Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    23 June

    Day 223-271: สัมมนาวูลฟ์และผจญภัยเดินบน highway ของ Sussex

    Day 223-271: สัมมนาวูลฟ์และผจญภัยเดินบน highway ของ Sussex

    ยังค่ะ ยังไม่ถึงจุดจบ
    ยังมีชีวิตอยู่ดีค่ะ เพียงแต่งานมากมายประกอบกับเดินทางอย่าง hardcore หนักหน่วงช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
    สัมมนาที่นิวยอร์คสนุกมาก เดินเข้าไปแรกๆ ก็หวั่นใจเพราะเห็นผู้มาเข้าฟังเป็นอาจารย์ที่เราเคยอ่านงานของท่านมาทั้งสิ้น
    มี ลอรา มาร์คัส ที่เขียน critical analysis ของวูลฟ์เรื่องต่อเรื่อง อานา สเน็ธ ผู้บุกเบิกดูสถานที่ในวูลฟ์ เดวิด เอเบอร์ลี ผู้บุกเบิกวิเคราะห์ Flush
    มีเจน โกลดฺ์แมน ที่เขียนเรื่องวูลฟ์กับสัตว์ ชื่อของทุกท่านอยู่ใน lit review เกือบทั้งสิ้น ผู้เข้ามาฟังก็ดูซีเรียสมาก

    หวั่นๆ แต่หวั่นไปทำไมก็ไม่ทราบ
    ผิดคาด ทุกคนอัธยาศัยดีมาก และที่สำคัญ (~ลืมไปได้อย่างไร) ทุกคนรักวูลฟ์

    ไม่ใช่เวอร์จิเนีย มนุษย์ปุถุชน ที่เราผู้อ่านสามารถเห็นร่างเค้าความคิดรางๆ ในอนุทิน อย่างเดียว
    ไม่ใช่เวอร์จิเนียไอคอนทางวัฒนธรรมที่มีคนพิมพ์ลงเสื้อใน ray ban
    ไม่ใช่เวอร์จิเนีย หญิงที่เดินลงน้ำ อย่างเดียว
    ไม่ใช่เวอร์จิเนียในงานเขียน review หรืองานนิยาย

    แต่เหมาทั้งหมด
    และรักรวมไปถึงคนที่รักวูลฟ์ด้วยกันด้วย รู้สึกอบอุ่นมาก และต้องการจะไปประชุมอีกครั้งปีหน้า แม้จะเป็นที่เคนตักกี้ก็ตาม
    (ปลอบใจตัวเองว่าสองปีข้างหน้าจัดที่กลาสโกว์)

    ผู้ฟังมีหลากหลาย และที่ชอบมากคือมี Common Reader มาร่วมฟังด้วยหลายคนทีเดียว
    มี ตั้งแต่เด็ก highschool จนถึงหญิงชราอายุเกือบร้อย ซึ่งเป็นดอกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดในโลก และที่สำคัญคือ ได้พบปะพูดคุยและดื่มน้ำชากับเวอร์จิเนีย

    Panel ของเราสนุกมาก ได้เกร็ดความรู้หลายอย่าง ได้ทบทวนสิ่งที่เคยอ่านมา และได้เพื่อนใหม่หลายคน มีผู้ชายคนหนึ่งเูท่าทางขี้อายมาก เดินมาบอกขอบคุณที่เสนอเปเปอร์พร้อมยื่นนามบัตร ปรากฎเป็นเดวิด เอเบอร์ลีย์ ซึ่งอยากตีพิมพ์งานเราเป็นส่วนหนึ่งของ Flush anthology ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะได้คุยกัน เจน โกลด์แมนชวนไปคุยเรื่องวูลฟ์ที่กลาสโกว์และช่วยจัดประชุม มีคนฟังอีกคนเสนอให้ไปอ่าน manuscript จดหมายที่ Sussex และ berg เพราะยังมีอีกมากที่ยังไม่ได้ transcribe ลายมือของวูลฟ์อ่านยาก และการใช้เครื่องหมายวรรคตอน punctuation แสนจะประหลาด appalling

    ไฮไลท์ของสัมมนาไม่เพียงแต่จะเป็นบรรดา Woolfians และนักเรียนที่มีความคิดน่าสนใจและอัธยาศัยดีมาก
    หากเป็นการแสดงยามค่ำคืน คืนแรกเป็นบทละครเรื่อง วีตาและเวอร์จิเนีย ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นพิเศษสุดระหว่าง
    เวอร์จิเนียและวีตา แซกวิลล์-เวสต์ ผู้ดลบันดาลใจให้วูลฟ์แต่งเรื่องออร์ลันโด 
    เวอร์จิเนียเขียนไว้ว่า And instantly the usual exciting devices enter my mind: a biography beginning in the year 1500 and continuing to the present day, called Orlando: Vita; only with a change about from one sex to the other

    สองคนนี้เป็นนักเขียนทั้งคู่
    เช่นเดียวกับเวอร์จิเนีย
    วี ตามีชีวิตที่น่าสนใจ ชีวิตแต่งงานก็น่าสนใจ เพราะท้าทายขนบ ทั้งสามีและตนเองไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกรอบความคิดเรื่องเพศแบบวิคตอเรียน (แม้ว่าชื่อเธอคือ Victoria ก็ตาม) หรือไม่ต้องแบบวิคตอเรียนหรอก ความคิดแบบ rigid ที่คนสมัยนี้ยังยึดมั่นถือมั่น
     
    เธอเกิดมาในตระกูลขุนนางชั้นสูง ยายเป็นยิปซีสเปน แม่เป็นลูกนอกกฎหมาย
    เกิดมาเป็นหญิงตามกฎก็ไม่สามารถสืบทอดคฤหาสน์ ไม่ใช่สิ ปราสาท (~เ้พราะใหญ่มาก) Knole
    มอง ได้ว่าวูลฟ์เขียน Orlando เพื่อกู้บ้านของเธอ แม้นไม่ได้เข้าไปอยู่อาศัย แต่ได้เข้าไปอยู่อาศัยในความคิด ในภาษา ก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเอสชนะกฎหมายที่ตั้งอยู่บนความคิดชายเป็นใหญ่

    นั่งดูละครก็หันมองเห็นผู้หญิงสองคนจับมือกันแน่น มองไปมองมา คนหนึ่งตาบอด คนที่ตาดีหันไปกระซิบบรรยายท่าทางของผู้อ่านบทละครบนเวที

    อีก โปรแกรมที่เก๋มากคือ contemporary dance ชื่อ "it was this: it was this:" ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก To the Lighthouse และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนที่สุดจะเพี้ยนแหวกแนวของเวอร์จิเนีย
    เต้นได้สวย ครีเอตมาก

    There he stood in the parlour of the poky little house where she had taken
    him, waiting for her, while she went upstairs a moment to see a woman. He
    heard her quick step above; heard her voice cheerful, then low; looked at
    the mats, tea-caddies, glass shades; waited quite impatiently; looked
    forward eagerly to the walk home; determined to carry her bag; then heard
    her come out; shut a door; say they must keep the windows open and the
    doors shut, ask at the house for anything they wanted (she must be talking
    to a child) when, suddenly, in she came, stood for a moment silent (as if
    she had been pretending up there, and for a moment let herself be now),
    stood quite motionless for a moment against a picture of Queen Victoria
    wearing the blue ribbon of the Garter; when all at once he realised that
    it was this: it was this:--she was the most beautiful person he had ever
    seen.

    คั่น ด้วยการแสดงจากวงจากปรินซ์ตัน นักร้องอายุน้อยมากและเป็นพี่น้องหน้าตาดีทั้งคู่ แบบที่เพื่อนๆ ป้าแก่ๆ ทั้งหลายคงอยากรับประทาน เด็กพวกนี้มีพรสวรรค์จริงจัง เพลงที่เล่นมีเพลง The Waves, Leonard Woolf, มีเพลงเกี่ยวกับวาเนสซา แล้วก็พวกบลูมส์บรี

    แต่ ไฮไลท์สำหรับเราคือการได้ไป Berg Collection ดอกเตอร์ไอแซคซึ่งเป็น curator ปล่อยให้พวกเราประมาณสิบคนรอในห้องเจ้าหน้าที่เป็นเวลาสองชั่วโมงเต็ม แต่ไม่มีใครกลับบ้านสักคน เพราะเรารู้กันว่ามันจะต้องคุ้มค่า แม้หิวจะเป็นลมขนาดไหน เราต้องรอ พอเปิดประตูเข้าไป โอ้โห้ ดอกเตอร์ไอแซควางต้นฉบับทุกอย่างไว้บนโต๊ะให้พวกเราได้อ่านกัน มีบันทึกเล่มแรก passionate apprentice ของเวอร์จิเนีย จดหมายรักก่อนแต่งงานกับเลนเนิร์ด ต้นฉบับ Mrs Dalloway To the Lighthouse รูปนู้ดของพวกบลูมส์บรี (~วาเนสซาหุ่นสวยมาก มี duncan grant และแถมมีเบอร์นาร์ด ชอว์ นู้ดให้เห็นอีกแหนะ อันหลังสุดค่อนข้างจะน่ากลัว) มีไม้เท้าที่วูลฟ์ทิ้งไว้ตอนเดินลงน้ำ แค่นั้นไม่พอค่ะ เขาเห็นเรายังอึ้งไม่พอ มีการถามว่าใครชอบดิคเคนส์บ้าง แล้วก็หยิบเอาที่เปิดจดหมาย ดูประหลาดมาก เพราะด้ามจับเป็นเท้าแมว ขาวสะอาดมาก มาเป็นดุ้นเลยค่ะ ดิคเคนส์สลักไว้ว่านี่คือที่ระลึกของแมวที่เพิ่งตายจากไป สยองปนน่ารัก

    จบทริปนี้ก็อิ่มเอิบกันไป ได้ความรู้ใหม่

    กลับ มาอังกฤษตัดสินใจไป Sussex กับปิ๊ก เราสองคนอยากไปเยือนสถานที่เกี่ยวกับวูลฟ์ เคยคุยกันมานานแล้ว ไหนๆ กำลังเขียนบทเกี่ยวกับ Orlando
    เราคงต้องไป Knole



    (ภาพ: เหมือนจะขึ้นอืดแต่จริงๆ กำลังอินกับ Orlando)

    ขอแนะนำให้ทุกคนไปจริงๆ สวยมาก ตรงโถงปราสาทมีต้นฉบับลายมือวูลฟ์เรื่อง Orlando  

    นอกจากนั้นที่ประทับใจสุดคือ บ้านวูลฟ์ที่ Rodmell



    (ภาพ: โต๊ะเขียนหนังสือของวูลฟ์)

    โชค ร้ายที่เราไปวันที่ไม่มีรถเมล์วิ่งแล้วเหตุผลประหลาดมาก คือ ทำถนน จึงต้องเดินเอาค่ะ ตอนแรกพยายามโน้มน้าวให้ปิ๊กเดิน South Downs Way ที่วูลฟ์เคยเดิน แต่เมืองสองเมืองข้างหน้าไม่มีสถานีรถไฟ เดินไปคงไม่ได้นอนแน่คืนนี้ ก็เลยตัดสินใจเดินไป New Haven ซึ่งไกลมาก
    แต่ไกลไม่สำคัญเท่าไหร่ค่ะ บ่ยั่น

    ที่สำคัญคือเราเดินกันบน (รัวกลอง) Highway ค่ะ รถวิ่งเร็วอย่างกับเตเชเว
    อันตรายมาก รถจะเฉี่ยวๆ หลังหูหลายครั้ง

    แต่สุดท้ายก็สามารถ (~ไม่มีทางเลือก)




    (ภาพ: ป้ายนี้ทำให้ใจคนเดินชื้นขึ้นมาหน่อยนึง รอดแล้วค่า)

    สรุปเดินไปเป็นสิบยี่สิบไมล์

    วัน ที่ไป Charleston หนักกว่า เดินบน Highway เหมือนกัน และไม่มีที่ให้คนเดิน ไปซื้อน้ำในปั๊ม ถามทางคนขายเพื่อความแน่ใจ คนขายพูดอย่างเดียว "Be careful... be very careful" ค่ะ ช่วยได้มาก ทางเดินที่มีต้นไม้ต้นใหญ่กั้น เราต้องรอให้รถผ่านกันไปก่อนแล้วกระโจนออกไปว่างข้ามต้นไม้ เสียวสันหลังดี ก็ประมาณสิบยี่สิบไมล์อีก สงสารปิ๊กเพราะไม่ได้นำรองเท้าผ้าใบหรือบูทเดินป่ามา
    แต่เธอก็สามารถ

    มองย้อนกลับไปทริปนี้เป็นทริปที่น่าสนใจและบันเทิงผ่อนคลายมากๆ
    การได้ไปเดินที่ที่วูลฟ์เคยเดิน นั่งตรที่เคยนั่ง มองทุ่ง ท้องฟ้า ต้นหญ้า แม่น้ำ ที่เคยมอง และบันทึกทั้งหมดไว้ในงานเขียน ในอนุทิน
    ทำให้เราในฐานะคนอ่านและคนศึกษาได้เข้าใจ ทำให้เห็นแหล่งที่มา และแหล่งบันดาลใจงานเขียน อิ่มเอิบมาก และแม้ต้องเดิน Highway
    สักสามชั่วโมงเพื่อแลกกับประสบการณ์นี้อีกรอบก็ยอม



    (ภาพ: ชาร์ลสตัน บ้านศิลปิน)

    ขอจบการอัพบลอคด้วยข้อความที่อ่านเจอและคิดว่างดงามดี
    ตัดตอนมาจากอนุทินวันที่ 18 มีนา ที่ผู้หญิงวัย 43 ได้เขียนไว้เมื่อ 84 ปีที่แล้ว

    "the past is beautiful because one never realises an emotion at the time. It expands later & thus we don't have complete emotions about the present, only about the past... that is why we dwell on the past, I think."

    สวัสดี