Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
30 August Day 304-341: สองร่างDay 304-341: สองร่าง เมื่อสองสามวันที่แล้ว มีคนตั้งคำถามที่สำคัญถึงสองคำถาม 1. ทำไมถึงมีคำเรียกเหล้าว่า น้ำเปลี่ยนนิสัย (เพราะฉาก ณ ตอนนั้นคือผับเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองมหาลัยเก่าแก่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้) 2. ไ่ม่เข้าใจว่าวรรณคดีเขาทำธีสิสกันอย่างไร (เพราะฉากคืองานเลี้ยงแสดงความยินดีเด็กปริญญาโทที่เขียนดิสเซอร์ส่งสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย) จะบอกว่าคำถามสองข้อ link กัน จะเชื่อมั้ย ไม่เชื่อก็คอยดู ปุจฉา 1. น้ำเปลี่ยนนิสัย และมีคนบอกว่าสำนวนควรจะเป็นน้ำ "เปลี่ยน" หรือ "ปลดปล่อย" นิสัยกันแน่ ถ้าเปลี่ยน ก็แสดงว่านิสัยใหม่ๆ มันสร้างขึ้นมาเห็นๆ ต้องโทษเหล้า ถ้าปลดปล่อย ก็แสดงว่านิสัยดังกล่าวมันอยู่ข้างในตัว เหล้าเป็นแค่ทวารบาลเปิดประตูสู่อิสรภาพ ต้องโทษคนที่ดื่มไม่บันยะ การดื่มเหล้าก่อให้เกิดหลายสำนวน ที่เป็นที่รู้จักในภาษาละตินคือ In vino veritas "ความจริงอยู่ในไวน์" แปลกที่แม้มีสำนวน "น้ำเปลี่ยนนิสัย" หลายคนก็ยังคงคิดว่าเหล้าทำให้การยับยั้งใช้สติมันเลือนหายไปในสารบบสมอง ควบคุมตัวเองไม่ได้ คือคิดว่าเหล้าปลดปล่อยสิ่งที่ซุกซ่อนออกมาในซอกหลืบของใจ ภายใต้หน้ากากของมารยาท (มารยาทเป็นสิ่งสร้าง) เมาแล้วเต้นโจ๊ะทั้งที่ก่อนดื่มเรียบร้อยติ๋ม ร้องไห้ทั้งที่ก่อนดื่มดูมีความสุข ร่าเริงเล่นตลกคาเฟ่ เสียสติยิ่งกว่าตอนก่อนดื่ม (ซึ่งขำอยู่แล้ว) ฟรอยด์คงจะชอบใจ เพราะความคิดดังกล่าวกำลังจะบอกว่าเหล้ามันเปิดโอกาสให้เราเห็น Id ดิบๆ ของคน ไม่น่าแปลกที่เราเห็นทวิลักษณ์ dualism ใจ-กาย mind-matter ในความเชื่อต่างๆ เช่นที่ชัดเจนคือ ควรงดเว้นการดื่ม (กาย) เพื่อนิสัยต่างๆ จะได้ไม่ต้องมีการ "เปลี่ยน" หรือ "ปลดปล่อย" นิสัย (ใจ) สมติฐานว่า กายและใจแยกกันไม่ได้ หากกายไม่บริสุทธิ์แล้วใจก็คงเป็นเช่นนั้น เป็นสมมติฐานที่แพร่หลายหรือไม่ กายและใจเป็นขั้วคู่ตรงข้ามที่ผูกโยงสัมพันธ์กัน และบ่อยครั้งเรา (~ความคิดที่สังคมหล่อหลอมส่งต่อมาโดยที่เราอาจไม่เคยคิดตั้งคำถาม) มักให้ค่าขั้วหนึ่งมากกว่าอีกขั้วหนึ่ง ใจและสมองสำคัญกว่ากาย กายเป็นแค่เปลือกนอก เป็นต้น ทำให้นึกถึงเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้สวยมาก และเธอชอบมาบ่นกลุ้มใจไม่รู้ว่าทำไมผู้คนชอบสันนิษฐานว่าเธอไม่ฉลาด stereotype บิมโบ ความงามจูงมือมากับความไม่ฉลาดนี้ มันน่าตั้งคำถาม เพราะปกติเราก็คงเึคยได้ยินว่าหากกายงาม ใจ/ปัญญาก็มักจะงามด้วย นี่เพราะเราให้ค่าปัญญามากกว่าอีกขั้ว (บางคนก็ว่าผู้คนที่ออกมากล่าวหาเพื่อนคนนี้ อิจฉา ก็เป็นเรื่องของกิเลสไป) เพื่อนคนนั้นยังต้องแบกตราบาปของสิ่งสร้างนั้นจนถึงวันนี้ ทวิลักษณ์กาย-ใจเป็นสิ่งสร้าง มันเป็นฐานของปรัชญาความคิดของเรามานานจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของสารบบแล้ว น่าสนใจที่โธมัส มอร์ ในคราบของราฟาเอล นอนเซนโซ ในยูโทเปีย บอกไว้อย่างน่าฟังว่าคนในรัฐอุดมคติ(ที่ทั้งมีหรือไม่มีจริง)อย่างยูโทเปีย (Utopia มาจาก คำกรีก Utopos and Eutopos แปลว่า "good place" และ "no place" เป็นขั้วความหมายที่ดึงกันไปมา) เวลาคนสองคนจะแต่งงานกันเนี่ย ต้องเปลื้องผ้าดูตัวกัน เหตุผลเพราะเรื่องกายและใจสำคัญเท่ากัน เวลาเราเลือกม้าเนี่ยยังดูแล้วดูอีก นับประสาอะไรกับการเลือกคู่ชีวิต เราต้องได้ดูทั้งใจและกายเสมอกัน และแม้มอร์จะเขียนประชดสังคมอังกฤษ/ยุโรป สมัยทิวดอร์ แต่เราก็ว่าเป็นความคิดที่น่าสนใจเพราะมันปลุกให้เราตั้งคำถามสิ่งที่เรารับมาโดยไม่คิด ซึ่งนำมาสู่ ปุจฉา 2 หลายคนถามว่าไม่เข้าใจว่ามนุษยศาสตร์ ไม่สิ การเรียนวรรณคดี เขาจะเรียนกันอย่างไร เขียนวิทยานิพนธ์อย่างไร เพราะศาสตร์อื่นมีสถิติตัวเลข มีเซอร์เวย์ มีผลการทดลองเป็นเนื้อเป็นกระดูก มันเป็นสิ่งที่อธิบายลำบาก ยากมากที่จะทำให้เห็นภาพ (ผู้ที่เรียนมาอย่างเราก็คงจะเข้าใจ) เพราะโลกวัตถุนิยมของเราดันแบ่งขั้วตรงข้ามกาย-ใจ และให้ค่ากายมากกว่าใจ บางทีคนที่พยายามอธิบายว่ามนุษยศาสตร์คือใจ ส่วนศาสตร์อื่นคือ กาย ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะยังเป็นการจรรโลงการแบ่งนั้นๆ อยู่ดี ไม่ได้ท้าทายตั้งคำถามแต่อย่างใด เราคงจะบอกได้ว่าการเรียนผลงานของจินตนาการ อารมณ์ของคนไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด (รวมไปถึงประวัติศาสตร์และปรัชญาที่สะท้อนมาให้เห็นในงานเขียน) ทำให้เราเห็นว่าคุณค่าทางสังคมมันเปลี่ยนไปมา มีวิวัฒนาการ แม้คำว่าความจริง หรือ ประวัติศาสตร์ (~ที่คนมักนำไปผูกโยงกับคำว่า "~ความจริง") ปรัชญา การแบ่งศาสตร์เป็นวิทย์หรือศิลป์ ล้วนมีที่มา เติบโต เราควรจะตั้งคำถาม ศึกษาให้ดี ทดลองสังเกตเหมือนมันเป็นสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งเหล่านี้สอนให้เรารักชีวิต รักมนุษย์ และรักศาสตร์ทุกศาสตร์ รักมนุษย์ เพราะคิดดูสิคนเราเกิดมา ชีวิตสั้นนิดเดียว ก็ต้องคอยออกแรงแหวกพวกสิ่งสร้างต่างๆ เพื่อค้นหาว่าอะไรคือความสุขของตัวเอง โลกนี้เงินอาจดูเป็นคำตอบ แต่ก็เหมือนหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ เงินเป็นแค่ปัจจัย เป็นสิ่งสร้างที่บังเอิญสังคมแปรเป็นค่าใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของ บางคนทำงานมานาน พอถามว่าสนุกมั้ย มีความสุขมั้ย กลับพูดไม่ออก รักชีวิต เพราะชีวิตไม่ได้หมายความว่าจำนวนปีที่เราอยู่บนโลก แต่เป็นโอกาสที่จะได้สร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามอย่างงานเขียน งานศิลปะ สวยงามซึ่งล้วนเป็นเครื่องมือขุดเหมือง ช่วยให้เราค้นหาว่าความสุขคืออะไร แทนที่จะติดร่างแหสิ่งสร้างเและวนเวียนอยู่กับความทุกข์ การยึดมั่นถือมั่น ถ้าไม่มีชีวิต ก็ไม่มีความงาม รักทุกศาสตร์ เพราะเห็นความงามในทุกศาสตร์ความรู้ ขาดสิ่งเหล่านี้ไป ศิลปะก็จะไม่เกิด ขาดศิลปะ ศาสตร์ต่างๆ ก็จะไม่เกิดและเติบโต ยากที่จะตอบแบบนี้ท่ามกลางวงเหล้า หรือท่ามกลางงานเลี้ยง จะให้สรุปสั้นๆ คือนักอักษรศาสตร์ (เพราะคงไม่มีผู้ใดอีกแล้ว) จะคอยเป็นผู้ที่ nag annoy ตั้งคำถามและชี้ให้เห็นว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เราสะดวกใจจะคิด เช่น ไม่ได้มี กาย-ใจ เป็นทวิลักษณ์อย่างที่เข้าใจกันมาตลอด หากสามารถเป็นกาย-กาย และจำเป็นต้องมีสองปัจจัยเพราะคนเรามักจะเข้าใจอะไรเป็นทวิลักษณ์ เช่น เข้าใจว่าอะไรเรียกว่าสีขาว เพราะเข้าใจว่าตรงข้ามกับสีดำ ความชั่วและความดี และที่เป็นปัญหาคือ ทวิลักษณ์ หญิงและชาย เวอร์จิเนียวูลฟ์เป็นผู้ที่ออกไอเดียว่าเรามีสองร่าง social body และ visionary body ร่างทางสังคม คือร่างกายที่สังคมมองและกำหนด slot เหมือนการแยกประเภทจดหมายสอดใส่ตู้ว่าอยู่ใน category ใด เช่น ชาย หรือ หญิง ดี หรือ ชั่ว เรามักจะให้ค่าร่างกายประเภทนี้มากกว่าอย่างที่สอง นั่นคือ ร่างกายที่ตัวเราเท่านั้นมองเห็น ร่างกายที่สังคมเอื้อมไม่ถึง ไม่สามารถนิยาม จับเราใส่กรอบสิ่งสร้างต่างๆ ได้ และร่างกายนี้แหละที่วูลฟ์ว่า เป็นร่างกายที่จะตั้งคำถามและล้มล้างทุกสิ่ง และเปิดโอกาสให้ขั้วตรงข้ามที่ถูกสังคมกดทับมานาน เช่น สิ่งมีชีวิตที่สังคมเรียกว่า "ผู้หญิง"ได้มีพื้นที่เป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่ผู้หญิง แต่รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่สังคมไม่อาจหรือไม่กล้านิยาม เพราะเกรงใจศีลธรรม ที่นิยามได้ก็ใช้คำว่า "รักร่วมเพศ" ซึ่งเป็นคำที่ไม่ค่อยเก๋เท่าไหร่ เพราะคิดแคบๆ ว่า เพศ จะนิยามโดยอวัยวะหรือความต้องการ ทั้งที่ลืมไปว่าจริงๆ แล้วมนุษย์เรามันซับซ้อนกว่านั้น ซ้ำสังคมยังใช้สถาบันการแต่งงานและครอบครัวเป็นตัวปิดกั้น ให้ค่าร่างกายทางสังคมมากกว่า ที่วูลฟ์พยายามบอกว่าศึกนี้เป็นร่างกาย vs ร่างกาย ไม่ใช่ร่างกาย vs จิตใจ อย่างที่เรามักจะคิดกัน เนี่ยก็เพื่อจะลบล้างทวิลักษณ์ mind-matter ซึ่งคนมักแหะป้ายว่า สิ่งใดมีความเป็นชาย หรือความเป็นหญิงมากกว่ากัน ที่สำหรับเราสะท้อนมาในคำกล่าวที่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชายเนี่ย คือต้องมีผู้หญิง ดูเหมือนจะให้เกียรติ แต่จริงๆ ยังจรรโลงอำนาจชายเป็นใหญ่อยู่ดี Mrs Ramsay ตัวละครใน To the Lighthouse รู้สึกได้ถึงความสุข (บางคนก็วิเคราะห์ว่าสุขสม) ในขณะที่มองแสงจากประภาคาร เป็นความสุขของร่างกายที่อยู่นอกสังคมบัญชา ในขณะนั้นคำว่า Mrs ไม่มีความหมาย ร่างกายของคนที่เป็นภรรยาและแม่ มลายไป but for all that she thought watching it with fascination, hypnotised, as if it were stroking with its silver fingers some sealed vessel in her brain whose bursting would flood her with delight. she had known happiness, exquisite happiness, intense happiness, and it silvered the rough waves a little more brightly, as daylight faded and the blue went out of the sea and it rolled in waves of pure lemon which curved and swelled and broke upon the beach and the ecstasy burst in her eyes and waves of pure delight raced over the floor of her mind ad she felt, it is enough! it is enough! Rhoda ตัวละครในเรื่อง The Waves เป็นตัวอย่างของกรณีที่ร่างกายทางสังคมบีบบังคับให้ต้องจบชีวิต I will pick flowers; I will bind flowers in one garland and clasp them and present them--Oh! To whom?... To whom shall I give all that now flows through me, from my warm, my porous body? ถามว่า to whom ก็เพราะเธอไม่ได้ชอบผู้ชาย ไม่ได้อยากเป็นภรรยา ไม่ได้อยากเป็นแม่ ไม่สามารถ fit in สวมบทบาทภรรยาและแม่ บทบาทและอัตลักษณ์ของผู้หญิงที่สังคมต้องการและนิยาม เพราะอัตลักษณ์อื่นๆ เช่น การรักคนโดยที่ไม่ได้คำนึงเรื่องเพศ มันไม่ exist ในสังคม แต่วูลฟ์ก็บอกว่าไม่ได้ให้ค่าร่างกายใดเหนือร่างกายใด เพราะการที่ Rhoda ตัดสินใจฆ่าตัวตายก็เพราะร่างสองร่างไม่ได้ประนีประนอมกัน Rhoda อาจจะยังมีชีวิตอยู่หากเธอสามารถเห็นคุณค่าในตัว พยายามสร้างพื้นที่ให้ตัวเองยืนอยู่ได้ในสังคม เธออาจจะมองโลกอย่างเข้าใจ มองว่าคุณค่าเป็นสิ่งสร้างและไม่ยึดติดยอให้คุณค่าผลักให้เธอลงเหว อยู่กับร่างสองร่างอย่างมีความสุข ความคิดดังกล่าวของวูลฟ์สะท้อนมาในความต้องการที่จะล้มล้าง Romance plot แนวการเขียนที่เราเห็นได้ตั้งแต่ในการ์ตูนดิสนีย์หรือในละครน้ำเน่าของไทย เรื่องชายหญิงจีบกันเพื่อแต่งงาน ในรูปของนวนิยาย การเขียนประวัติศาสตร์ และชีวประวัติเนี่ย วูลฟ์ไม่เห็นด้วยกับการเขียนเรียงตาม sequence อะไรเกิดก่อนกัน การพยายามจะสร้าง narrative ทางประวัติศาสตร์ สรุปเหมารวมชีวิตคนๆ หนึ่งในหนังสือเล่มเดียว และบอกทุำกคนว่านี่คือ TRUTH อะไรเล่าคือ truth วูลฟ์พยายามจะบอกเรา ในเมื่อเรามีสองร่าง อีกร่างเป็นร่างที่สังคมบัญญัติ และเป็นร่างที่ Romance Plot ยินดีรับไว้ในอ้อมกอด อีกร่างเป็นร่างที่ไม่มีใครรู้นอกเหนือจากเรา เป็นกายที่มองเห็นจับต้องได้จริง และการประนีประนอมระหว่างร่างสองร่างนั้นเล่า ความสุขเล่า ใครกันจะสามารถรู้่และคอยวัดคุณค่าทางสถิติ หรือทดลองในห้องทดลองได้ และพอเราคิดมาถึงจุดนี้ เราก็ดื่มจนหมดไพน์เสียแล้ว และ (แอบ) หัวเราะในร่างอีกร่างของเราคนเดียว เพราะจริงหรือไม่ที่ภาษาเท่านั้นที่จะสื่อให้ศาสตร์ทุกศาสตร์เข้าใจกัน คำถามของวูลฟ์ "Who shall measure the heat and violence of the poet's heart when caught and tangled in a woman's body" ซึ่งจริงๆ ก็กินความถามไปถึงว่า Who shall measure the human heart? ใครเล่าจะตอบได้ ถ้าไม่ใช่ นักวรรณคดี |
|
|