดาร์วินเราก็ต้องถือโอกาสไปดูงานที่ Natural History Museum ด้วยความที่ชอบ V&A ตามประสาคนชอบดูเฟอร์นิเจอร์วิคตอเรียนมากกว่าการเคลื่อนตัวของแผ่นดินแมกมา ในอดีตเราไม่ค่อยเยือน Natural History จะไปก็ไปดูสัตว์สตาฟเพราะสงสารแต่ในขณะเดียวกันดูไปก็น่ารักดี คราวนี้ไปดูอย่างละเอียดก็คิดว่าน่าสนใจ แม้ว่าเดินไปถึงห้องแร่ธาตุแล้วบอกปิ๊กหันหลังกลับทันทีเพราะคิดว่ามีัแต่หิน และหินมันก็ดูเหมือนๆ กัน คนที่เรียนวิทย์ถ้ารู้คงว่านังนี่ sacrilege! ไปดูไดโนเสาร์ดีกว่า รู้สึกว่าได้กลับไปเป็นเด็ก เสร็จก็ตระเวนดู British Museum รอบที่ห้าร้อย ชอบมาก ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ถึงเดินทั่วยังไงก็ยังมีอะไรที่อ่าน description ไม่ทัน คราวนี้มีนิทรรศการของดีจากเซี่ยงไฮ้ ก็บันเทิงดี มีจอก ไห ภาชนะใส่กับข้าว ที่เป็นเครื่องทองเหลืองทั้งหลาย ได้ดูหยก สวยดี คิดถึงคุณย่า คงชอบถ้าได้มาเดินดูด้วยกัน ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินเล่นไปมา และแล้วพอถึงเวลากลับก็เกิดเรื่องดีจนได้ Megabus ดีเลย์หนึ่งชั่วโมง โอ้โห้ นั่งรอไปสิคะ ก็ได้ debate กับปิ๊ก ว่าเรื่อง customer satisfaction ในหลักการ business เบื้องต้นที่หลายๆ คนเรียนเนี่ยมัน practical จริงหรือเปล่า โดยใช้สถานการณ์นี้มาเป็น casestudy คือคนอาจบ่นว่ารถดีเลย์และจะไม่นั่ง megabus อีกเนี่ย เอาเข้าจริง จะทำเช่นนั้นหรือเปล่า เพราะเราคิดว่า customer satisfaction ไม่มีความสำคัญหรืออิทธิพลอันใด รถจะดีเลย์ก็คงจะดีเลย์อยู่ร่ำไป และเราแม้จะเข็ดกับเรื่องล่าช้า ก็ยังจะนั่ง megabus อยู่ดี เพราะมันราคาถูกกว่าการคมนาคมวิธีอื่นค่ะ สุดท้ายกลับไปโคเวนทรี ย่างเท้าออกจากรถฝ่าความหนาว ขาสั่นปากสั่น เมื่อเวลาประมาณเกือบตีหนึ่ง เดินไป lakeside ก็นึกถึงเพื่อนๆ ที่เคยเรียนที่นี่ นึกถึงตัวเองและความบ้าบิ่นที่เคยไปเดินเทสโกตอนตีสองตีสามเล่นๆ ตอนเขียนดิสเซอร์ ทำไปได้ไง... แล้วเราก็ได้คำตอบว่า ตอนนั้นเราเด็กกว่านี้ ตอนนี้ไม่ไหวแล้วค่ะ ถ้าต้องเดินออกมาเพื่อเค้กขอนไม้ แคดเบอรี วอล์กเกอร์ใหญ่ หรือแมควิตตี้แพคเดียว (~เคยเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อสองปีที่แล้ว ความหิวสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ตอนนี้ ความหิวต้องเกรงใจความหนาวของสภาพอากาศ) ไปวอร์ริคคราวนี้ได้สำรวจห้องสมุดที่สร้างใหม่อย่างจริงจัง (~แต่หนังสือและโต๊ะอ่านหนังสือยังเหมือนเดิมนะ) ประทับใจอย่างเดียว (~อ๊าว) ก็แหม หนังสือพิมพ์มีให้อ่านน้อยไปหน่อย เสียอารมณ์ ประทับใจเครื่อง 3M สำหรับคืนหนังสือที่อยู่ในห้องกระจกใส เสมือนสิ่งแทนความโปร่งใสในโลกทุนนิยม นั่นแหละ เวลาคืนหนังสือ ก็วางหนังสือไปบนเครื่องแล้วเครื่องก็จะเลื่อนหนังสือเข้าไป เหมือนป้อนอาหารปีศาจสแตนเลส คิดว่าน่าสนใจ เพราะอะไรจูงใจให้ใช้เครื่องนี้คะ คงไม่ได้เซฟค่าไฟสักเท่าไหร่ อีกเจ้าเครื่องนี้คงจะทำให้เด็กต้องตกงานสองสามคน เอาล่ะค่ะ เราคงต้องเลิกอู้ เพราะตอนซูซานมาเซอร์ไพรส์ ก็ได้เซอร์ไพรส์สองชั้นโดยการให้เดดไลน์ ส่งสิ้นเดือนมีนา จะต้องไปทำจริงจัง แต่ทำไปๆ มาๆ รู้สึกอยากเขียนบลอค เพราะการเขียนบลอคนี้เป็น therapy อย่างหนึ่ง เหมือนการฝัน (เพิ่งดู สารคดีั BBC ว่าทำไมเราต้องฝัน อินๆ) เราต้องถ่ายของเสีย store เก็บความทรงจำและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่ในใจในหัวของเรา เพื่อ move on มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาพูดได้น่าฟังมาก คือความฝันนี้มีสองแบบ ฝันดี กับ ฝันร้าย และคนเรามักจะเกลียดกลัวฝันร้าย แต่เขาพูดว่าถ้าไม่มี nightmare เราคงไม่สามารถเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ได้ ถ้าไม่มี (un) deadline เราคงไม่สามารถเป็นนักเรียน PhD ที่สมบูรณ์ได้ จบบริบูรณ์ (~for now) คิดถึงทุกคนค่ะ 03 February Day One Hundred and Thirty to One Hundred and Thirty Three: Changeling ชีวิต การเปลี่ยนแปลง ผู้หญิง และสถาบันรัฐ Day One Hundred and Thirty to One Hundred and Thirty Three: Changeling ชีวิต การเปลี่ยนแปลง ผู้หญิง และสถาบันรัฐ วันนี้ตื่นเช้ามาลมแรงมาก สักพักหิมะตก สักพักแดดออก สักพักหิมะตกเย้ยแดดจ้า สักพักทั้งลม ทั้งฝน ทั้งหิมะ ทั้งแดด หลากหลายดี รวมมิตรทุกอย่างในวันเดียวกัน ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ปราชญ์กล่าวว่าความไม่แน่นอนคือความแน่นอนหนึ่งเดียว มีพบ ก็ต้องมีจาก มีเกิด ก็ต้องมีดับ เราคิดว่านี่คือกลไกของธรรมชาติ ฮินดูเชื่อว่าชีวิตมีหลายระดับ มีหลายขั้น เริ่มแรกเกิดมา เป็นเด็กก็เรียนรู้ ครองพรหมจรรย์ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ virginity เท่านั้น แต่ครองความบริสุทธิ์ทางการกระทำและความคิด) โตมาก็ออกเรือน ทำมาหากิน มีลูกหลาน บั้นปลายก็ปล่อยวาง ออกป่าครุ่งคิดเรื่องชีวิต สงบจิตใจ ทางพุทธคือวังวนชีวิตของเกิด แก่ เจ็บ และตาย และการรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง การปล่อยวางความเป็นตัวตนของเราเท่านั้นทีัี่่จะทำให้เราหลุดพ้นวัฐจักรนี้ ทั้งหมดนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมชาติ เ้ป็นสัจธรรม แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงมีอีกประเภทหนึ่ง คือ ไม่ใช่ ธรรมชาติ แต่เป็นผลพวงจากการปรุงแต่งและเครื่องมือของรัฐล่ะ ตัวอย่างที่ชัดคือ การตื่นเช้า เข้าคิวซื้อข้าว นั่งรถเมล์ ขับรถไปทำงาน รถติด เข้าออฟฟิศ ทำงานจนเย็น หาเงินๆๆๆๆ เข้าซุปเปอร์มาร์เกต กลับบ้านเลี้ยงลูก สามี ภรรยา วันหยุดเรียมวางแผนเที่ยวหยุดยาว กลับมานั่งซึมเฉื่อย กองงานเต็มโต๊ะ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสนองคำว่า trend ทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ แต่ เป็นสิ่งที่เราถูกกำหนดทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวให้เล่นไปตามเกมส์ตามน้ำ ไม่ใช่เหรอ มาร์กซ์บอกว่าสังคมไม่ใช่อะไรหรอก มันคือการหมุนเวียนของแรงงาน สิ่งของ ที่เป็น commodities สังคมเป็นสิ่งสร้าง เมืองเกิดจากการขนย้ายสินค้า การครอบครองเมืองอื่นโดยอำนาจ เป็นผลของความต้องการหาที่ผลิตวัตถุดิบป้อนตลาด สักพักวัฒนธรรมก็กลายเป็น commodity สื่อเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐ กลุ่มคนอนาธิปัตย์ หรือคนๆ เดียวที่มีเงินในบัญชีล้นฟ้า เรื่อง Changeling เป็นหนังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเภทที่ไม่ใช่ธรรมชาติ Ignorance is bliss บางคนว่า จะคิดมากไปทำไม เราก็มีชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป แต่ก็นะ หนูที่วิ่งจักร คงสบายใจกว่าหนูที่นั่งมองหนูที่วิ่งจักรและตั้งคำถาม ใช่ Ignorance is bliss แต่ เป็น bliss ไม่ใช่ happiness หรือ peace มันเป็นความสุขกลวงๆ Changeling เป็น myth พื้นบ้านของยุโรปตะวันตก สมัยก่อนเขาเชื่อว่า เด็กเนี่ยมักจะถูกพวกปีศาจลักไป และปีศาจก็จะเอาลูกปีศาจมาให้มนุษย์เลี้ยงแทน เด็กปีศาจพวกนี้จะมีลักษณะแปลกๆ ไม่เหมือนมนุษย์ บางที่ก็ว่าจะฉลาดเกินวัย บ้างก็ว่า aggressive กับพ่อแม่ จริงๆ ไทยเราก็มี บอกเด็กคนนี้ขี้เหร่ เพื่อไม่ให้ภูติผีมาลักเอาไปคือการแก้เคล็ดของเรา จะแก้เคล็ด พวกยุโรปใช้วิธีการอ้ากรรไกรวางไว้ในห้องที่เด็กนอน หรือแขวนโค้ทที่พลิกกลับด้านเอาไว้ ฤาการรับเด็ก Changeling ไว้ในอ้อมอกเทียบเท่าการรับความเปลี่ยนแปลงประเภทสอง Changeling (2008) ที่เป็นหนังกำกับโดนคลินท์ อีสต์วูด สร้างจากเรื่องจริง เหตุเกิดที่อเมริกาช่วงปี ทศวรรษ 20s 30s ที่ LA ช่วง peak ของปัญหาอาชญากรรมและ depression ผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาบ้าน เรียกหาลูก ไม่เจอ ลูกชายถูกลักพาตัวไป ตำรวจซึ่งช่วงนั้นภาพลักษณ์ไม่ดี คอรัปชันแหลก ฮั้วกับมาเฟีย เก็บคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (ช่างเป็นธีมสากลไร้กาลเวลา) ตัดสินใจเล่นเกมส์กับสื่อกู้ภาพ เล่นกับความรู้สึกของแม่ ราวกับว่าเธอเป็นของเล่น ก็เลยไปหาเด็กที่ไหนมาไม่รู้ มายัดให้แม่ผู้สูญเสียและบอกว่านี่ไง ลูกชายเธอ พอแม่ขัดขืน บอกไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ลูกชั้น ข่มขู่จะเอาเรื่องฟ้องสื่อ ก็จับแม่เข้าโรงพยาบาลบ้า เป็นฟูโกต์คลาสสิค Madness and Civilisation ความบ้า สถาบันการแพทย์ สื่อ เป็นเครื่องมือของรัฐในการจัดการปิดปากผู้ที่เป็นเสี้ยนหนาม กดดันให้ผู้หญิงคนนี้เซ็นชื่อยอมรับคำโกหกหลอกลวงและบอกว่าตำรวจไม่ผิด ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ให้ออก ให้กินยากดประสาท ช๊อตไฟฟ้า เรื่อยไป แอนเจลินา โจลี สวมบทบาทแม่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงหนังเรื่องนี้สั่นประสาท สยองขวัญ แสดงให้เห็นความไร้ขอบเขตของกลไกอำนาจรัฐ ทำให้ดูแล้วขนลุก เมื่อพบกับความเปลี่ยนแปลงประเภทนี้ บางคนเลือกหรือเลือกโดยที่ไม่รู้ตัวว่าเลือก ที่จะดำเนินชีวิตไปกับคำโกหก แต่บางคนยืนหยัดกับความจริง ซื้อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง และไม่ย่อท้อแม้ตนกำลังจะถูกวางยา ช๊อตไฟฟ้า โดนก๊าซน้ำตา หรือขู่ฆ่า แต่เรื่องที่เราอาจมองข้ามไป คือเหตุการณ์นี้เกิดกับผู้หญิง (ซึ่งในสมัยนั้นก่อน Nineteenth Amendment ของอเมริกา ว่าด้วยสิทธิผู้หญิง) เกิดมาเป็นผู้หญิงหมายถึง เกิดมาเป็นพลเมืองชั้นสอง เราต้องอย่าลืมว่า ผู้ชายและผู้หญิงอำนาจและสถานะนั้นต่างกัน พวก movement ชาตินิยมชอบเหมารวม จับเราเข้าเป็นกลุ่มก้อนกับประสบการณ์ของชาย ส่งผลให้ผู้หญิงถูก doubly colonised หลายชั้นซับซ้อน ผู้หญิงต่างชนชาติก็ประสบต่างกัน ต้องดูที่บริบทด้วย ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงคือประวัติศาสตร์ของการปฏิเสธตนเอง History of Negation ปฏิเสธร่างกายของตัวเอง เพราะร่างกายเป็นภาชนะบรรจุความต้องการของชาย ต้องอุ้มท้อง ใส่ส้นสูงแต่งตัวสวย ปฏิเสธเสรีภาพ ความเป็นไทในเชิงเศรษฐกิจ ปฏิเสธอิสรภาพในการศึกษา น้อยคนเท่านั้นที่จะโชคดีพอที่จะได้เข้าสู่โลกของอาชีพ ซึ่งไม่ใช่โลกของเรา การแข่งขันทำให้ผู้หญิงต้องรับบทบาทของแม่ ภรรยา ลูกสาว และ working woman overload กว่าผู้ชาย ที่ทำงาน กลับบ้าน ตีกอล์ฟ ไปเที่ยวกลางคืน มีคนทำอาหารให้ ซักผ้า เลี้ยงดู เพราะนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเนียม สถาบันรัฐ สถาบันการแพทย์ โรงพยาบาลบ้าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ แต่เป็นเครื่องมือจรรโลง gender politics ความเหลื่อมล้ำของอำนาจเพศชายและเพศหญิง แน่นอน ตัวละครโสเภณีในโรงพยาบาลบ้า ซึ่งไปแจ้งความหลังถูกผู้ชายซ้อม ผู้ชายที่ดันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถูกจับขังในโรงพยาบาลบ้า เอาไฟฟ้าช๊อตหัว เป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นสถานะ outcast the other ของผู้หญิง เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับตัวละครเอกเข้าโรงพยาบาลบ้าบอกว่า เธอเป็นบ้า ต้องรับการรักษา เพราะเธอ "unmanageable" ปกครองไม่ได้ ผู้หญิงถูกเบียดเบียนทางความคิด หลายศตวรรษของการปกครองทำให้บางคนคิดว่าเราด้อยกว่าและชีวิตเราเกิดมาเพื่อเติมเต็มซี่โครงที่หายไปของชาย คำพูดที่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของชายผู้ยิ่งใหญ่คือหญิงที่ยิ่งใหญ่ การพินิจพิเคราะห์แฟชั่นของสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งหลาย ทั้งการแต่งกายและการวางตัว บอกว่าเหมาะแล้วล่ะที่จะส่งเสริมให้สามีขึ้นสู่ที่สุดของที่สุด Virginia Woolf บอกว่า ผู้หญิงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้ผู้ชายมองตัวเองในแบบที่อยากจะเห็นและจะเป็น "Women have served all these centuries as looking-glasses possessing the magic and delicious power of reflecting the figure of a man at twice its natural size." ตั้งแต่เรื่องอาการ ฮิสทีเรีย คำวินิจฉัยของฟรอยด์ จนถึงปัจจุบัน การกดดันผู้หญิงในทางอ้อมให้หาวิธีการป้องกันคุมกำเนิดเอง สถาบันศาสนาใจแคบไม่นึกถึงชะตากรรมของผู้หญิง ผู้ชายพูดกันเล่นๆ ว่าใส่ถุงยางเหมือนใส่เสื้อกันฝน ไม่สนุก แล้วผู้หญิงต้องมารับผิดชอบ บ้างทำแท้งติดโรคไรไปมา สุขอนามัยกดดันผู้หญิงทางอ้อมตลอด นี้เป็นการหนีไม่พ้นวงเวียนวัฐจักร gender politics ที่ต้องการวางหมากให้ผู้หญิงรับชะตากรรม รับ "กรรม" ที่เกิดมาเป็นเพศที่ด้อยกว่าเรื่องสิทธิการใช้เสียงต่อรอง หนังเรื่องนี้บอกว่าแม้การยืนหยัดกับความจริงอาจจะไม่เปลี่ยน reality ความเป็นจริงของชีวิตที่โหดร้าย เธอยังคงเป็นพลเมืองชั้นสอง ลูกชายเธอหายไปไม่มีวันกลับ แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งหนึ่ง (ที่ต้องขอบคุณผู้หญิงอย่างแพนดอรา) ที่สำคัญกว่า แม้ไม่สมหวัง แต่สิ่งหนึ่งที่บังเกิดและบางทีเราอาจลืมคือ คำว่า "หวัง" ในคำว่า ไม่สม "หวัง" อย่างน้อยไม่สมหวังยังดีกว่าไม่มีความหวัง การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงแม้จะไม่ทำให้เราสุข แต่มันทำให้เรามองชีวิตอย่างเปี่ยมหวัง และความหวัง นั่นเป็นขั้นแรกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่สาม คือการเปลี่ยนแปลงที่เราลงมือกระืำทำเอง เพื่อประโยชน์สุขของ Outcast พลเมืองชั้นสอง ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิและความสุขอย่างเท่าเทียม การต่อสู้อันยาวนาน ยังไม่สามารถนับว่ายาวนาน เพราะมันเพิ่งเริ่ม เพราะการต่อสู้นี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาย ไม่ได้มีเพื่อยกย่องชูผู้หญิงว่าเหนือกว่า นั่นคือ การเผาบรา ซึ่งไม่เพียงไม่ได้ประโยชน์ แต่ยังคงย้ำ จรรโลงความเหลื่อมล้ำของอำนาจ การเปลี่ยนแปลงแบบที่สามจะเกิดเมื่อเราพุ่งไปศึกษาวาทกรรมของอำนาจที่ครอบงำทั้งหญิงและชายโดยเท่าเทียมกัน และยืนหยัดในความจริง ซื่อตรงต่อความรู้สึก และนั่นควรจะทำให้เราตั้งคำถาม และพร้อมที่จะเป็น Changeling ที่ท้าทายสังคม แทนการโอนอ่อนผ่อนตาม วิ่งไปตามจักร ใช้ชีวิตไปตามตารางเวลาที่มี "มือที่มองไม่เห็น" ถือวิสาสะวางไว้ให้ 29 January Day One Hundred and Twenty Six to One Hundred and Twenty Nine: The Reader Day One Hundred and Twenty Six to One Hundred and Twenty Nine: The Reader เบน เพื่อนสนิทบนโต๊ะอาหารใน Hall ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ เคท วินส์เลท (ถึงขั้นอยากขอแต่งงาน) (ไม่ต้องพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาอยากจะตัดต่อฉากนู้ดของเธอทุกฉากมาเก็บไว้ เพราะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก) ได้พูดถึงหนังสือและหนังเรื่อง The Reader เราก็เลยตกลงกันว่าจะไปหามาดูมาอ่านกัน เรื่องอ่านคงต้องเก็บไว้เป็นเรื่องของอนาคต เพราะตอนนี้เราสองคนยังไม่ว่างอ่านหนังสืออ่านเล่น (ซึ่งคำว่าหนังสืออ่านเล่นแปลว่า หนังสือที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำ) สักเท่าไหร่ ก็เลยตกลงกันว่าดูหนังละกัน ง่ายดี ดู trailer ได้ทีั่่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=8tCqSm4Phug ตอนแรกได้ข่าวว่าเคทได้รับเสนอชื่อหลายรางวัลในบทของฮานา ชมิทซ์ เจ้าหน้าที่ค่ายกักกันชาวยิว และได้ข่าวว่ามีแต่คนชมเชยว่ารูปร่างเธอสวยมาก โอปราห์ (จะใครอีกล่ะ) ถึงขั้นออกความเห็นเลยว่าเอ่อ Chest region สุดแสนจะ natural ส่วนตัวเธอเองออกมาให้สัมภาษณ์ (~แน่นอนที่รู้ก็เพราะคุณเบนส่งลิงค์มาให้ชม ไม่งั้นไม่สนใจหรอกค่ะ ไม่ได้ชอบเคทเท่าไหร่) ว่าเธอรู้สึกว่าเอ่อ chest region ของเธอเหมือนผลไม้ที่สุกงอม (จนเหี่ยว) ตลกดี อ่านเจอเรื่องเธอในข่าวก็เฉยๆ นะ ไม่ได้ตื่นเต้นไร แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบ โอ้โห นับถือค่ะ (ไม่ใช่เรื่องนู้ด อย่างที่เบนชื่นชม) นับถือเรื่องความสามารถ เพราะเธอได้พิสูจน์ตัวเองจริงๆ ไม่นึกว่าเธอจะยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้ จริงๆ ไม่คิดว่าเธอควรรับรางวัลในฐานะ supporting actress ด้วย บทของเธอเด่นกว่า เรฟ ไฟนส์ หรือ David Kross (เล่นเป็นไมเคิล เบอร์กตอนวัยรุ่น) ที่เก่งไม่แพ้กัน ได้ข่าวว่าดาราเยอรมันคนนี้เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษอย่างหนักเพื่อเล่นหนังเรื่องนี้ แต่ที่ร้ายกว่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำให้รู้สึกเลยว่า เอ้อ ความรู้สึกอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออกตอนดูหนังเรื่องนี้ นี่คือนิยามของ trauma นี่คือ collective guilt ที่ชาวเยอรมันต้องรับมาแบกไว้และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ที่ผ่านมา เราได้มองมุมของชาวยิวผู้ถูกกระทำ ได้อ่าน narrative ของผู้ที่รอดชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในค่ายกักกัน เรื่องรมก๊าซ เรื่องการเอาผมคนมาทอเป็นเสื้อผ้า เรื่องทรมาน แต่น้อยมากที่เราจะได้วิเคราะห์เรื่อง trauma ในฝั่งของเยอรมัน ยิ่งดู ก็ยิ่งนึกถึงคำที่ว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว เป็นสัจธรรม trauma มันมีผลกระทบ both ways ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ อ่านข่าวบีบีซีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีนักวิชาการสองฝ่ายออกมาถกเถียงกันว่าค่ายกักกัน Auschwitz ที่โทรมเหลือประมาณเนี่ย ควรจะรื้อถอนให้สิ้นซากหรือควรอนุรักษ์ไว้ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าควรรื้อถอนตึกทิ้งไป เพื่อลบ เพื่อเยี่ยวยาบาดแผลของความทรงจำ เพราะมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ใคร อีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้ trauma ไม่มีวันหายไป เราควรเก็บไว้ ควรสืบสานเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของเรา หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าวัตถุสิ่งของเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำ ของสิ่งที่ย้ำเตือน trauma และไม่มีอะไรจะส่งเสริมให้แผลหยั่งลึกลงไปมากเท่ากับความพยายามที่จะลืม เพราะมันเป็นไปไม่ได้ เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ใช่รอยดินสอบนกระดาษขาวที่จะลบได้ด้วยยางลบปื้ดเดียวจบ อ่าน review หนัง มีหลายคนออกมาโต้ว่าเรื่องนี้แย่ เพราะมันพยายามให้เราเห็นใจพวกนาซี เจ้าหน้าที่อย่างฮานาล้วนเป็นผู้ลงมือกระทำ ก่อทุกข์ให้คนอื่น ไม่ควรจะเห็นใจ เราก็อยากจะโต้ว่าไอ้ความรู้สึกอึดอัดตอนนั่งดู และชะตากรรมของตัวละครชาวเยอรมันอย่างฮานาเนี่ย มันบ่งบอกข้อความของหนังไม่ชัดเจนพออีกหรือ trauma คือ narrative และการลูบแผลด้วยกัน ส่งผ่านแผลให้กันผ่าน narrative ผ่านการเล่าเรื่องหรืองานเขียนอย่าง The Reader ที่เป็นนิยายหรือที่เป็นหนัง มันยังประโยชน์มากกว่าไม่ใช่เหรอ ในแง่ไหน ในการย้ำเตือนว่าเราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นขาวหรือดำ ผู้ถูกกระทำเจ็บปวด ผู้ลงมือกระทำก็เจ็บปวดเช่นกัน บางทีฮานาก็ไม่ได้เป็นคนที่ผิด และบางทีภาพของเจ้าหน้าที่กักกันค่ายที่ต้อนคนเข้าห้องรมก๊าซราวต้อนฝูงวัวควายเนี่ย เขาก็เป็นคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน ไม่ใช่คนที่เหี้ยมโหดไร้ความรู้สึก ไม่ใช่คนที่ไร้หน้าไร้ตัวตนที่เราจะ identify ตัวเองด้วยได้ เราทุกคนสามารถเป็นฮานา แม้เราจะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เราทำไม่ "ถูกต้อง" แต่อะไรเล่าคือสิ่งที่ "ถูกต้อง" ในศาลที่คนเยอรมันย่างคนเยอรมันกันเอง หลังเหตุการณ์ holocaust เจ้าหน้าที่ที่ถูกตราหน้าว่า "นาซี" หลายคนบอกว่า จะให้ทำอย่างไร บางทีเราก็ไม่มีทางเลือก เราได้รับคำสั่งให้ทำเช่นนั้น ให้เลือกคนยิวมาฆ่าเพื่อให้เกิืดที่ว่างในค่ายกักกันที่จะพังมีพังแหล่ ฮานากล่าวว่า "It doesn't matter what I think. It doesn't matter what I feel. The dead are still dead." บางทีเราไม่ต้องไปลงโทษคนเหล่านั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวหรอกกระมัง เพราะคนเหล่านั้นก็ต้องแบกรับกรรมและทุกข์ในใจจากการกระทำของพวกเขาหรือพวกเธออยู่แล้ว และนรกอะไรก็สู้นรกในใจไม่ได้ เพราะมันจะวนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่มีทางออก ไม่มีทางหลุดพ้น ไมเคิล เบอร์ก ซึ่งเป็นตัวแทนคนเยอรมันรุ่นหลังสงครามก็นำความรู้สึกผิดที่ได้รับส่งผ่านต่อมาเนี่ย มาระบาย มาชี้นิ้ว blame ฮานา ซึ่งบังเอิญเป็นผู้หญิงที่ตัวเองรัก ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในชีวิตของเขาเอง ความพยายามที่จะลืมเธอ เฉกเช่นความพยายามจะลืมความเจ็บปวดของสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม ทำอย่างนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี ชีวิตแต่งงานของเขาล้มเหลว รักใครไม่ได้อีก เฉกเช่นกับคนที่พยายามลืม trauma ในการลบเลือนความเจ็บปวด เรากำลังลบเลือนอัตลักษณ์ สิ่งทีเราเคยมี เคยเป็น และจะเป็นในอนาคตด้วย มีฉากที่เขากำลังเดินไปเยี่ยมฮานาในคุกหลังศาลตัดสินว่าเธอ ในฐานะเจ้าหน้าที่ค่ายกักกันมีความผิดโทษจำคุกตลอดชีพ กำลังจะได้เจอกัน กำลังจะ reconcile แต่ด้วยความรู้สึกผิดต่อชาวยิว เขากลับเดินออก และไม่เคยมาเจอหน้าฮานาอีกจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี ระหว่างนั้น เขาอ่านหนังสืออัดเทปส่งไปให้ฮานาเพราะตอนที่คบกันเนี่ย ฮานาเคยบอกว่าเขาเป็น "good reader" narrative ทั้งหลายที่พบในงานวรรณกรรม เรื่องราวชีวิตตั้งแต่ในระดับมหากาพย์คือชีวิต ความรักและวีรกรรมของเทพและนักรบใน odyssey ของโฮเมอร์ จนถึงเรื่องราวความรักและอุปสรรคต่างๆ ของ Anna และ Dmitri ในเรื่อง The Lady with the Dog ของ Chekhov (ซึ่งเราเชื่อว่าพลอตเรื่องความรักระหว่างคู่รักต่างวัยเป็นแรงบันดาลใ้ห้เกิดเรื่อง The Reader) narrative เหล่านี้มันแฝงไปด้วยความทรงจำ ในระดับพลอต ระดับเนื้อเรื่อง แน่นอน ทำให้ทั้งฮานาและไมเคิลนึกถึงความหลัง และในระดับของเสียงในเทป แน่นอนมันทำให้ฮานาและไมเคิลนึกถึงตอนที่เคยคบกัน ตอนที่ไมเคิลเคยอ่านหนังสือให้ฮานาฟัง ความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันหล่อเลี้ยงโดยตัวบทจากวรรณคดี จะว่าอย่างนั้นก็ได้ และสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการ "อ่าน" หรือ ส่งผ่าน narrative ของความรักและความเจ็บปวดคืออะไร แน่นอนมันทำให้ฮานากลายเป็น "the reader" (ต้องเขียนกำกวมวันนี้ เพราะไม่อยาก spoil หนัง เห็นใจคนที่ยังไม่เคยอ่านนิยายหรือดูหนัง) ไมเคิลได้ peace of mind (แต่ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ และดีที่ไม่สายเกินไป) ใช่ เป็นคำถามที่น่าสนใจ คนยิวที่ถูกทรมานได้อะไร คนเยอรมันได้อะไร จากการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัฑ์ holocaust หรือถ่ายทอด narrative ของความเจ็บปวด แน่นอนความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกัน "เจ็บปวด" และ "ร่วมกัน" เป็นหนึ่งเดียว Guilt นำมาซึ่ง Collectivity และนั่นทำให้เราเห็นอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เหมือนเราหรือเปล่า แนะให้ไปชมกันค่ะเรื่องนี้ ยอดเยี่ยมจริงๆ 25 January Day One Hundred and Twenty Three to One Hundred and Twenty Five: Happy 127th B-day!! Day One Hundred and Twenty Three to One Hundred and Twenty Five: Happy 127th B-day!! วันนี้เป็นวันครบรอบ 127 ปีชาตกาลของเวอร์จิเนีย วูลฟ์ เราก็เลยจัดปาร์ตี้ซะเลย อาหารของงานคือหมี่ราคาถูกผัดกับไข่และผัก อิ่มอร่อยมาก เพราะรู้สึกว่าซื้อหมี่มาหลายโลอยู่ จนภาชนะใส่ไม่พอ หมี่จับกังมาก เผอิญวันนี้ตรงกับ Burns Night วันเกิดครบสองร้อยปีของกวีสกอต และตรงกับเทศกาลตรุษจีน และตรงกับวันที่อากิรับปริญญาจากยอร์ค หลายโอกาสฉลองรวมกัน เพื่อนที่มามี ญาน เป็นคนเชค มอยรา คนไอริช (สองคนนี้เป็นเพื่อนคณะมานุษยวิทยา) แล้วก็ ดาเนียลา อากิ มารีนา และนิค เจ้าเก่า (~แล้วโทรม ผมเหนียวมากอะ ผัดหมี่ต้องแต่สี่โมงครึ่งถึงหกโมง) Happy B-day to you, dear goat:) |
|
|