Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    22 September

    Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี

    Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี

    เมื่อวานเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่มาอยู่เซนต์แอนดรูวส์ มหาวิทยาลัยและเมืองที่วิเศษสุด

    ลองไปอ่านที่เคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วก็สนุกดี สถานการณ์เปลี่ยนไป ตอนนี้เขียนธีสิสได้ครึ่งเล่มแล้ว และกำลังหัวฟูนั่งปั่นนั่ง edit ให้ดีพร้อมส่งงานสิ้นเดือน เตรียมไปเลคเชอร์กับ Bill Ashcroft ที่สโลวะเกีย เตรียมไปพูดที่เดอแรม
    ส่วนปีที่แล้วเรากำลังยุ่งอยู่กับการย้ายเข้าหอ ตื่นเต้นกับที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ชิมแฮกิส ชิมวิสกี้

    มีรูปภาพเป็นหลักฐาน
    นี่คือห้องนอนเมื่อปีที่แล้ว ถ้าให้ดูสภาพตอนนี้คงจะไม่ดี ห้องรกมากค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาจัด



    นี่คืออากาศของปีที่แล้ว ร้างมาก
    แต่ถ้าเปิดม่านเยี่ยมมองวิวเดียวกันวันนี้ จะเห็นคนเดินกินไอติม แดดออกสวยงาม




    เมื่อวานเดินทางกลับหลังจากสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ด อากิขับรถมารับถึงสถานี
    เห็นอากิเห็นเซนต์แอนดรูวส์ีที่สงบเงียบ รู้สึกเหมือนเห็นสวรรค์
    ตลกดีนะ เมื่อเราหวนคิดว่าเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว เราสองคนยังไม่รู้จักกันเลย

    จะเล่าเรื่องสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ดนิดนึง หัวข้อสัมมนาคือ Utopian Spaces ซึ่งโดยรวมก็น่าสนใจดี ไว้ว่างจะเขียนเล่าเนื้อหาให้ฟัง
    ตอนนี้ต้องทำงานให้เสร็จก่อน พิมพ์เล่าเร็วๆ ละกัน
    ได้พบเพื่อนใหม่เพื่อนเก่ามากมาย เพื่อนใหม่ที่น่าสนใจ (~แปลก) คือโอลก้า เป็นคนโปแลนด์ สนใจวิลเลียมมอร์ริส (แปลก)
    เธอดูไม่ค่อยเชื่อเราเท่าไหร่ตอนที่เราบอกว่าเออ อยากไปโปแลนด์ เหตุผลเดียวคือชอบโชแปง อยากไปเห็นบ้านเิกิด
    สัมผัสวัฒนธรรมที่มาของโปโลแนส เธอกลับทำหน้างง บอกว่าใครเหรอ โชแปง ดิฉันถึงกับล้มตึงทันที

    ได้ไปออกซ์ฟอร์ดคราวนี้ก็กะจะผ่อนคลายพักการเขียนงานนิดนึง ที่ไหนได้ ไม่ค่อยได้ผ่อนหรือคลายอะไรทั้งสิ้น
    เมืองนี้ไปครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว ประทับใจมาก สวยมาก
    แต่คราวนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเมืองถึงเปลี่ยนไป ฝุ่นเยอะมาก คนเยอะมาก รถเยอะมาก
    ได้ใช้เวลาอยู่ออฟฟิศภาคภาษาอังกฤษ มองข้างนอกดูเป็นอย่างไร ข้างในก็เป็นเยี่ยงนั้น เป็นตึกที่ไม่น่าเรียน โทรมอย่างไม่น่าเชื่อ
    ตลกดี ขนาดจะเปิดฮีเตอร์เพราะวิทยากรบ่นหนาว ก็บอกว่าเปิดไม่ได้ มีนโยบายไม่ให้เปิดในตึก ประหลาดดี
    ผู้คนในภาคดูไม่ค่อยมีความสุข บ่นและบ่นตลอดเวลา
    ได้พบเฮอร์ไมนี ลี อีกครั้งหนึ่ง
    ดีแล้วล่ะค่ะที่เราไม่ได้ทำงานด้วยกัน
    เพราะต้องขัดแย้งกันแน่

    เฮอร์ไมนี ลี ไม่เชื่อว่าการศึกษางานวูลฟ์เนี่ยจะสามารถศึกษาพร้อมกับทฤษฎีหรือมองในเลนส์ของทฤษฎีวรรณกรรมหรือปรัชญาใดใด แต่มุ่งเน้นการศึกษาในเชิงชีวประวัติอย่างเดียว จริงๆ หนังสือของอาจารย์น่าสนใจมาก ได้รางวัลมากมาย แต่เราก็สามารถตั้งคำถามว่าเมื่อศึกษาแบบนี้เพียงแง่มุมเดียว มันทำให้เราสูญเสียแง่มุมอื่นๆ ที่จะมองงานจากสมองของผู้หญิงอัจฉริยะคนนี้หรือไม่ อย่างการเขียนชีวประวัติเนี่ยเป็นประเด็นที่วูลฟ์เขียนวิจารณ์ไว้เยอะมาก แล้วเรามาเขียนเกี่ยวกับวูลฟ์ หรือศึกษาวูลฟ์ในวิถีทางที่วูลฟ์เองตั้งคำถาม (~โดยที่เราไม่ตั้งคำถาม) มันจะดีเหรอ พอถามไปอาจารย์ก็ำบอกว่าเน้นชีวิตคนแต่งหรือ textual analysis อย่างเดียวก็รุ่มรวยพอแล้ว

    ซึ่งเป็นคำตอบที่เราไม่พอใจเท่าไหร่ ต้องศึกษาดูให้หมดสิจึงจะสนุก
    เอาล่ะ รู้สึกว่าบ่นเยอะมาก ต้องหยุด

    สรุปเหตุการณ์ที่ดีที่สุดในทริปนี้คือได้เจอเปฟ และเพื่อนทุกคนของเปฟ
    แถมได้ไปกินอาหารอินเดีย (จริงคืิอปากี แต่คนที่นี่แยกไม่ออกหรอก) ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมา ที่คิดลิงตัน



    คุยกับเปฟสนุกสนาน รู้สึกเหมือนเราสองคนรู้จักกันมานานแสนนาน
    คิดไปมาก็เออ จริง เพราะเห็นไส้เห็นพุงกันมาเป็นเวลา (กี่ปีแล้วนะอีไนน์) หกปีแล้วเหรอ
    คุยกันกี่ครั้งเปฟยังคงย้อนระลึกความหลังตอนที่จุ๋ม ไนน์ และวุ้นขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีของริเวอร์บาร์กันเสียงหลง
    จนมันทนไม่ไหวต้องรีบหนีมาข้างล่างกัีบเรา บอกทุกคนว่าไม่รู้จักคนบนเวทีอะ
    จำกันได้มั้ยอะพวกนี้ สนุกหน้าไม่อายค่ะ

    เจอแฟนเพื่อนทำให้คิดถึงเพื่อนมากกว่าเดิม:)

    เจอเพื่อนใหม่ที่ย้ายเข้ามาตึกเดียวกันชื่อโจนาธาน เรียนปริญญาตรีที่นี่ กำลังจะเริ่มเรียนปริญญาเอกด้านชีววิทยา ที่สำคัญคือเป็นคนบ้านเดียวกับนิค คือมาจากนอร์ฟอล์ค ใจดีและตลกเหมือนกันเลย สรุปบ้านเราตอนนี้รู้จักกันหมดเลย
    มีนิค อูนา อากิ โจนาธาน และเพื่อนที่ยังไม่รู้จักอีกหนึ่งคน เทอมหน้าต้องเป็นเทอมที่ดีมากๆ

    ปีนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ความตื่นเต้น เห่อสถานที่ใหม่ๆ หายไป เพราะจะเดินเล่นทะเลก็เดินอยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกเย็น
    อาหารก็รับประทานมาจนเอียนบางที
    เพื่อนก็หน้าเดิมๆ เพื่อนหน้าใหม่ก็นิสัยดี
    งานก็มีทำมาตลอด ออฟฟิศเต็มไปด้วยเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน (คิดแล้วก็เครียดนิดหน่อย แต่ก็ต้องจัดการ)
    สภาพห้องเปลี่ยนไป (รกกว่าเดิม) สภาพร่างกายเปลี่ยนไป (รู้สึกเหมือนได้ detox แข็งแรงสดชื่นขึ้น)

    แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือข้อความข้างล่าง
    ผ่านมาหนึ่งปีอย่างไรก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม


    "จะบอกว่าคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ
    ไม่ปล่อยให้จิตตกนาน และตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่
    คิดถึงทุกคนนะ
    ไปละ:)"

    (จาก Day One: ปลอดภัยไร้กังวล September 21 2008)
    11 September

    Day 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

    Day 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอ

    เป็นเครื่องยืนยันว่าแก่แล้วจริงๆ

    วันนี้นั่งทำงานในออฟฟิศ ซึ่งเป็นห้องที่บรรจุเครื่องแมคที่ไม่ค่อยสมประกอบ (สตินะ) บางทีกดให้ MSN ออฟไลน์ มันก็จะให้ออนอยู่นั่นแหละ
    วันนี้มีคนเข้ามาแอด เราก็ไม่กล้ารับ เพราะไม่รู้จัก เขาก็ใจดีเข้ามาคุยด้วยแนะนำตัว

    แชทไปมา ก็บอกว่าเผอิญไปอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้สมัย(ยุค?)ที่อยู่วอร์ริค เกี่ยวกับการเป็นโสด
    แล้วชอบมาก
    เราก็ว่าโอ คงผิดคนแล้วล่ะค่ะ
    ไม่เคยเขียนอะไร (ไร้สาระ) แบบนั้น

    แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวส่งให้ดู มีในเครื่อง

    เปิดมา โอ้ หน้าแตก เขียนเองจริงๆ ค่ะ
    ลืมไปได้อย่างไร
    ก็เลยขอเก็บมาเซฟและโพสต์ไว้เลย

    April 09, 2007

    The Importance of being Single

    Being single means

    Not having to worry for anyone but yourself
    Not having to book two concert tickets when you feel like going alone
    Not having to share a cone of choc chip ice-cream
    Not having to sit in the theatre, feeling the urge to strangle your partner for being late or too noisy
    Not having to deal with extra problems (we’ve got a handful already)

    Not having to sink with the lies
    Not having to float with ultimate joy
    Only to be pulled back into the shadow
    of doubt.

    Not having to (pretend to) wear the shackles
    Not having to (pretend to) be tame, faithful, domesticated
    Not having to be handcuffed (literally and metaphorically)
    to some unknown stranger (who might turn out to be evil and stupid)

    The freedom it entails is absolutely bliss
    I can pack my bag and leave whenever I want
    without having to find an excuse
    without having to shed a tear

    My life is all mine.

    Being single means

    Not having to worry about being a failure
    Coz’ the only person you’re able to screw up is yourself

    Not having to worry about money
    Coz’ you’ll spend all on yourself

    Not having to worry about breaking anyone’s heart
    Coz’ the only heart you’re breaking
    is all yours

    No one has any say on that

    No one can hurt you
    Hence, the invincibility…

    Despite all the joy, the freedom,
    at the back of your head, singletons,
    You are aware of the fact that

    Being Single means
    Not Having…

    simply that…
    Not having.

    And when you have nothing,
    you tend to risk everything…

    Hence, the excitement, the challenge…
    Hence, the success…

    But, still, despite the glorification, singletons,
    it is a haunting fact
    that being single is not having…
    period

    Yes, your hands may be all yours,
    and your head, full of pride…

    Nevertheless,
    you walk into a park
    wondering… wondering

    whether the woman
    wiping her baby’s mouth
    with a messy bib

    can ever be you

    or whether the man
    whose head rests on
    his lover’s lap
    whose hand seeks for the girl’s
    under the maple

    can ever be you

    or whether sharing a cone of choc chip ice-cream isn’t such a bad idea

    or whether being stood up in theatres can give you the kicks

    or whether going to the concert with someone leaning on your shoulder, someone to dance with,
    isn’t terrible after all

    or whether being tied up, being possessed,
    wearing the shackles isn’t that detestable…

    wondering, wondering,

    Since you have nothing,
    this will always be a mystery.


    ไม่รู้ทำไมตอนนั้นเขียนอะไรเลี่ยนอย่างนี้

    เหมือนจะ glorify ชีวิตคู่ทั้งที่จริงแล้วก็เป็นมายาเทียบเท่ากับทุกสิ่งในโลก

    สิ่งที่ไม่ใช่มายาสำหรับเราคือความรัก และความดี


    บางครั้งฟังเพื่อนผู้หญิงบางคนที่บ่นพยายามหาแฟน ชีวิตนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ แล้วรู้สึกว่าทำไมคิดประหลาด

    (หรือจริงๆ เราประหลาดอยู่คนเดียว ทุกคนปกติ)

    ก็อยากจะบอกว่าก่อนที่จะเข้าใจ concept ของสิ่งที่เรียกว่าแฟนเนี่ย เคยมีชีวิตอยู่ดีมั้ยล่ะ

    แฟนเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่เหรอ


    บางทีฟังเพื่อนผู้ชายผู้ชายบ่นอยากแต่งงานเร็วๆ เพราะอายุมากแล้ว (~แต่ยังหาใครที่แต่งด้วยไม่ได้) แล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน

    ทำไมต้องกังวลเรื่องอายุล่ะ ความรักมันไม่จำกัดอยู่แต่ในสถาบันแต่งงานที่สังคมจำกัด ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย ไม่จำกัดหรือสังกัดอะไรเลย

    บางคนก็บอกว่าอยากรีบมีลูำก

    เราก็จะถามว่าอยากมีทำไม

    บางคนว่าชีวิตจะได้สมบูรณ์

    เราก็ถามต่อว่า says who? อะไรคือความสมบูรณ์ มันแปลว่าอะไร

    เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่ "ต้องทำ" เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ 

    หรือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคิดว่าทำให้เราเป็นผู้หญิงที่ดี สมบูรณ์ (ไปอ่านคริสเตวาไป)

    (เราเองถ้าอยากมี ก็อยากมีไว้เป็นเพื่อนคอยอ่านหนังสือ หรือไปกินเบียร์ในผับหรือตีกอล์ฟ จะได้ไม่ต้องหาแคดดี้ เออ เก๋ไม่น้ิอย ถ้าเป็นไปได้ ออกลูกแล้วส่งลูกไปไกลๆ ค่อยมาคุยกันตอนโตได้มั้ยอะ คงดีกว่าเลี้ยงสัตว์ 555 และคงดีกว่าการคิดว่ามีลูกเพื่อสนองและสานต่อภาพ "ผู้หญิงที่ดี" "ครอบครัวที่สมบูรณ์" ที่สังคมสร้างขึ้น)

    หรือเพราะคุณคิดเองว่ามันดี เป็นหนทางสู่ความสุข

    หรือผสมกัน

    ถ้าดีจริงแล้วตอนนี้คุณใช้มันมาทำให้ตัวเองทุกข์ร้อนทำไม เบียดเบียนตัวเองเปล่าๆ


    จะเป็นสิ่งที่สังคมนิยามว่า "โสด" หรือไม่เป็นมันก็เหมือนกันน่ะแหละ

    คนเราก็มีความสุขเหมือนกัน แต่ในวิถึทางที่อาจจะแตกต่างกัน

    ขอเพียงได้ทำความดี ไม่เบียดเบียนตัวเอง และรักทุกอย่างบนโลกนี้


    สวัสดีค่ะ