Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    30 September

    Day Eleven: Ithaca

       http://www.youtube.com/watch?v=1n3n2Ox4Yfk

    Ithaca

    C.P.Cavafy
    (translated by Rae Dalven)

    Then pray that the journey is long.
    That the summer mornings are many,
    that you will enter ports seen for the first time
    with such pleasure, with such joy!
    Stop at Phoenician markets
    and purchase fine merchandise,
    mother-of-pearl and corals, amber and ebony,
    and pleasurable perfumes of all kinds,
    buy as many pleasurable perfumes as you can;
    visit hosts of Egyptian cities,
    to learn and learn from those who have knowledge.

    Always keep Ithaca fixed in your mind.
    To arrive there is your ultimate goal.
    But do not hurry the voyage at all.
    It is better to let it last for long years;
    and even to anchor at the isle when you are old,
    rich with all you have gained on the way,
    not expecting Ithaca to offer you riches.

    Ithaca has given you a beautiful voyage.
    Without her you would never have taken the road.
    But she has nothing to give you now.

    And if you have found her poor, Ithaca has not defrauded you.
    With such great wisdom you have gained, with so much experience
    you surely have understood by then what Ithacas mean.


    หลายคนคงจะคุ้นเคยกับมหากาพย์อิเลียดและโอดิสซีของโฮเมอร์ และเมื่อยิ่งเจาะจงลงไปว่าเรื่องราวการผจญภัยของ Odysseus แล้วล่ะก็

    ก็คงจะร้องอ๋อ กัน (สำหรับเด็กอักษรที่ต้องผ่านข้อสอบ mytho)

    หรือไม่ก็รู้สึกว่าเออ ชื่อคุ้นๆ

    Odysseus ครอง Ithaca ซึ่งเป็นเกาะตรงทะเลไอโอเนียน


    เช่นเดียวกับพวกเรา ซึ่งต้องมีภาระหน้าที่ ใช่ว่าเกิดเป็นผู้นำแล้วจะสบาย Odysseus บอกลา Penelope มเหสี และ Telemachus โอรส  และเดินทางไปร่วมรบที่ Troy หรือ ภาษาละตินคือ Ilium (อาจจะนึกถึงกลอนเกี่ยวกับเฮเลนของ Marlowe ก็ได้ ชอบใช้คำละตินนี้เหลือเกิน)

    เป็นเวลาร่วมยี่สิบปีเขาจะได้พบหน้าครอบครัวและบ้านเกิด ต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ ดินแดนพวกกินบัว (Lotus-Eaters) ที่เขาเกือบเสียลูกเรือไปเพราะมัวแต่หลงระเริงกินบัวจนลืมตัว เพราะเมื่อกินแล้วจะทำให้ลืมจุดมุ่งหมายของการเดินทาง (~หรือของชีวิตไป)

    หรือในรูปของไซเร็น ที่หลอกล่อเขาด้วยสัญญาว่าจะมอบความจริงในโลกนี้ให้เขา ถ้าเพียงเขากระโจนลงน้ำไปหาเธอ ซึ่่งถ้าทำอย่างนั้นก็ตายสถานเดียว เราคงจำกันได้ว่าเขาเอาตัวรอดโดยการผูกเชือกล่ามตัวเองไว้กับเสากระโดงเรือ

    การเดินทางสำหรับ Odysseus มันช่างยาวนาน และยากลำบากเหลือเกิน เชื่อว่าผู้อ่านคงจะลุ้นกัน อยากให้เขากลับไปถึงบ้านเร็วๆ

    Constantine P. Capavy ซึ่งเป็นกวีชาวกรีกสมัยต้นศตวรรษที่ 20

    ก็หยิบยกเอาเรื่องของการเดินทางของ Odyssues มาเขียนใหม่อย่างน่าสนใจ

    แทนที่จะลุ้นไปกับเราด้วย เขากลับบอกว่าระยะทางและระยะเวลาที่ยาวนานนั่นแหละคือสิ่งที่สำคัญ "Then pray that the journey is long."

    และสำคัญกว่าการได้ไปถึงจุดหมายปลายทาง (~แน่นอนเราคงจำได้ว่ากลับไปถึงแล้วใช่ว่าปัญหาจะจบ มีชายหนุ่มมารุมล้อมจีบ Penelope บ้างล่ะ บ้านเมืองวุ่นวายล่ะ ทำให้ Odysseus ปวดหัวไม่เลิก)

    เพราะบางทีจุดหมายปลายทางอาจจะให้อะไรเราได้ไม่มากกับกระบวนการเดินทาง กับสิ่งที่เราเจอ along the way ก็เป็นได้

    ในที่นี้ การเดินทางคือการใช้ชีวิตน่ะแหละ การจะได้มาซึ่งความจริง ความสุขในชีวิต การได้มาถึง Ithaca

    (น่าสนใจว่ารากศัพท์คือ Ithys หมายถึง ความจริง)

    มันต้องเจอไซเร็นร้อยตัว และสู้กับความยั่วยวนใจของดินแดนมนุษย์กินบัว

    แต่นั่นอีกแหละ ใช่ว่าสักแต่จะพเนจรร่อนเร่ไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย

    เราไม่สามารถทิ้งเป้าหมายในใจได้ เพราะถ้าไม่มีเป้าหมายแล้วการเดินทางก็จะไม่เกิด
    "Always keep Ithaca fixed in your mind./To arrive there is your ultimate goal./But do not hurry the voyage at all."

    ถ้า Odysseus ไม่นึกถึง Ithaca และคนที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

    เขาก็จะไม่เรียนรู้อะไรเลย "Ithaca has given you a beautiful voyage./Without her you would never have taken the road."


    อ่านกลอนบทนี้แล้วรู็สึกว่ามันงดงาม ไม่รู้ว่าเห็นด้วยมั้ย ชอบตอนจบที่ว่า

    And if you have found her poor, Ithaca has not defrauded you.
    With such great wisdom you have gained, with so much experience
    you surely have understood by then what Ithacas mean.

    แม้ว่าสุดท้ายในชีวิตเราจะพบกับความผิดหวัง ปัญหา และแม้ทุกคนต้องพบกับ "จุดจบ"

    ก็จงอย่าคิดว่าโดนหลอก หรือโดนโกงโดยกาลเวลา

    อย่าได้รู้สึกขมขื่น

    เพราะด้วยทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา สิ่งสวยงามที่เราเห็น ใบหน้าที่คุ้นเคยที่อาจยังคงอยู่เคียงข้างเรา หรืออาจจะจากเราไป

    ท้ายที่สุด เราจะเข้าใจว่า

    Ithacas

    หรือความจริงนั้นคืออะไร


    29 September

    Day Ten: Hall Meeting

    วันนี้เรียนเป็นวันแรก ก็ไม่มีไรมาก เพราะวิชาที่ลงเป็นวิชาการเขียนรายงาน ไม่ใช่วิชาการ
    อาจารย์ชื่อ Tom Jones (ชื่อนิยายล่ะ) ก็ถามพวกเราว่าอะไรเป็น step แรกของการเขียนรายงาน เขียนธีสิส นักเรียนก็ตอบไปต่างๆ นานา มีเรื่อง material บ้าง เราทำวิจัยเพื่อมาอุดช่องโหว่ เพื่อได้รู้มากขึ้นบ้าง เพื่อตั้งคำถามความรู้แบบขนบบ้าง มากมาย แล้วเราก็ประหลาดใจเพราะที่พูดมาทั้งหมดไม่มีใครพูดคำว่า passion เลยสักคน เพราะสิ่งที่ทำให้เรามาจับงานวูลฟ์และเดซายในแง่มุมนี้มันคือ passion ล้วนๆ จริงอยู่มีเรื่อง material และ connection คือต้องการเอาโพสต์โคโลเนียลมาจับงาน แต่มันก็แค่ส่วนที่มาตามลมเท่านั้น พออาจารย์ถามว่ามีใครทำศตวรรษที่ 20 มั้ย เราก็บอกว่าเออ เราเอง แล้วขอบอกว่า step แรกของเรามันคือ passion อาจารย์ก็บอกว่าเออ รออยู่ว่าจะมีใครพูดคำนี้มั้ย ตอนแรกก็ไม่กล้าหรอก กลัว corny เกิน แต่มันเป็นความจริง

    ในคาบก็ได้เจอเพื่อนใหม่หลายคน มีคนนึงชื่อแซม เป็นคนอเมริกันคนแรกที่เรารู้สึกประทับใจ เพราะแต่งตัวเนี้ยบมาก ใส่สูทมาเรียนตลอด แล้วก็ขี้อาย พูดน้อย (~เราต้องยอมรับว่าคนชาตินี้ส่วนใหญ่พูดค่อนข้างมาก) เขามาเรียนโทด้านวรรณคดีอังกฤษยุคกลาง แต่จริงๆ ชอบชอเซอร์ ก็ต้องเรียนวิชาการอ่านลายมือและวิชาภาษาละติน จริงๆ เห็นแซมมานานแล้วล่ะเพราะอยู่ hall เดียวกัน มารยาทงามเป็นผู้ดีมาก
    แอบได้ยินเขาคุยกับเพื่อนคนฝรั่งเศส เราต้องยอมรับว่าสำเนียงของคนอเมริกันเวลาพูดฝรั่งเศสเนี่ย มันตลกดี
    พอจบคาบเขาก็เดินมาหาบอกว่า เออ เขาก็ passionate เหมือนกัน เพียงแต่อายไม่กล้าพูดออกมา great minds think alike:) มั้ง เราว่า

    ก็นั่งคุยกับแซม เขาหันมาคุยแต่เรื่องวิชาการ
    ซึ่งก็ดีได้รู้ว่าที่อเมริกาทฤษฎีไหน pop ไม่ pop เรียนยังไง ต่างจากระบบอังกฤษยังไง

    ตอนเช้าไปนั่งห้องสมุด อ่านหนังสือได้เยอะพอสมควร รู้สึกพอใจมาก ชอบห้องสมุดที่นี่
    ที่ห้องสมุดมี postgrad carrel เป็นโต๊ะ มีที่กั้นกว้างใหญ่ เหมือนออฟฟิศ มีลอคเกอร์ในตัว เห็นแล้วอยากมีบ้าง พรุ่งนี้อาจไปสอบถาม
    ที่ไม่กล้าไปเช่าเลยเพราะกลัวว่าศูนย์ postgrad ของภาคซึ่งเป็นตึกอยู่ใกล้หอมากเนี่ย จะมีอะไรทำนองนี้ พรุ่งนี้กะจะไปปริ๊นต์งาน
    ถ้าที่ห้องสมุดมีcarrel หรือ ออฟฟิศดีกว่าก็ค่อยว่ากันอีกที

    ตอนเย็นหลังกินข้าวมีประชุม hall ก็มีผู้ดูแลหอ และก็ warden มาเล่าประวัติของ hall แล้วก็เรื่องประเพณีต่างๆ เช่น formal hall dinner ก็คล้ายๆ ที่ oxbridge คือ จะเชิญอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ต่างๆ มากินข้าวเย็น หลังจากนั้นก็จะมีไวน์แล้วก็มีเลคเชอร์สั้นๆ ซึ่งอันนี้ต้องแต่งตัวเป็นทางการ ใส่สูทกระโปรงว่ากันไป
    แล้วก็มี ball ประจำทุกปี มีฟุตบอลประเพณี มีสร้างปราสาททราย (~อันนี้คงน่าสนใจ)

    อธิบายเสร็จแล้วก็มีการเลือกตั้งตัวแทนหอด้านต่างๆ ตอนแรกกะจะอาสาเป็นบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดของหอ คือที่ common room จะมีประตูเล็กๆ เข้าไปในห้องสมุด แล้วเราเองก็ชอบหนังสือ คิดว่าสามารถ แต่แล้วก็ต้องคิดใหม่เมื่อ warden บอกว่าต้องนั่งเข้าเวรประจำและจัดหนังสือวันเว้นวัน ไม่มีเวลาค่า เมื่อวานเข้าไปดูหนังสือเล่นๆ โอ้โห้ เละมาก ต้องมานั่งทำแคตตาลอกใหม่ ไม่ไหว คงต้องรอให้ขึ้นปีสองเสียก่อน ปีแรกจะยุ่งมาก

    พอเสร็จ wine reception กำลังจะเดินกลับห้องก็รู้สึกว่าเออ นี่เรามาอยู่ได้สิบวันเองนะ แต่รู้สึกเหมือนอยู่มานาน
    รู้สึกอบอุ่นมาก คือเพื่อนในหอรู้จักกันเกือบทุกคน กินข้าวสามมื้อเจอหน้าคนเดิมๆ ได้คุยกัน รู้สึกเหมือนรู้จักกันมานาน
    ก็เลยรู้สึกว่านี่เราได้พบ locus amoenus ใน st andrews หรือนี่
    คิดไปคิดมาเมื่อหกเจ็ดปีก่อนตอนใส่ชุดนิสิต เราไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาเรียนหนังสือที่เมืองนอก หรือมาเรียนศาสตร์นี้หัวข้อนี้
    สามสี่ปีที่แล้วสกอตแลนด์ไม่เคยอยู่ในหัว ตอนอยู่วอร์ริคก็ไม่คิดจะมีเวลาไปเที่ยวไหน
    สิบกว่าวันก่อนนั้นเหมือนฝัน หวั่นไหวบ้างเรื่องมาเรียนต่อเพราะอยู่บ้านมาเป็นปี ต้องห่างบ้านอีกคราซึ่งเป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่
    (โดยเฉพาะอยางยิ่ง~ของพ่อแม่และครอบครัว) แต่โชคดีที่ทุกคนเข้าใจว่าจุดหมายปลายทางเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ

    พูดถึงเสียสละ เรานึกถึงคำพูดของอาจารย์มณีปิ่น ท่านถามไว้ตอนที่สัมภาษณ์เสนอรับพระราชทานทุน
    อาจารย์ท่านอื่นจะถามเรื่องวิชาการเป็นหลัก อธิบายทฤษฎีโพสต์โคโลเนียลซิ ทำไมอยากเรียน มีประโยชน์ยังไงกับคนทั่วไป กับประเทศชาติ
    แต่อาจารย์ท่านนี้ถามว่ารู้ใช่มั้ยว่านี่จะเป็นการเสียสละเวลากับครอบครัว ความเยาว์วัยความสาวของเราซึ่งแม้จะทำยังไงก็จะเรียกกลับคืนมาไม่ได้อีก หนูคิดดีแล้วเหรอว่าจะเลือกทางนี้ บอกตามตรงว่าคำถามนี้ทำให้เราตกใจมาก นั่งเหงื่อตกในห้องสัมภาษณ์ เพราะเราไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย คิดแต่ว่าอยากไป อยากกลับมาทำงานเป็นประโยชน์ แต่ก็นั่งคิดอึดใจหนึ่งก่อนตอบว่า ความเยาว์ ความเป็นหนุ่มเป็นสาวคืออะไรขึ้นอยู่กับเรานิยาม หนูนิยามไว้ว่าเป็นการทำสิ่งที่เรารัก อาจารย์มณีปิ่นก็หัวเราะ (~ที่หัวเราะก็ไม่แน่ใจว่า หัวเราะชื่นชม หรือหัวเราะแบบว่า "รอดูก่อนเถอะค่ะ" wait and see 555) คำถามนี้วนเวียนอยู่ในสมองตลอดมา แม้กระทั่งตอนกอดลาพ่อแม่ที่ gate แม้กระทั่งตอนที่นั่งบนเครื่องบิน แม้กระทั่งตอนที่เรากำลังเหลาดินสอในห้องสมุดเมื่อเช้า ต้องขอบคุณอาจารย์จริงๆ ที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ และต้องขอบคุณตัวเองที่ได้ตอบ hypothesis ที่แม้ตอนนั้นตอบไปตามความรู้สึก ยังไม่ได้พิสูจน์ แต่กลับกลายว่าเป็นคำตอบที่ valid

    ทุกๆ ท่านที่มีพระคุณและกรุณา
    ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมันนำพาให้เราได้มาอยู่ในที่ดีๆ ได้ทำอะไรที่เรารัก
    ตื่นมาทุกวันก็จะรู้สึกตื่นเต้นอยากรู้อะไรเกี่ยวกับวูลฟ์ อยากจับกระดาษที่เขาเคยสัมผัส อยากอ่านเดซาย อยากเจอซุป
    อยากไปเสนอเปเปอร์ที่นั่นที่นี่ อยากเขียน อยากทำงาน

    เดินเล่นเลียบทะเลก่อนเข้าหอ มองไปยอดปราสาท ก็อดจะขอบคุณทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่ทำให้ได้มาอยู่ที่นี่
    อดรำพึงกับตัวเองไม่ได้ว่า

    ขอบคุณค่ะ
    ขอบคุณค่ะ
    นี่มันเหมือนฝัน
    นี่มันเหมือนฝัน
    ขอบคุณค่ะ
    ขอบคุณค่ะ




    28 September

    Day Nine: Gowns and Pier Walk

    เมื่อคืนตอนตีหนึ่งตีสองมีซ้อมหนีไฟอีกแล้ว
    ตื่นมาพร้อมเสียงสัญญาณอันน่ากลัว งัวเงียใส่เสื้อโค้ทไปก็อยากจะร้องออกมาดังๆ ว่า่
    ทำม๊ายยยยยยยยย
    ยิ่งนอนหลับยากๆ อยู่

    เดินลงมาถึงจุดนัดพบตามที่ได้ซักซ้อมไว้ ก็รู้สึกว่าทรมาน
    มันหนาวมาก หนาวจนปากสั่นขาสั่น หนาวจนอยากจะขอร้องให้รถดับเพลิงรีบดำเนินการอะไรให้ัมันเสร็จเร็วๆ
    หนูเข้าใจกระบวนการหนีไฟอย่างดีแล้วค่า

    ตื่นมาแปดโมง ก็ตั้งใจว่าจะไปโบสถ์เป็นฤกษ์งามยามดีก่อนเปิดเรียน ประทับใจข้างใน St Salvator's Chapel มากๆ
    ชอบฟังนักร้องประสานเสียง กับออร์แกน ปกติเวลาอ่านบทอ่าน บ้านเราจะใช้วิธีการเปิดหนังสืออ่านเอา
    แต่ที่นี่ร้องเป็นเพลง เก๋ดี
    ตอนแรกคาดหวังว่าอาจได้ฟังภาษาละติน
    แต่ทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งคำอะไรของเขาก็เพราะไปอีกแบบ

    บาทหลวงผู้ดูแลโบสถ์สำเนียงสกอตน่ารักดี
    จบ service ก็มาจับมือเรา ทักทาย Good Morning แล้วพูดคุยกัน ใจดีมาก
    ปกติเรื่องพิธีการอะไรแบบนี้จะไม่ค่อยชอบมากสักเท่าไหร่ แต่บทเทศน์ของเขาดีจริงๆ
    เป็นบทเทศน์ที่เขียนให้นักเรียนที่นี่โดยเฉพาะ และจะเปลี่ยนคนเทศน์ เปลี่ยนธีมเวียนไปแต่ละวันอาทิตย์
    อย่างวันนี้ก็เกี่ยวกับการเริ่มเทอมใหม่ของนักเรียนใหม่ ที่อาจจะมีอุปสรรคบ้างที่รอให้ฝ่าฟันกันไป
    เช่นเดียวกับตอนที่ Jacob ซึ่งเป็นลูกของ Isaac
    (ซึ่งเป็นลูกของ Abraham คาธอลิคที่เรียนคำสอนทุกคนเคยท่องกัน
    "อับราฮัมมีบุตรชื่อ อิสอัค อิสอัคมีบุตรชื่อ ยาโคบ ยาโคบมีบุตรชื่อ เจสซี เจสซีมีบุตรชื่อ ดาวิด" เป็นต้น)
    ทีนี้ Jacob เจอชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่รุดเข้ามา attack ก็สู้กลับ สู้กันจน Jacob กระดูกเคลื่อน (~แสดงว่าแรงมาก) ซึ่งต่อมาก็จะรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้นคือพระเจ้านั่นเอง พอสู้เสร็จพระเจ้าก็อวยพรแล้วบอกว่าต่อไปนี้ Jacob มีชื่อใหม่แล้วคือ Israel ซึ่งแปลว่า
    ผู้ที่ได้อยู่ต่อหน้าพระพักต์พระเจ้า สู้กับพระเจ้า แล้วก็ประสบชัยชนะ

    ฉันใดฉันนั้น อุปสรรคและความเจ็บปวดบางทีก็อาจจะกลายเป็นพรอันประเสริฐก็ได้

    แล้วก็มีอะไรอีกมากมาย
    นั่งฟังไปก็รู้สึกสงบดี ก็ได้นึกถึงคนที่บ้านที่อยู่ห่างไกลกัน ให้พระเจ้าคุ้มครองทุกคน

    เสร็จแล้วก็มี pier walk
    ทุกวันอาทิตย์นักเรียน (undergrad ซะส่วนมาก) จะใส่ครุยเข้าโบสถ์แล้วไปเดินตรงท่าเรือ
    (ค่อนข้างอันตราย เพราะทางมันแคบและอยู่สูงมาก มองลงไปเป็นทะเล
    หรือถ้าไม่ตกทะเลก็อาจจะตกลงบนหัวของนักเรียนที่เดินกันข้างล่าง คอหักกันไป)

    ทีนี้วันนี้จะมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับธรรมเนียมประหลาดๆ ของที่นี่ ว่าด้วยเรื่องครุย และ pier walk

    ครุยแดงเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่มานานมากแล้ว และก็ยังมีให้เห็นจนทุกวันนี้
    ที่น่าสนใจคือวิธีการใส่ของเขา มันทำให้เราสามารถแยกได้ว่านักเรียนที่ใส่ครุยอยู่ปีอะไร และรู้แม้กระทั่งว่ากำลังเรียนด้านไหน




    ในภาพเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เรามองปุ๊บก็จะรู้ทันทีว่านักเรียนคนซ้ายอยู่ ปี 3 และอยู่ Faculty of Arts
    ส่วนนักเรียนคนขวาเพิ่งขึ้นปี 2

    สาเหตุเพราะที่นี่มีประเพณีการสวมครุยต่างกันตามปีและแผนกที่เรียน

    ปี 1 หรือที่เรยีกว่า ฺBejants/Bejantines สวมธรรมดา (~เพิ่งเข้าไง ต้องเรียบร้อย)
    ปี 2 หรือ Semis เริ่มดึงตรงบ่าออกมากว้างหน่อย (~เพื่อแสดงว่าชั้นแกร่ง อยู่มาแล้วปีนึง)
    ปี 3 หรือ Tertians เริ่มแยกแผนก ถ้าเรียนด้านวิทยาศาสตร์ ก็ให้ใส่แต่แขนซ้าย ปล่อยข้างขวา
    ส่วนถ้าเรียนด้านศิลปศาสตร์ อักษรศาสตร์ ก็ให้ใส่แต่แขนขวา ปล่อยข้างซ้าย 
    ปี 4 หรือ margistrands สวมแต่แขน โดยแขนเสื้อของครุยอยู่บริเวณข้อพับของศอก ปล่อยข้างหลังให้ลากพื้นลากลม
    (เขาถือกันว่า พอกำลังจะเรียนจบ ครุยแดงก็ค่อยๆ หลุดออกจากตัว)

    ส่วนpostgrad หรือ คณะเทววิทยา หรือ Divinity ก็จะใส่ครุยสีดำ แต่ของ Divinity จะมีปักไม้กางเขนไว้สวยงาม
    ของ postgrad เราเป็นสีดำธรรมดา กฎคือต้องใส่ครุยของดีกรีล่าสุดที่ได้รับ อย่างเราก็คือครุยวอร์ริค (แต่ถ้าได้ใส่ครุยจุฬาที่นี่คงจะเท่น่าดู)
    แต่ก็มีทางเลือกว่าถ้ามหาลัยนั้นๆ ไม่ได้มีประเพณีครุยที่แข็งแกร่ง (~ซึ่งก๋มีแค่สามมหาลัยนั่นแหละที่มีประเพณีครุยคือ Oxford Cambridge St Andrews)
    ก็ให้ใส่ครุยป โทของที่นี่ได้

    แต่ดิชั้นไม่ใส่อะไรเลยค่ะ ใส่โค้ทอย่างเดียวเพราะมันหนาวววววววว หวัดกินนนน

    ที่เลือกถ่ายรูปชุดครุยกับนักเรีนหญิงนี่ก็เพราะมัีนมีความสำคัญ เราต้องไม่ลืมว่าสิทธิของผู้หญิงกว่าจะได้มามันยากลำบากมาก
    St Andrews ก่อตั้งมาตั้งแต่ 1410 แต่ก็เิพิ่งให้ผู้หญิงเข้าเรียนปีั 1892 (วูลฟ์อายุ สิบขวบ) แล้วใช่ว่าประกาศปุ๊บได้เรียนปั๊บ มีพวกนักเรียนชายประท้วง
    ไม่ให้สวมครุย ไม่ให้เรียน จนสุดท้าย ผู้หญิงรวมกลุ่มกันตั้งเป็น union รณรงค์สวมครุยแสดงสิทธิบ้าง ถือ mortarboard ไว้ในมือ เพื่อประท้วงนักเรียนชายบ้าง ตอนปี 1904 ก็ประสบความสำเร็จ น่าภูมิใจมาก

    ส่วน pier walk ก็เริ่มมานานแล้วเหมือนกัน เดินเพื่อระลึกถึงนักเรียนที่นี่คนนึงชื่อ John Honey เป็นนักเรียนภาควิชาปรัชญา อายุ 19
    เรื่องมีอยู่ว่าช่วงประมาณปี คศ 1800 John Honey กระโดดลงน้ำไปช่วยคนที่ประสบอุบัติเหตุเรือแตกแถวนี้ได้รอดชีวิตทั้งหมดถึงห้าคน
    ชาวบ้านก็ซาบซึ้งพระคุณล่ะ
    (~แต่ก็ ironic ที่ตอนนี้ชื่อของ John Honey กลายเป็นชื่อของตึกคอมพิวเตอร์ไป ผิด concept ปรัชญาล่ะ)
     

    ภาพบนกระจกใน St Salvator's Chapel นี้เป็นเรื่องราวของ John Honey เขาล่ะ


    ประเพณีที่น่าสนใจที่เพิ่งเจอกับตัว (เพราะยังมีอีกเยอะ เพียงแต่โอกาสยังมาไม่ถึง) ก็มีเพียงเท่านี้แล
    ขอตัวไปทำงานก่อนค่ะ ไว้ว่างๆ จะกลับมาเล่าให้ฟังใหม่
    เพื่อส่งท้าย เราได้โอกาสเก็บบรรยากาศ (~ในช่วงเวลาอันสั้นมาก) ก่อน pier walk มาฝากกันด้วย:)
     
    27 September

    Day Seven and Eight: หวัดกิน ขาเดี้ยง และหนังสือ How to Get a PhD

    สืบเนื่องจากความบ้าระห่ำของการเต้นโดยไม่คำนึงถึงวัยและน้ำหนักตัวในคืนเคลี
    และสืบเนื่องจากเหตุอันไม่พึงประสงค์ของการต้องลงมายืนหนาวสั่นหน้าตึกนอนเพราะดันมีซ้อมหนีไฟตอนประมาณเที่ยงคืน
    ซึ่งเป็นเวลาที่กำลังนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างสบาย (เรียกเสียงก่นด่าได้แม้กระทั่งจากปากของริชาร์ด ซึ่งเป็นคนที่ปกติไม่ค่อยพูดมาก)

    หวัดกิน ขาเดี้ยงค่ะ

    มีสัมมนาทั้งวัน และสถานที่ที่ใช้สัมมนาไม่ได้อยู่ใกล้ๆ มันต้องเดินประมาณยี่สิบกว่านาทีกว่าจะถึง ระบมสุด
    เท่านั้นไม่พอ ไอค่อกแค่กล่ะ ก็พึ่งยาอม fisherman's friend จนหมดถุง แต่ก็ยังคันระคายคออย่างน่ารำคาญ
    พอตอนบ่ายต้องตะโกน present งานเป็นส่วนหนึ่งของ workshop แค่เอ่ยปากพูดทุกคนก็รู้ทันทีว่าอีนี่หวัดกิน

    ตื่นมาวันนี้วันเสาร์ ไม่ร่วมกิจกรรมรื่นเริงใดใดทั้งสิ้นเพราะลำพังตัว text ที่จะต้องใช้วันจันทร์และพฤหัสก็แทบจะอ่านไม่ทัน
    ทำงานไปมารู้สึกเหนื่อยก็หยิบหนังสือที่ยืมมาจากห้องสมุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา
    ชื่อ How to Get a PhD ตอนแรกไม่คิดจะยืมหรอก เพราะมันดูจะเป็น how to เกิ๊น ไม่ชอบ
    แต่ทางภาคบอกไว้ในเอกสารว่าแนะให้อ่าน ก็เลย เออ เอามาดูเล่นๆ

    แล้วมันก็ขำจริงๆ เป็น text ที่โบราณสุดล่ะ พิมพ์ปี 1987 หลายคนคงบอกว่าแหมมันก็ไม่ได้เก่าสักเท่าไหร่
    ที่บอกว่าโบราณน่ะใจความของมันต่างหากและที่ต้องรีบกลับไปพลิกดูปีที่พิมพ์ก็เพราะมันมีประเด็นในบางบทบางตอน
    ที่แสนจะไม่เข้ากับบริบทของสมัยนี้

    โดยเฉพาะในบทนี้

    Chapter 11: How to survive in a predominantly British, white, male, full-time academic environment

    ซึ่งมีใจความตอนนึงที่ขึ้นหัวข้อไว้ว่า (ลองอ่านดูนะ บันเทิงดี)

    Women Students
    Compared with men of similar ability there are very few women in Britain who continue in education to the level of PhD. They are, therefore, inevitably in a minority in their universities and polytechnics and many find no other female PhD student in their department. Most supervisors are male, and even when there are female supervisors in a department it is not necessarily the case that they will be supervising women. The majority of women postgraduates are, therefore, supervised by men and have little contact with their female peers. Yet these two factors have been shown to be instrumental in discouraging the completion of PhDs by women students...

    แล้ว point คือ??
    การที่นักเรียนหญิงมีซุปเป็นอาจารย์ผู้ชายเป็นอุปสรรคต่อการได้มาซึ่งปริญญา?

    ที่สำคัญกว่านั้น มีประโยคแปลกๆ ที่พออ่านปุ๊บก็เออ พอละ ปิดหนังสือปั๊บ

    หัวข้อขึ้นต้นด้วย

    Overseas Students
    In addition to the usual problems experienced by research students, foreign students may feel that they have lost part of their personality by having to express themselves in English all the time... In addition, overseas students encounter problems in coping with shopping, going to the launderette and negotiating with unfamiliar bureaucracies...

    ราวกับว่านักเรียนต่างชาติเป็นง่อยพิการยังไงยังงั้น

    เป็นตัวอย่างของ Ghettoization มันดูจะให้ความสำคัญกับผู้หญิงและคนต่างชาติ
    แต่มันก็ยังแฝงสายตาที่ดูถูกอยู่ดีล่ะ

    ถ้าสนใจและอยากอ่านอะไรที่เก๋จริงๆ แนะให้ไปอ่านเรื่องสั้นชื่อ "A Society" มี online

    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผู้หญิงหกคนรวมกลุ่มกันตั้งเป็นสมาคมที่มีเป้าหมายคือพยายามค้นหาคำตอบว่าที่ผู้หญิงตั้งแต่รุ่นแม่รุ่นยายรุ่นทวดต้อง (ถูกบังคับให้) เสียสละโอกาสทางการศึกษา, สุขภาพจากการต้องคลอดลูกซ้ำแล้วซ้ำอีก, แรงงานจากการเข้าครัว (และเสียความบริสุทธิ์และต้องถูกด่าทอและต้องรู้สึกผิดเกี่ยวกับเรื่องการเสียความบริสุทธิ์) เพื่อให้เพศตรงข้ามได้มีสถานภาพและโอกาสที่ดีกว่าเนี่ย มันคุ้มมั้ย ฝ่ายที่ได้รับมาตลอดเีนี่ย ได้ทำประโยชน์หรือสร้างงานศิลปะไว้จรรโลงบ้างมั้ย โดยตกลงกันไว้ว่าจะไม่ยอมมีลูกสืบวงศ์ตระกูล (~เพราะกลัวจะออกมาเป็นผู้ชาย) ตราบใดที่ยังไม่พอใจในคำตอบ ตราบใดที่ผู้ชายไม่พิสูจน์ตัวเองว่ามีค่าและประโยชน์มากพอ

    ผู้หญิงในกลุ่มนี้ก็แยกกันไปสังเกตดูผู้ชายในอาชีพต่างๆ กัน ว่าทำประโยชน์อะไรบ้างหรือเปล่า

     So we made ourselves into a society for asking questions. One of us was to visit a man-of-war; another was to hide herself in a scholar’s study; another was to attend a meeting of business men; while all were to read books, look at pictures, go to concerts, keep our eyes open in the streets, and ask questions perpetually. We were very young. You can judge of our simplicity when I tell you that before parting that night we agreed that the objects of life were to produce good people and good books. Our questions were to be directed to finding out how far these objects were now attained by men. We vowed solemnly that we would not bear a single child until we were satisfied.

     Off we went then, some to the British Museum; others to the King’s Navy; some to Oxford; others to Cambridge; we visited the Royal Academy and the Tate; heard modern music in concert rooms, went to the Law Courts, and saw new plays. No one dined out without asking her partner certain questions and carefully noting his replies. At intervals we met together and compared our observations.

    คนแรกในสมาคมไปสำรวจดูผู้ชายในวงการทหาร
    ปกติเรื่องของเกียรติยศศักดิ์ศรีและความชายชาติทหารจะสำคัญมาก
    แต่เธอก็ได้ค้นพบว่ามันไร้สาระ

    Oh, those were merry meeting! Never have I laughed so much as I did when Rose read her notes upon “Honour” and described how she had dressed herself as an Æthiopian Prince and gone aboard one of His Majesty’s ships. Discovering the hoax, the Captain visited her (now disguised as a private gentleman) and demanded that honour should be satisfied. “But how?” she asked. “How?” he bellowed. “With the cane of course!” Seeing that he was beside himself with rage and expecting that her last moment had come, she bent over and received, to her amazement, six light taps upon the behind. “The honour of the British Navy is avenged!” he cried, and, raising herself, she saw him with the sweat pouring down his face holding out a trembling right hand.

    อยากรู้เรื่องต่อคลิกที่นี่

    แล้วจะเห็นด้วยว่าแม้วูลฟ์จะเกิดปี คศ 1882
    แต่ยังเขียนอะไรได้เดิ้นกว่าหนังสือ how to นี้เยอะ

    25 September

    Day Six: Ceilidh ครั้งแรกของฉัน

    อ่านหนังสือจบไปอย่างเหนื่อย ซุปส่งงานมาให้อ่านเพิ่มอีก ก็สำเร็จดี ชอบห้องสมุดของที่นี่ เงียบดี
    เสร็จแล้วก็ไปฟังสัมมนาที่ Sallies หรือ St Salvator's Quad



    ที่เป็นซุ้มๆ เนี่ยก็เป็นโบสถ์ กะจะไปวันอาทิตย์นี้
    เพราะเป็นมิสซาเปิดภาคเรียนต่อด้วย pier walk ต้องใส่ครุย คงจะเป็นประสบการณ์ใหม่




    เมื่องานเสร็จก็ถึงเวลาออกกำลังกายด้วยการเดินไปตามที่วางแผนไว้ คือ ยี่สิบกว่านาที
    ก็เดินไปจนสุดท่าน้ำ กลับมาเกือบไม่ทันนัดกับเพื่อนชาวเยอรมันชื่อทันย่า และก็อากิเจ้าเก่า

    อะ คงคิดว่าแหล่งบันเทิงของที่นี่คือไนท์คลับล่ะสิ ไม่ใช่ค่ะ คือ ไนท์คลับก็มี แต่มันมีที่เก๋กว่านั้น
    งานนี้เรียกว่า Ceilidh หรือ เค้-หลี่ จริงๆ มันหมายถึงงานชุมนุม งานรื่นเริง สมัยก่อน oral tradition ต่างๆ ก็สานต่อสวยงามด้วยงานนี้แหละ แต่ต่อมามันกลายเป็นเรื่องเต้นเป็นหลักไป
    ตอนแรกก็เออ ดูยาก คงเต้นไม่ได้ แต่คือนักดนตรีบนเวทีก่อนจะเล่นเพลงเขาจะสอนท่าเต้นเดี๋ยวนั้นเลย ก็๋มีเปลี่ยนสับคู่บ้าง เต้นเป็นคู่บ้าง เต้นสามคนบ้าง เป็นกลุ่มบ้าง
    สนุกดี ได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคนทีเดียว แล้วที่จะเล่าขำขันคือเพลงแรกเป็นเพลงต้องเต้นคู่เพื่อนเยอรมันเธอไม่เอาก็เลยออกไปโทรคุยกับแฟน ก็เลยได้เต้นกับอากิ
    ซึ่งมันมี step ที่ต้อง polka คือต้องเหวี่ยงกันและกันในท่าจับลีลาศ แล้วอากิไม่มีแรงเหวี่ยงดิชั้นค่า เต้นไปมาก็สนุกดี
    กลายเป็นว่าเราเป็นฝ่ายเหวี่ยงเขาแทน เขาก็ไม่ได้กระไร กลับบอกว่าดี

    เพลงต่อไปโชคดีมาก คือ ชมรม Celtic ที่จัดมีพวก staff เป็นผู้ชายใส่ kilt ก็เดินมาบอกว่าลองเต้นอันนี้ดูมั้ย จำชื่อท่าไม่ได้แล้ว Canadian อะไรบางอย่าง
    ก็สบายไป เพราะตอน polka เราก็เหวี่ยงตัวเองได้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวไปเหยียบเท้าใครดังเช่นตอนที่เต้นกับอากิ ผู้ชายสกอตจะค่อนข้างสูงและบึกบึน แล้วท่าของประเพณีเขาผู้ชายจะต้อง spring เท้าสูงมาก
    แข็งแรงล่ะ (ซึ่งไม่แปลก ดูจากอาหารการกินและสภาพภูมิประเทศขึ้นเขาลงเขาเป็นว่าเล่น)

    ก่อนจากกันก็มีของฝากให้ทางบ้านเล็กๆ น้อยๆ เสียดายที่ไม่มีใครถ่ายวิดีโอให้ตอนเต้นเอง





     

    Day Five: เดินออกกำลัง และโดนัลด์ เดวิดสัน

    หลังจากรับประทานอาหารมาอย่างหักโหม ดิชั้นก็เริ่มคิดแล้วว่าปล่อยอาหารฝรั่งวนเวียนในท้องไว้อย่างนี้นานๆ คงไม่งาม
    ก็เลยตัดสินใจเขียนตารางบังคับให้ตัวเองออกเดินทางไกล (ประมาณยี่สิบนาที) หลังอาหารเย็นทุกวัน ประเดิมเป็นวันแรกก็เดินออกไปตรงซอยเล็กๆ ข้างหอ
    ก็จะเจอทางเดินเลียบทะเล ตรงไปยังสุดท่าน้ำ
    เดินไปแล้วเดินกลับ ก็รู้สึกว่าค่อยยังชั่วหน่อย ได้คิดอะไรระหว่างทางด้วย โล่งหัวดี
    อยากให้คนที่บ้านและเพื่อนๆ ได้เดินด้วยกัน คงสนุก

    ย้อนเล่าไปตอนกลางวันเจอซุป ก็นั่งคุยกันเรื่องวูลฟ์ กับ proposal ดูนาฬิกาอีกทีอะ ชั่วโมงกว่า ก็ลงมาที่ wine reception พบผู้คนน่าสนใจ
    มีคนสเปนคนหนึ่งชื่อมารีนา มาเรียนป โทด้าน women and gender เก๋มาก กะจะไป sit in ปีหน้า เธอเป็นผู้หญิงร่างเล็ก พูดเร็วมาก จนเกือบจะแยกไม่ออกว่า
    เธอกำลังว่าวภาษาสเปนหรืออังกฤษกันแน่ คุยไปคุยมา ก็รู้ว่าเป็นสาวกของ เจน ออสเตน แล้วก็เป็นนักเรียนปริญญาเอกอยู่ที่สเปน แต่ด้วยความที่เบื่อ อยากเรียนเพิ่ม sheก็พักการเรียนปีนึงเพื่อทำโทอีกใบ (โอ้ แม่เจ้า)
    พูดถึงคนน่าสนใจ (ซึ่งมีเส้นกั้นบางเฉียบนิดเดียวที่คั่นระหว่างความน่าสนใจและความแปลกประหลาด) หรือน่าจะ Eccentric ซี่งแปลว่า out of the centre
    ไม่รู้ว่าทำไมเราลืมเล่าให้ฟังเรื่องเพื่อนที่อยู่ในตึกเดียวกันที่ชื่อ ริชาร์ด

    ริชาร์ดเป็นเพื่อนชาวอังกฤษที่มาเรียนโทด้านIT เป็นผู้ชายหัวล้าน รูปร่างท้วม ใส่แว่น ครั้งแรกที่เจอก็คิดว่าคนๆ นี้เนิร์ดจริงจัง
    แล้วสัญชาตญาณในความประทับใจเมื่อแรกพบก็ ถูกต้องนะคะ ริชาร์ดเป็นเนิร์ด ต้องใช้เวลาเกือบสามสี่วันกว่าเราจะได้รับความไว้ใจจากริชาร์ดให้เป็นผู้ออกปากชวนเขาเดินกลับตึกเวลากินข้าวเสร็จ
    (ซึ่งริชาร์ดจะกินเยอะที่สุดและเร็วที่สุด
    สาเหตุน่ะเหรอ... ก็เพราะเขาบอกว่าอยากจะกินให้คุ้มกับค่าหอที่จ่ายไป ซึ่ง make sense
    แต่สิ่งที่ไม่ make sense คือ Eccentric Excess ไม่ต้องทรมานตัวเองด้วยการกินซีเรียลครึ่งกล่องในเวลาเดียวกัน หรือสเต็กสองชิ้น
    หรือเค้กก้อนเบ้อเริ่มสองชิ้นก็ด้ายยยย กินธรรมดาพอประมาณก็คุ้มแล้ววว) 

    ใน cozy dungeon หรือห้องใต้ดินที่เราไปกินข้าวทุกวัน จะมีประเพณีที่ประหลาดสำหรับคนที่ค่อนข้าง anti สังคม แต่ไม่กล้าที่จะ anti ออกนอกหน้า
    นั่นคือการ "ออกปาก" เพื่อจะได้สามาารถผละออกมาจากโต๊ะหรือบทสนทนา (~และสำเนียง) ที่ชวนเวียนหัวของกลุ่มสาวอเมริกัน

    A: (คิดในใจ) อื่มแล้วอะ แต่ลุกตอนนี้ก็น่าเกลียด
    B: (คิดในใจเหมือนกัน) นั่นสิ
    ผ่านไปห้านาที ทั้ง A และ B เห็นว่าต่างฝ่ายต่างรวบช้อนส้อม เช็ดปาก เตรียมเก็บจาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
    A: หันไปพูดกับ B ด้วยสุรเสียงอันดังให้คนทั้งโต๊ะได้ยิน "I'm done now. Are you coming along?"
    B: (คิดในใจ แต่แสดงออกมาผ่านสีหน้าและแววตา) Thank God!

    แล้วทั้งโต๊ะก็จะพยักหน้าบ้าง ยิ้มให้บ้าง เป็นอันส่งสัญญาณว่าดิชั้นจะไปรับสัญญาณอะไรจากพวกคุณอีก เพราะจะกลับห้องไปทำงานแล้ว เป็นต้น

    ริชาร์ดเกลียดงานรื่นเริงและปาร์ตี้ ไม่ดื่มไวน์หรือเบียร์ แต่นิยมชมชอบ รัมและไซเดอร์
    สามารถอยู่ในห้องทั้งวันเพื่อเล่นเกมส์ชื่อ สปอร์ ที่เวลาเราถามถึงหรือพูดถึงจะเป็นเวลาเดียวที่เห็นความมีชีวิตชีวาหรือความตื่นเต้นในน้ำเสียง
    ว่าสปอร์คือเกมส์การเพาะพันธุ์สปอร์ให้โตมาเป็นสัตว์ประหลาด แล้วรวมกลุ่มกันเป็นเมืองสัตว์ประหลาดออกไปฆ่ากันบ้าง เจริญสัมพันธไมตรีกับกลุ่มสปอร์อีกกลุ่ม
    (แล้วคิดดูพวกเรียนวิทย์กับสิ่งที่เรียกว่า practical มาต่อว่าต่อขานมนุษยศาสตร์ว่า wishy washy หรือไร้แก่นสาร ลอยลม
    ถ้าให้ตื่นเต้นกับสปอร์ ดิชั้นจะตื่นเต้นกับการอ่านอะไรงามๆ จรรโลงใจ มีความสุขกับชีวิต เสียดีกว่ามั้ย)

    พิธีการการ "ออกปาก" เป็นตัวอย่างที่ดีของทฤษฎีการสื่อสารของเดวิดสันที่เชื่อว่าเวลาเราส่งสารเนี่ย มันมีความตั้งใจสามแบบ
    1. Ulterior motive คือ ความต้องการของคนส่งสาร ซึ่งในที่นี้ A ต้องการขึ้นห้องไปอยู่ในบรรยากาศอันเงียบสงบ เช็คเมล์ และฟังเพลง มากกว่าการนั่งเป็นตอไม้ในห้องอาหารหนาวเหน็บ
    2. Force คือ วิธีการหรือน้ำหนักของการสื่อสาร ในที่นี้คือ การเชิญชวนผสม assertiveness เล็กๆ ว่า "เออ B เราขึ้นกันเถอะ...ว่ะ"
    3. Meaning คือ สารที่ผู้ส่งสารคือ A ต้องการให้ B ตีความและเข้าใจ ซึ่งในที่นี้คือ "ชั้นกินเสร็จละ ไปด้วยกันมั้ย"

    ครั้งเวลาผ่านไป เชื่อเลยว่ามันจะมาถึงวันที่เราสองคนแค่มองตากันซักพัก แล้วริชาร์ดก็จะลุกไปหยิบโค้ทเปิดประตู รอให้เราเดินออกแล้วปิดประตู คือ เดวิดสันเชื่อว่าภาษาแม้จะมีกฎหรือเกมส์เนี่ยมันก็เป็นแค่เครื่องมือในการสื่อความตั้งใจในสถานการณ์ที่ concrete คือ "Language depends on communication, not vice versa"
    น่าสนใจมาก

    คราวหน้าถ้า A กล่าวเพียง "Done, Let's" แน่นอน มันผิดแกรมม่า และกำกวม
    แต่สารนั้นก็ยังเข้าใจได้ เพราะมันมี consistency หรือ การแบ่งปันความรู้สึกระหว่าง A และ B ซึ่งเป็น hermit โดยเนื้อแท้ทั้งคู่

    ที่กล่าวถึงเดวิดสันคือแค่อยากจะทบทวนด้วยว่ารู้อะไรบ้างเกี่ยวกับปรัชญาภาษาของเขาคนนี้
    เป็นการปัดฝุ่นที่เคยอ่านและเข้าใจมาวันจันทร์หน้าจะมีบรรยายเรื่องการสื่อสารและตีความในวรรณคดี
    ไว้จะมาเล่าให้ฟังถ้าสาระมันน่าสนใจเพียงพอสำหรับทุกคน

    วันนี้มี PG wine reception ที่ Deans Court ไว้จะพยายามเก็บภาพบรรยากาศถ้าทำได้นะคะ
    ขอตัวไปทำงานต่อค่ะ
    24 September

    Day Four: Induction

    มีสัมมนาที่ภาควิชาทั้งวัน ดีที่ได้รู้จักคนใหม่ๆ ที่จะมาร่วมชะตากรรมกัน ส่วนใหญ่เท่าที่คุยเพื่อนที่ทำเอกมักจะเน้นหัวข้อเชคสเปียร์หรือศตวรรษที่ 18-19 เจอคนอเมริกันคนหนึ่งจะทำเรื่องสั้นอเมริกันร่วมสมัยโดบนักเขียนชื่อไรไม่รู้ ไม่แน่ใจ
    พวกที่ทำวรรณคดียุคกลางก็มีเยอะ และคงต้องลงเรียนวิชา Paleography การแกะลายมือและการอ่าน text โบราณ ซึ่งน่าสนใจมาก อยากเรียนเอง แต่ลายมือของวูลฟ์อ่านไม่ยากเลย
    ทางภาคมีทุนสนับสนุนให้ไปสัมมนาที่อื่น ไปพูดที่สัมมนา และทุนให้ไปจับ manuscript ของเรื่องที่จะทำ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก

    เข้าไปนั่งในห้องรอสัมมนา เพื่อนคนญี่ปุ่นชื่อ อากิ ก็ขอมานั่งด้วย อากิเป็นครูที่ญี่ปุ่น อายุยี่สิบเก้าละ เป็นคนญี่ปุ่นคนแรกที่เรารู้จักตั้งแต่มาถึงที่ St Andrews ภาษาอังกฤษของเขาดีมากๆ แม้ว่าเพิ่งเรียนภาษานี้ตอนอยู่แค่ ม 1 อากิจบโทวรรณคดีที่ยอร์คก่อนจะย้ายมา St Andrews จากยอร์ค เขาจะทำหัวข้อ เบน จอนสัน (มีคนทำเบน จอนสัน 3-4 คนละ ป๊อปมากค่ะ)
    ก็นั่งสัมมนาด้วยกันตั้งแต่สิบโมงถึงบ่ายสาม มีพักอาหารเที่ยง
    พอเสร็จเดินออกมาจากภาค เราสองคนถึงกับต้องไปหาไอติมกินกันเพราะรู้สึกเหนื่อย ระหว่างเดินไปก็ได้คุยกัน ก็ได้รู้จาก อากิ (ซึ่งรู้จากเลขาภาคอีกต่อหนึ่ง) ว่า คนเอเชียในภาคมีเราเพียงสองคนเท่านั้น
    ภาคภาษาอังกฤษได้ตั้งคะแนน IELTS ไว้ค่อนข้างสูง คือต้องได้อย่างน้อย 8 จึงจะมีสิทธิสมัคร อากิก็บอกว่าเขาไม่อยากจะเชื่อว่าเขาเข้าได้
    อากิว่าวันแรกที่เจอเราและรู้ว่าเรามาทำเอกเขารู้สึกดีใจมาก เพราะอยู่คนเดียว เป็นเอเชียคนเดียวในภาคอาจจะรู้สึกเหงาเศร้าอึดอัดได้ เราก็เข้าใจเขานะ ไม่ใช่ว่าเรารังเกียจเพื่อนต่างชาติที่ไม่ใช่เอเชีย
    แต่วิธีการคิดและวิธีการทำงานมันต่างกัน บางครั้งมันก็ดีที่ได้พบคนที่อยู่บ้านใกล้เรือนเคียงในทวีปเดียวกัน มีค่านิยมอะไรใกล้เคียงกันเข้ามาหน่อย

    นี่คืออากิ

    เราไปกินร้านไอติมที่เปิดมาเป็นร้อยปี เป็นไอติม homemade อร่อยมากมาก ไม่สงสัยแล้วว่าทำไมคนจึงฝ่าอากาศอันหยาวเย็นไปเข้าคิดซื้อไอติมร้านนี้



    อาหารเย็นที่ hall วันนี้อร่อยมาก มีสามคอร์สคือ Lentil Soup ต่อด้วย ไก่ highland เป็นไก่เนื้อนุ่มคลุกเกล็ดขนมปังราดด้วยซอสขาวมีเห็ดประปราย เพื่อนอเมริกันชื่อ วิคตอเรีย ซึ่งกินข้าวหมดไปสองจาน (~จริง!) ถึงกับบอกว่าอาหารมันดีเกิ๊น ดีกว่าอาหารที่มหาลัยของเขาตอนเรียน ป ตรีอย่างเทียบกันไม่ได้ จบของคาวก็ตบด้วยของหวานเป็นไอติมวนิลาสองลูกราดซอสชอคโกแลตหรือสตอเบอรีให้เลือกเอา (แน่นอนเราไม่มีเนื้อที่ในท้องสำหรับไอติม แต่เห็นเพื่อนบอกว่าอร่ิอย) ดีที่เมื่อวานตัดสินใจฝ่าความหนาวไปเดินเล่นแถวชายทะเลไม่งั้นแน่นตาย

    วันนี้มีสัมมนา (อีกแล้ว) มีนัดพบซุป และมีปาร์ตี้ไวน์ที่ภาค คงต้องขอตัวไปเตรียมตัวค่ะ (เตรียมลงไปกินข้าวเช้าด้วย โอ้ สมบูรณ์เกิ๊น)
    ไว้พบกันใหม่
    ปล. อยากกินมั้ย
    22 September

    Day Two and Three: ซุปเปอร์ไวเซอร์สามคน และแฮกกิส

    ประเดิมอาหารใน Hall เช้าวันนี้ไม่ค่อยน่าประทับใจด้วยเพื่อนชาวอเมริกันนามเคลซี่เธอตื่นสาย ไปถึง hall เห็ดหมด มันฝรั่งบดหมด เหลือแค่ไข่กับแฮมแห้งๆ ดีที่มีซีเรียลหลายประเภทให้เลือก นมสดอร่อยดี
    แต่ที่ชอบคือชาเพราะรินได้ไม่อั้นและดื่มอุ่นๆ

    ไปรายงานตัวที่ภาค และMatriculate เป็นที่เรียบร้อย กลายเป็นนักเรียนของที่นี่อย่างเป็นทางการ
    เลขาภาคชื่อคุณซานดรา น่ารักมาก ก็มาบอกข่าวร้ายว่าซูซาน เซลเลอร์ส์ เจ้าแม่วูลฟ์และซุปคนสำคัญประสบอุบัติเหตุ ทำให้ไม่สามารถมาคุยเรื่องธีสิสได้ กว่าจะมาก็ปาไปอาทิตย์ที่ 4 เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์ ก็เลยมอบหมายให้ดอกเตอร์เอมมา ซัตตัน ซึ่งโด่งดังมากเพราะทำเรื่อง Music and Virginia Woolf มาเป็นซุปสมทบ กลายเป็นว่าตอนนี้มีซุปสามคน คือ ซูซาน เอมมา และนีล โรดส์ ซึ่งเชี่ยวชาญโพสต์โคโลเนียล คงจะหาโอกาสนี้ไม่ได้อีกแล้วในชีวิต

    ภาคภาษาอังกฤษค่อนข้างหรู ตั้งอยู่ในอาคารชื่อ Castle House และ Kennedy Hall ใกล้ปราสาทและทะเล ตัวอาคารข้างในผนังเป็นสีขาว มีติดรูป poet ต่างๆ เช่น Shelly บ้าง Keats บ้าง ระหว่างรอคิวพบเลชาก็ได้เจอเพื่อนที่กำลังจะทำ phd ด้วยกัน ตยญี่ปุ่นด้วยเป็นผู้ชาย (?) เขาทำศตวรรณที่ 18 เจอคนอังกฤษศิษย์เก่าชื่อ Ross ก็ทำศตวรรษที่ 18 เช่นกัน จะบูมอะไรล่ะ

    เข้าไปในห้องเลขามีรูป Virginia Woolf ใหญ่มากๆๆ สวยงามดี ไปพบอาจารย์ก็นั่งคุยกับอาจารย์จนเพลิน
    รีบวิ่งไปกินข้าวเที่ยงที่ Hall ปรากฎว่าไม่ทัน เก็บไปหมดแล้ว
    ก็เลยไปหาแม่ครัว ทำหน้าน่าสงสาร แล้วบอกว่า หนูมาช้าไปใช่มั้ยคะ เขาเห็นใจก็เลยตักแมคคาโรนีกับชีสพร้อมขนมปังกระเทียมอันใหญ่เบ้งๆ มาก มาให้
    ก็อร่อยดีนะ ไม่น่าเชื่อว่าอาหาร hall จะดีมากๆ แม่ครัวและพนักงานใจดี

    ตอนบ่ายๆ มีเปิดให้ลองอาหารประจำชาติสกอตแลนด์ด้วยราคาย่อมเยามากๆ
    และแม้ตอนนี้ผ่าน Burns Night/Burns Supper วันที่ 25 มกรา (25 มกรา 1882 วันเกิด Woolf ด้วย)
    มานานแล้ว ก็ยังสามารถลิ้มลองแฮกกิสหรือไส้กรอกเครื่องในหมูเละๆ กินกับมันฝรั่งเละๆ
     
    กินไปสองสามคำก็โอเค พอค่ะ
    ที่ชอบก็คือ flapjacks มันเป็นคล้ายๆ บิสกิตสอดไส้ผลไม้แห้ง เคี้ยวเพลินดี




    พอกินเสร็จก็อะ หมดแล้วเหรอ แล้ว Scotch Whisky ที่รักล่ะ ก็รี่ไปถามนักเรียนที่เสิร์ฟอาหาร เขาก็ว่าพรุ่งนี้ค่ะ (คงคิดในใจว่าจ่ายปอนด์กว่าๆ จะเอาวิส สะ กี้ ด้วยเรอะ อีนี่)
    พรุ่งนี้มีไม่อั้นเสียด้วย ก็ look forward

    ตอนนี้ก็กำลังรอเวลาอาหารเย็น รู้สึกว่าจะเสิร์ฟ 3 คอร์ส ไว้จะมาเล่าทีหลังนะว่าเป็นไง วันนี้ไม่ได้เอากล้องไปถ่ายูปเพราะมัวแต่ยุ่งกับเรื่องของภาค
    ไว้ติดตามตอนต่อไปละกันนะคะ






    21 September

    Day One: ปลอดภัยไร้กังวล

    การเดินทางราบรื่นดี เหนื่อยนิดหน่อยเพราะมันยาวนาน นั่งจากกรุงเทพไปลอนดอน จากลอนดอนไปเอดินเบอระ แล้วจากเอดินก็นั่งรถไป st andrews เข้ามาก็เห็น Old Course สวรรค์ของนักกอล์ฟเลย สวยมากๆ
    ทีนี้การเดินทางค่อนข้างจะทุลักทุเลและหวาดเสียวตรงที่รถที่มหาลัยจัดเตรียมนั้นมันบรรทุกกระเป๋าได้น้อยมาก
    เราก็เป็นหนึ่งในฝูงแกะที่ถูกต้อนขึ้นไปมองกระเป๋าตัวเองด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ระหว่างที่คนขับบอกว่าจะส่งกระเป๋าตามมาทีหลังตอนบ่ายสองโมงครึ่ง พอถึงเวลาก็รอไปสิคะ
    รอสักครึ่งชั่วโมง ถ่ายรูปซากวิหารแถวหอ ก็โทรไปเร่ง สำเนียงก็ฟังยากมากค่ะ แต่ค่ดว่าสักปีก็คงจะติดมา 555 น่ารักดี

    สุดท้ายกระเป๋ามาสี่โมง โอ้ กว่าจะ settle down แต่ก็ดีแล้วที่ทุกอย่างเรียบร้อย ที่ภาคส่งงานมาให้ทำทันที

    เห็นห้องครั้งแรกก็รู้สึกดีนะ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
    ชินกับเตียงนอนเล็กๆ สบายดี

    เปิดม่านมาก็จะเห็นถนน แล้วก็ซากวิหาร แล้วก็.... หลุ่มศพเรียงรายยยยยย



    แต่ทางเดิน corridor สิ โอ้โห้ เสียงเอี้ยดอ้าดๆ ไม่รู้ใครเดิน (เพราะยังไม่มีใครมาอยู่ห้องข้างๆ ค่า)
    แต่ก็นะ "มนุษย์เราสามารถทำตัวให้ชินกับทุกอย่างแม้กระทั่งตะปูในรองเท้า" นี่อ่านเจอจากนักเขียนชาวแคนาดา-สกอตชื่อ Alistair McCleod คนนี้แหละ  ชอบอ่ะ


    ก็พยายามจะไม่กลัว แข็งใจออกไปครัวบ้าง เข้าห้องน้ำบ้าง ต้องทำซ้ำๆ จะได้หายกลัว

    วันจันทร์ก็จะได้ลิ้มลองอาหารของ hall คือต้องข้ามถนนไปกินที่ห้องใต้ดินในตึกนี้


    ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นไง แต่ที่ดีคือจะได้เจอเพื่อนมนุษย์บ้าง นี่พิเศษสำหรับเอ๊กซ์ ประชากรนักเรียนชายที่นี่เยอะมากค่ะ แล้วก็หน้าตาดีมากๆ สมคำร่ำลือ:)

    พอแค่นี้ก่อนละกันนะ วันนี้จริงๆ มี walking tour โดยนักเรียนป ตรีครุยแดง
    (ของเรา postgrad ใส่ครุยดำ ส่วน undergrad ใส่สีแดงกันเพราะสมัยก่อนนักเรียนขอบไปดื่มเหล้าในผับ ก็บังคับใส่จะได้รู้ว่าไม่ควร serve เหล้าให้ใคร เป็นต้น
    แต่ครุยดำไม่เกี่ยวนะ 55555)

    จะบอกว่าคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ
    ไม่ปล่อยให้จิตตกนาน และตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่
    คิดถึงทุกคนนะ
    ไปละ:)

    15 September

    ของฝากก่อนจากกัน

     
    เพื่อนเซนต์ฟรังฯ คงจะพอจำกันได้ว่าเมื่อประมาณแปดเก้าปีที่แล้วเราได้เขียนเพลง Till the End of Time (The Convivialite Song) เป็นเพลงประจำรุ่น ชื่อรุ่น Convivialite ซึ่งออกเสียงยากไรล่ะ
    (กลายเป็นว่าทุกคนพากันเรียกสั้นๆ ว่า "กองวิวิ" และชื่อแปลกพิลึกอย่างนี้ลองทายสิว่าบุคคลที่แปลกพิลึกผู้ใดเป็นคนตั้ง surprise surprise) ทำนอง เนื้อร้องได้มาอย่างรวดเร็ว จำได้ว่าหลังทำการบ้านตอนเย็น สามชั่วโมงก็ได้ทั้ง line เปียโน และเนื้อร้อง ซึ่งไม่มีการแก้อย่างใด (ไม่ได้จะบอกว่าเก่งหรือสวย ที่ไม่มีการแก้เพราะถ้าแก้แล้วจะเสียทั้งหมด แล้วมันขี้เกียจ) เปล่าค่ะ ไม่ใช่ mozart ที่ไหน ก็ที่มันเขียนได้เร็วก็เพราะอารมณ์ตอนนั้น อายุ 16 17 เตรียมสอบเอนท์ รู้ว่าอีกไม่นานจะพบกับความเปลี่ยนแปลง และต้องปิดฉากวัยเด็กอันแสนหอมหวาน บอกลาวันเวลากับเพื่อนที่เห็นกันมาตั้งแต่อนุบาลและประถม
    มันย่อมหวั่นไหวเป็นธรรมดา

    ตอน bye nior เพื่อนอักษรคงจะพอจำได้ว่าโน้ต ศรัณย์ มันร้องไว้ดีแค่ไหน และเพลงที่ร้องดีดีมันฟังกี่ครั้งก็จะจำช่วงเวลาที่ได้ยินครั้งแรกได้เสมอ
    (เปรียบเสียงโน้ตเป็น เสียงของ Abba ที่เวลาพ่อแม่พวกเราได้ยินก็จะลุกขึ้นมาเต้นบ้างล่ะ ฮัมตามบ้าง และส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงช่วง 70s ที่ตัวเองใส่กางเกงขาม้า ผู้หญิงใส่ hot pants
    หรือ ชุดที่เวลาจะปัสส่าวะต้องถอดทั้งตัว)

    ต่อ

    เป็นธรรมดาที่คนเราจะหวั่นความปลี่ยนแปลง แต่จริงๆ ประสบการณ์จะสอนให้รู้ว่าความเปลี่ยนแปลงมันไม่กัด ไม่ฆ่าเราหรอก
    อย่างในกรณีนี้ ที่จะสื่อตอนนั้นคือ จะบอกตัวเองไม่ให้กลัว เพราะตราบใดที่เรามีเครื่องมาย้ำเตือนไม่ให้ลืมตัวตนของเรา
    เราจะฝ่าฟันอะไรในชีวิตได้ทุกอย่าง และบรรดาเพื่อนฝูงก็เข้ามาตรงนี้แหละ คนในชีวิต ทั้งคนที่มาร้ายและมาดี
    (ประสบการณ์ก็จะสอนอีกน่ะแหละว่าไม่มีอะไรที่ร้าย pure จริงๆ มันมี something good ในทุกอย่างนั่นแหละ)
    คนพวกนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของคนที่เราเคยเป็น คนที่เราเป็นอยู่ และคนที่เราจะเป็นในอนาคต รวมกัน

    และคนพวกนี้แหละที่ทำให้ชีวิตมันน่าอภิรมย์ยิ่งนัก So this is for you and you know who you are

    ปล คนที่ไม่มีรูปใน clip อย่าน้อยใจไป ใช้รูปเฉพาะที่มีในคอม และแม้เป็นอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องพูดไรมากเนอะ รู้ใจกันอยู่แล้ว กริ๊บกริ้ว

    Bye Bye Bye Bye

    10 September

    กลับมาเยือนที่เดิม - ขออัพเดตก่อนไป

    กลับมาเยือนที่เดิม - ขออัพเดตก่อนไป



    เอาล่ะ ห่างหายการเขียนบลอคมานานมากๆ นานจนเมื่อคิดกลับมาเขียนใหม่ก็รู้สึกว่าเขียนฝืดกว่าเดิมแฮะ
    อาจเป็นเพราะช่วงนี้ที่ได้พักผ่อนเนี่ยไม่ค่อยได้ทำไรมาก งานการที่ติดพันก็เคลียร์หมดทุกอย่าง
    เหลือเพียงจัดกระเป๋า
    และเตรียมตัว ทำใจ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด

    ผู้ที่ติดตามและใจดีถามใถ่ความเป็นมาก็คงจะทราบว่าเราได้กลับมาพักหายใจ เปลี่ยนที่เรียน และทำอะไรจิปาถะต่างๆ รวมเป็นระยะเวลาหนึ่งปี
    และหนึ่งปีนั้นก็ไวมาก จะใช้ภาษา cliche ก็คือ ไวเหมือนโกหก

    ทุกวินาที เสี้ยวอณูร่างกายคนเราก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ
    (หลักฐานคือรอยย่นและรอยดำเมี่ยมแถวรอบๆ ดวงตาดิชั้นเอง)
    และสำหรับปีนี้ ก็เป็นการปิดฉากการพักผ่อนที่สมบูรณ์ เพราะได้ประสบอะไรมามากมาย ทั้งร้ายทั้งดี ทั้งเศร้า ตลก และน่าสนใจ
    (การเมืองไทยคือตัวอย่าง)
    ได้เที่ยวบ้าง ได้กินอะไรที่ชอบ
    (หลักฐานคือห่วงยางไขมันที่สะสมสวยงามตรงบริเวณสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าหน้าท้อง)
    ได้สวีทกริ๊บกริ้วEmbarrassedEmbarrassed
    แต่ที่สำคัญคือได้อยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อน ได้ทำงานที่ชอบ

    สำหรับผู้คนที่เราอาจจะดูละเลยไม่ไปหา เนื่องด้วยภารกิจติดพัน เราก็อยากจะ update หน่อยว่าเรากำลังจะไปเรียนต่อแล้ว
    (พอเข้าไปลาหมอฟันว่าจะไปเรียนต่อ ก็อุทานด้วยความตกใจ สายตาตื่นตระหนก นี่จะเรียนไปถึงไหนคะ ดิชั้นได้แต่ก้มหน้าและตอบเสียงอู้อี้ว่า ทั้งชีวิตค่ะหมอ ทั้งชีวิต
    เปล่าหรอก ไม่ได้จะ sentimental หรือ drama
    เจ็บฟันต่างหาก ถอนฟันคุดไปสองซี่โตๆ รากยักษ์ล่ะ)

    ต่อ

    เราจะไปเรียนต่อที่ St Andrews ประเทศสกอตแลนด์


    (แล้วเป็นมั้ย ใครที่ไปเรียน st andrews บ้างคะ ที่เวลาบอกว่าจะไปเรียนที่นี่กับคนทั่วไปเนี่ย จะมีปฏิกิริยาสองแบบ
    ก คุ้นๆ นั่นเป็นที่ที่เจ้าชายวิลเลียมไปเรียนหนิ ไปถึงแล้วฝากกอด ฝากจุ๊บ หรือ .... ด้วยนะ และส่วนใหญ่มักเป็นเพื่อนกระเทยที่คิดว่าตัวเองสวยแต่จริงๆ ไม่
    ซึ่งเราจะมองอย่างเหยียดมุมปากนิดๆ แล้วตอบว่า จบไปแล้วย่ะ แล้วแค่เจ้าชายไปเรียนคิดว่ามันสำคัญนักรึ
    แต่ก็มาแอบกระหยิ่มในใจ

    ข นี่มันเมืองแห่งกอล์ฟหนิ แล้วยิ้มเหยียดตรงมุมปากนิดๆ ใส่เรา และถามว่ารู้บ้างมั้ยน่ะ ไปถึงต้องหัดตีกอล์ฟนะ ไม่งั้นเสียชาติ... ซึ่งเขาก็มี point
    แต่กีฬาคนรวยนี้ดิชั้นไม่สันทัดเท่าไหร่ เพราะแม้รสนิยมจะสูงแต่งบนั้นก็จำกัดซะทุกทีไป 555 เอาเถอะ ไปถึงจะลองสักตั้ง)
     
    และครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ยาวนานจริงๆ คือ ปริญญาเอกประมาณ 4 ปี
    จะออกเดินทางวันศูกร์หน้าแล้ว เร็วมะ
    หอพักที่จะไปอยู่ชื่อ Deans Court ซึ่งเป็นหอที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุด (สร้างสมัยศตวรรษที่ 12)

    ต้องกินข้าวใน "cozy dungeon" นี้ทุกจันทร์ถึงศุกร์ วันละสามมื้อ

    แล้วที่สำคัญคือ (ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมต้องส่งใบปลิวมาบอกเรา คงคิดว่าเก๋)
    ที่สำคัญคือ
    มันมีผีค่ะ

    ไม่พอค่ะ ยังมีนี่อีก quote "
    There is a courtyard (rumoured to be haunted by a dog), a well, and a lovely garden."

    ช่างเป็นการนำสิ่งที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ในเชิงความหมายมาไว้ในประโยคเดียวกัน

    ประหนึ่งข้อความที่ว่า "อีต่อนี่ดีเนอะ เสียอย่างเดียวคือ เลว" เป็นต้น

    ขอ update ต่อว่า ด้วยความที่อยากจะบันทึกเรื่องราวที่นั่นเก็บไว้เป็นความทรงจำส่วนตัว ประกอบกับอยากเขียนบรรยายเรื่องเป็นจดหมายกลายๆ ให้ที่บ้านและเพื่อนสนิทมิตรสหายได้รับรู้ว่า
    ไปทำอะไร ไปเห็นอะไรมาบ้าง ก็ตัดสินใจปลุกบลอคนี้ให้กลับมามีชีวิตใหม่
    ใครที่เคยอ่านบลอค warwick คงพอเข้าใจว่าเป็นอย่างไร

    สุดท้ายนี้ก็อยากจะขอความกรุณาเข้ามาอ่าน เม้นท์ เยอะเย้ย ให้กำลังใจ ถากถาง ได้ตามใจชอบ
    (ระดับภาษาจะเป็นอย่างไรก็ไม่ว่า ขึ้นอยู่กับชาติตระกูลอะนะ อันนี้ specific ให้เพื่อนโต๊ะตายายปากหมาทั้งหลาย)

    ไว้เจอกันที่สกอตแลนด์นะท่านผู้อ่าน:)
    I will miss you all
     จริงๆ นะ