Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
30 April Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด กลับจากอีสเตอร์ก็ต้องสอนออร์ลันโด ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ดีใจที่อาจารย์เลือกเรื่องนี้ สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่อ่านง่ายและ accessible ที่สุดแล้ว ในบรรดางานของวูลฟ์ การไปดื่มและพูดคุยกับเด็ก undergrad ในผับคืนที่เตรียมตัวสอนออร์ลันโด ทำให้รู้ว่าพวกนี้ (~ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน) ส่วนใหญ่เกลียดและกลัวเวอร์จิเนียวูลฟ์อย่างมาก และก็บ่นอุบว่าวิชาบังคับ Virginia Woolf ทำให้เกรดตกกันไปตามๆ กัน น่าสนใจ เพราะเมื่อถามเหคุผลว่าทำไมต้อง "เกลียด" และทำไมต้อง "กลัว" สรุปเหตุผลตามอันดับท็อปฮิตได้ว่า ก) เธอเป็นหญิงบ้า เดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม ข) เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด ค) เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา ง) เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual พอได้คำตอบดังนี้ ก็จดไว้ในหัว และระหว่างเดินฝ่าความหนาวกลับบ้าน ก็ คิดหาวิธีการที่จะทำให้พวกนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นสมมติฐานเท็จ และตัดสินใจว่าก่อนจะมาอ่าน ออร์ลันโด เราควรจะแก้ต่างให้เธอเสียก่อน ก) "เธอเป็นหญิงบ้า เิดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม" เราก็ปรินต์โปรดักในอีเบย์ให้ดู ทุกวันนี้หน้าของเวอร์จิเนียวูลฟฺ์ ซึ่่งเป็น cultural icon เนี่ย มีปรากฎอยู่บนปกหนังสือ ตุ๊กตา เสื้อ ยืด ผ้ากันเปื้อน จนถึง (และอันนี้ตลกมาก) กางเกงในผู้ชาย ทุกคนมาตื่นเต้นหวั่นกลัวความจริงที่ว่าธอเดินลงน้ำฆ่าตัวตาย แต่ทำไมลืมนึกไปว่าการให้ความสำคัญตรงจุดนั้นมันมีที่มาจากเลนส์ประเภทหนึ่ง ที่วูลฟ์เขียนถึงใน A Room of One's Own :ซึ่งคือเลนส์อคติทางเพศ ส่งผลให้ทุกอย่างที่เี่รามองหรือคิดว่าเข้าใจ มันถูกระบายด้วยสีแห่งความจอมปลอมไปเสียหมด ทำไมเราไม่มีบรารูปหน้าวอลเตอร์เบนยามิน หรือโปรดักแว็กซ์ขารูปเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเหมือนกัน ด้วยวิธีที่สวยน้อยกว่า และทำไมเราไม่กลัวว่าเราจะเป็นบ้าตามเฮมิงเวย์เมื่อเราอ่านเรื่องสู้วัวกระทิง ผู้ชายที่ไร้อวัยวะสืบพันธุ์ แหงสิ เพราะนั่นมันไม่ใช่ "จุดขาย" ของเฮมิงเวย์ เลนส์อคติทางเพศมักจะจับเรดาร์ผู้หญิงเท่านั้น แก้ไขโดย: ให้นักเรียนอ่านส่วน highlight ของ A Room of One's Own เพราะจริงๆ วูลฟ์เป็นนักเขียนบทความที่เก่งได้ใจมาก ผล: เด็กทึ่งเพราะไม่เคยอ่านมาก่อน วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า And how small a part of a woman's life is that; and how little can a man know even of that when he observes it through the black or rosy spectacles which sex puts upon his nose. ข) "เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด" เพื่อน นักดนตรีที่เราชื่นชมในความสามารถได้โทรศัพท์มาบ่นเมื่อวานนี้เช่นกัน สิ้นคำของเธอที่ว่ากำลังอ่านออร์ลันโดอยู่ และอ่านไม่รู้เรื่อง เราก็ยิ้มทันที มันก็แน่นอน การอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเป้าหมายหนึ่งของวูลฟ์ subtitle ของ Orlando คือ A Biography ชั่ว ชีวิตของวูลฟ์ ถ้าเราสามารถพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านที่วูลฟ์เกิดและเติบโตเนี่ย จะเห็นว่าห้องนอนของเธออยู่ข้างล่างห้องทำงานของพ่อคือ เซอร์เลสลี สตีเวน ผู้เขียนรวบรวมและบรรณาธิกรของ Dictionary of National Biography อันเป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคคลสำคัญสมัยวิคตอเรียน และคงไม่แปลกที่ rosy spectacle ก็อยู่บนจมูกของท่านเซอร์เช่นกัน บุคคล ที่สำคัญล้วนเป็นผู้ชาย ไม่มีใครใส่ใจเขียนเกี่ยวกับผู้หญิง และแม้จะเขียนเรื่องผู้ชายก็เถอะ สิ่งที่สำคัญที่ได้รับเลือกให้จดบันทึกเป็นเกียรติประวัติก็มีแต่ผลงาน ไม่มีใครเขียนเรื่องภรรยาของคาร์ไลล์ที่ต้องขนน้ำขึ้นมาให้นักเขียนผู้ยิ่ง ใหญ่ได้ดื่มได้ทำความสะอาดร่างกาย ไม่มีใครเขียนเรื่องสาวใช้ที่เอากระโถนของเขาไปทิ้ง ท้าทายและรื้อถอนขนบการเขียนชีวประวัติซึ่งจมติดอยู่กับระบบชายเป็นใหญ่ นี่ คือสิ่งที่วูลฟ์จงใจทำในงานเขียน ออร์ลันโดไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้ามีจริงก็คงแปลก เขาเกิดเป็นผู้ชายในช่วงอลิซบีธัน และวันหนึ่งตื่นมาเป็นผู้หญิงในขณะที่ไปเป็นทูตที่คอนสแตนติโนเปิล และมีชีวิตจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 แก้ไขโดย: ซีรอกซ์บางส่วนของ Eminent Victorians ของ ลิตตัน สแตรชชีให้อ่าน พร้อมให้อ่านงานน่าเบื่อๆ ในยุควิคตอเรียน ผล: นักเรียนก่นด่า เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ และหันมาอยากอ่านว่าวูลฟ์จะกัดอะไรคนพวกนี้ในออร์ลันโด ในที่สุดก็มีคนบอกว่าออร์ลันโดเป็นการปฏิวัติ genre และ gender ที่สร้างสรรค์ที่สุด วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า literature is impoverished beyond our counting by the doors that have been shut upon women. Married against their will, kept in one room, and to one occupation, how could a dramatist give a full or interesting or truthful account of them? Love was the only possible interpreter. ซึ่งนำเรามาสู่ข้อ ค ค) "เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา" ก่อนอื่นวูลฟ์ บอกว่าเราควรเผาคำว่าเฟมินิสต์ทิ้งไป เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์ end product และหลงลืมละทิ้งต้นตอของปัญหาสังคม เด่นชัดที่สุดในเหตุการณ์สงครามโลก เพราะวูลฟ์บอกว่าหญิงชายโดยเนื้อแท้เป็นคนเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือสังคม ซึ่งหมายรวมถึง เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน แต่ผู้ชายได้รับค่าจ้างเป็นเงินตรา ออกไปทำงานก็หาเลี้ยงผู้หญิงในบ้าน เผอิญโลกเราใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่หลายคนลืมไปว่าผู้หญิงก็ทำงานเช่นกัน การตั้งท้อง ออกลูก ใช้แรงงานทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า ล้วนเป็นการใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่ได้ค่าจ้างเล่า และถ้าการณ์มันกลับกัน มันจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้น ความไม่เสมอภาคมันเกิดเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ (อย่าลืมว่าเธอเป็นเพื่อนของคีนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง) วูลฟ์ เป็นนักปรัชญาการเมืองและเป็นนักวิเคราะห์สังคมนะจะบอกให้ อย่าติดภาพนิโคล คิดแมนกับจมูกปลอมที่กลอกตาเดินไปเดินมา เพราะนั่นเป็นแค่ภาพที่นิยายและหนังสร้างขึ้น ดูเพื่อความบันเทิงได้ แต่ถ้าจะดูในเชิงภูมิปัญญาวิชาการให้ดูจากตัวงานเป็นหลัก เลสเบียน = เฟมินิสต์?? คำ ว่าเลสเบียน หรือ ความสัมพันธ์แบบแซฟฟิคสำหรับวูลฟ์มีอีกความหมาย เพราะเธอบอกว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของผู้หญิง นอกเหนือจากระบบที่กล่าวมาแล้ว ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าของพี่สาว/น้องสาว/แม่/สตรีเพศ สำหรับวูลฟ์ วูลฟ์บอกว่าตนชื่นชมผู้หญิง และรณรงค์ไม่ให้ผู้หญิงก่นด่ากันเอง ไม่ใช้เลนส์คุณค่าชายเป็นใหญ่มามองและตัดสินผู้หญิง ไม่เชิดชูบุรุษเพศมากกว่าผู้หญิง และถ้าเป็นไปได้ ให้มองให้ลึกลงไปในแก่นของความเป็นคน ของความลึกล้ำของประสบการณ์ของคนๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม และหันมาตั้งคำถามคุณค่าทางสังคม ใน ออร์ลันโด จะเห็นเลยว่าขนบการแต่งงาน การสวมแหวนแต่งงานเป็น "recent discovery" เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ระบายสีด้วยศาสนา แต่งแต้มด้วยความรู้สึกผิดบาปของอีฟ แน่นอนวูลฟ์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในทางที่ตนเลือก แต่เธออยากให้มองอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่กลไกของสังคม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผู้หญิงไม่ควรตัดสินด้วยแหวนบนนิ้ว หรือจำนวนเด็กในเปล (~แต่ไม่ยักเป็นจำนวนผู้ชายในชีวิตหรือสามีที่แต่งงานด้วย เพราะกฎมีไว้วุ่้าผู้หญิง "ที่ดี" ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้นั้น... ต้องรักเดียวใจเดียว:P) แก้ไขโดย: ให้ลองนิยามเล่นๆ ว่าอะไรคือเฟมินิสม์และเลสเบียนนิสม์ในความเข้าใจของนักเรียน และในความหมายของวูลฟ์ ในบริบทสังคมสมัยนั้น และข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่า เธอเองก็ชอบบราอยู่นะ และคงขอเผาความคิดจอมปลอมมากกว่าเสื้อชั้นใน หรือเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือประมาณ วูลฟ์กล่าวไว้ใน Three Guineas: What more fitting than to destroy an old word, a vicious and corrupt wordผล: นักเรียนร้องอ้า เพิ่งรู้ เพราะภาพที่สื่อต่างๆ มักชักให้เชื่อคือวูลฟ์เป็นสุดยอดเฟมินิสต์เกลียดผู้ชายตัวแม่ แต่นี่เธอมาลอบบี้ให้ชายหญิงร่วมมือกัน เหลือข้อ ง ง) "เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual" ซึ่ง เป็นข้อที่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจเล็กๆ กระหยิ่มใจน้อยๆ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียน รู้สึกจะคนเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ ที่้เขียนทั้งอนุทินส่วนตัว อนุทินงานเขียน อนุทินหนังสือที่อ่าน และอนุทินดนตรีที่ฟัง และเธอเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ สิ่งที่เขียนคือบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์และหนังสือที่เธออ่าน จริงอยู่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เธอได้อ่านหนังสือสำคัญๆ ของยุค เพราะทั้งหมดมันตั้งอยู่ในบ้านของเซอร์เลสลีผู้เป็นบิดา อ่านอนุทินหนังสือแล้วจะตกใจ เธอมีความรู้ภาษากรีกเป็นอย่างดี อ่านตั้งแต่นิยาย ละครสำคัญของยุค จนถึงคู่มือการใช้กล้องโกดัก ซึ่งเธอเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาว จริงเธอมักจะรู้สึกขมขื่นที่ถูกตราหน้าเป็น outsider ในระบบการศึกษา และอาจอิจฉาพี่ชายน้องชายเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ความรู้สึกนั้นมันมาจากความรักที่จะเรียนรู้ และความรู้สึกคับแค้นใจที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้ เวลาอ่านอะไรงามๆ ไม่ใ้ช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย และพอสงครามโลกปะทุ พวกผู้ชายก็วิ่งรี่มาให้ผู้หญิงช่วย Dig for Victory หรือทำงานแทนผู้ชายที่ไปรบ พร้อมถามว่าผู้หญิงเราจะช่วยหยุดสงครามได้อย่างไร วูลฟ์บอกว่าแหม เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนี่งของระบบเธอมาตั้งนานแล้ว ทำไมมาขอให้ช่วยตอนนี้ ถ้าให้ฉันได้รับการศึกษา ได้ค่าจ้าง ได้พื้นที่ของตัวเอง เราคงพอจะผนึกกำลังกันได้ งานเขียนของเธอเป็นสหบท เต็มไปด้วย allusions กล่าวถึงวรรณคดีกรีก เช่น Lysistrata จนถึง Dante จนถึง พรูสต์ จอยซ์ และทีเอสเอลเลียต ถ้าไม่ intellectual ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แก้ไข โดย: ให้นักเรียนได้เห็นอนุทินหนังสือของเธอ และอ่านบทความรีวิวออสเตนของเธอ ที่เีขียนดีมาก พร้อมให้คิดว่าชื่อเรื่อง Orlando มันมาจากไหน Orlando Furioso หรือเปล่า พร้อมเล่าให้ฟังว่าเอมมา อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขสองได้ไปค้นพบลายมือของสามีภรรยาวูลฟ์บนปก (~เปลือก) แผ่นเสียง และที่น่าสนใจคือบันทึกละเอียดมากว่าฟังเพลงบีโธเฟนวันไหน ปีอะไร กี่โมง กี่ครั้ง ช่วงสงครามโลกสองคนนี้ฟังแต่เพลงอุปรากรเยอรมันทั้งวัน ส่วนตัวตีความว่าคงไม่อยาก dehumanise คนเยอรมันว่าเลวไปเสียหมด พอสงครามสงบก็ฟังเพลงอุปรากรอิตาเลียน พอเวอร์จิเนียตาย เลนเนิร์ดก็จดบันทึกต่อ มีหายจากอนุทินดนตรีไปประมาณห้าวัน แล้วก็ฟังใหม่ โดยฟังเพลงที่เวอร์จิเนียชอบ และฟังบ่อยตอนมีชีวิตอยู่ ซ้ำไปมา ขนลุกมั้ย ผล: นักเรียนสนใจ ซู ซาน อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์หลังห้องโทรมาบอกอีกวันว่าผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี (~หวังว่าไม่ใช่เพราะเราพานักเรียนเข้าผับก่อนเรียนนะ) และจึงอยากให้ช่วยสอนออร์ลันโดนักเนีบยปริญญาโทที่เรียน Women Writing and Gender ด้วย ซึ่งมีประมาณ ห้าคน ผลคือพวกนี้มีความเห็นเอนเอียงมาข้อ ข) และ (อยากให้เราเน้นพูดทฤษฎีของ Cixous เรื่องการเขียนแบบ "~ผู้หญิง" ซึ่งวูลฟ์มักจะพูดอะไรที่แย้งตัวเองอยู่เรื่อย) เป็นส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรที่น่าสนใจเท่านักเรียนปริญญาตรี สอนเสร็จกำลังเดินลงมาจากตึกของภาควิชา ก็เจอปีเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยด่าว่าวูลฟ์เป็น creepy woman ในผับหลังดื่ม ale เป็นไพน์ที่สอง ปีเตอร์บอกว่า "V, Virginia Woolf is sexy. I can see it now. Change the way I look at things" และนี่ทำให้รู้สึกดีกว่าคำชมใดใดในโลก |
|
|