Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    25 February

    Day One Hundred and Fifty Two to One Hundred and Fifty Four: Jacobean Tragedy

    Day One Hundred and Fifty Two to One Hundred and Fifty Four: Jacobean Tragedy

    สามสี่วันที่แล้วอากิรบเร้าให้ไปดูละครเป็นเพื่อน เราก็คาดหวังว่าต้องเป็น Twelfth Night เพราะเห็นโปสเตอร์แว้บๆ
    ไม่ใช่ค่ะ มันคือ ละครเรื่อง The Duchess of Malfi ของ John Webster
    ซึ่งแปลกดี ไม่รู้ว่าทำไมนักเรียนถึงเลือกเรื่องนี้มาเล่น และคิดว่าคงจะได้เห็นการตีความและ adaptation ที่น่าสนใจ
    ก็เลยตกลงไปกับคุณอากิ ซึ่งเป็นเอนไซโคลพีเดียเดินได้ของละครเรอเนสซองส์และจาโคเบียน
    เพราะเธอเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องกฎหมายและเบน จอนสัน

    ตั๋วราคาห้าปอนด์ ก็ซื้อมาเรียบร้อย นั่งพักดื่มน้ำ (สีอำพัน) ก่อนละครเริ่ม เราสองคนก็เดาไปเรื่อยว่าละครจะออกมาเป็นไง แขนปลอมจะใช้อะไร เลือดล่ะ หวังว่าคงไม่ได้มีการสาดเลือดจริงๆ เพราะคนนั่งหน้าคงเปียกเปื้อนน้ำแดงน่าดู อากิบอกว่าอาจใช้โฟมนะส่วนที่เป็นแขน ส่วนเราบอกว่า โอ โฟมมันทื่อไป ไม่รักษ์สิ่งแวดล้อมเลยเธอ
    ต้องเป็นอะไรยืดๆ หยุ่นๆ ตอนดัชเชสจับจะได้รู้สึกว่ายังเป็นมือของมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ ต่างๆ นานา

    พอเข้าไปในโรงละคร ละครเริ่ม
    ก็เกิดเหตุที่เราสองคนไม่ได้คาดคิดมาก่อน
    ขึ้นต้นคำแรกก็รู้เลยว่า ไม่มีการ adapt บทอะไรทั้งสิ้น
    ยก verse ของ Webster มาทั่งดุ้น
    ราวกับกำลังอ่านหนังสือ
    โอ้โห้ นั่งดูไปสิคะสามชั่วโมงกว่า
    ส่วนที่เป็นเลือด creative มาก ใช้ ริบบิ้นสีแดง ส่วนอาวุธที่ฆ่ารัดคอก็ใช้ริบบิ้นเหมือนกัน
    มือปลอมทำจากการเอาถุงมือมายัดนุ่นทำให้ดูหยุ่นๆ ขาวๆ น่ากลัวดี
    ที่เก๋คือมี dance คั่นกลาง น่าสนใจเหมือนกัน
    chorus อะไรก็มีหมด ครบถ้วนกระบวนความ เป็นละคร low budget ที่เด็กเรียนวรรณคดีต้องรัก เพราะซื่อตรงต่อตัวหนังสือม๊ากมาก


    "We are merely the stars' tennis balls, struck and bandied
    Which way please them."
    เราล้วนเป็นเพียงลูกเทนนิสของหมู่ดาว
    จะถูกตีไปทางไหนก็ตามอำเภอใจ
    (โบโสลากล่าว หลังฆ่าอันโตนิโยโดยไม่ได้ตั้งใจ)



    The Duchess of Malfi เริ่มแสดงครั้งแรกเมื่อปี 1614 ที่ The Globe กรุงลอนดอน
    ผู้เขียนคือ John Webster
    คนที่ดู Shakespeare in Love (ซึ่งเป็นหนังที่เอ้อ ตลกดี ถ้าไม่คิดมากเนี่ย) จะจำได้ว่ามีเด็กผู้ชายคนนึงชื่อ จอห์น
    ตอนที่ Elizabeth I ซึ่งนำแสดงโดย จูดีเดนช์ถามว่าชอบละครของเชคสเปียร์มั้ย รู้สึกว่าจะเป็นโรมิโอ จูเลียต
    เด็กผู้ชายคนนี้ก็ตอบว่าไม่อะ อ่อนไป อยากให้นองเลือดกว่านี้ อะไรทำนองนี้ นี่แหละคือ John Webster

    Jacobean drama สำคัญมาก และคิดว่าน่าสนใจนะ ความที่บริบทกาลเวลามัน unique เหลือ
    คนที่ไม่เคยอ่านหรือเรียนมาก่อนก็คงจะเห็นว่าบันเทิงได้ไม่มากก็น้อย
    วันนี้ก็เลยตั้งใจเขียนเกี่ยวกับ Jacobean Tragedy แต่คงไม่ละเอียดมาก เพราะไม่ได้มีโอกาสงามๆ ที่จะอ่านอะไรเกี่ยวกับละครสมัยนั้นมากนัก
    คงต้องขุดหาเท่าที่มีค่ะ หวังว่าคนที่เชี่ยวชาญจะมาเพิ่มเติมให้เราได้เรียนให้รู้มากขึ้น สนุกดี

    Jacob เป็นคำฮีบรูของคำว่า James
    Jacobus เป็นคำละติน
    แน่นอน ละครและวรรณคดี Jacobean คืองานที่เขียนในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ของอังกฤษ (~พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์)
    ประมาณปี ค.ศ. 1603-1625
    ช่วงนั้นอังกฤษและสกอตแลนด์เป็นหนึ่งเดียวกัน อยู่ภายใต้กษัตริย์องค์เดียว แต่ก็ไม่ใช่ช่วงที่สงบสุขสักเท่าไหร่
    วันที่ 5 พ.ย. 1605 กลุ่มคาธอลิคที่ไม่พอใจพระเจ้าเจมส์ ได้พยายามจะระเบิดสภา โดยมีจุดหมายที่จะปลงพระชนม์กษัตริย์และราชวงศ์ พร้อมด้วยขุนนางโปรแตสแตนท์ แต่คว้าน้ำเหลว ก็เลยถูกจับแขวนคอลงโทษ
     
    (ซึ่งจริงๆ เจมส์ควรเป็นคาธอลิค และควรช่วยเหลือฟื้นฟูสถานะของคาธอลิคที่ถดถอยตั้งแต่ Reformation แต่บทเรียนที่ได้จากชะตากรรมของพระมารดาคือ Mary Queen of Scots เนี่ยได้สอนให้รู้ว่าบางทีจะคิดทำการใหญ่ต้อง ลู่ไปตามลม ตั้งแต่เด็ก เจมส์เรียนหนังสือกับอาจารย์โปรแตสแตนท์ ก็เลยไม่มีปัญหา)

    วรรณคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นความมืดมนวุ่นวายของสังคมและการเมือง
    เบน จอนสัน และเวปสเตอร์ต่างหันไปใช้หลักความคิดยุคกลางเรื่อง Humour อย่างจริงจัง ที่บอกว่าใช้อย่างจริงจังก็เพราะสองคนนี้เพราะไม่ใช่พวกแรก

    แฮมเลตเป็นตัวละครที่ป่วยเป็นโรคที่เรียกว่า Melancholia ชัดเจน

    O, that this too too solid flesh would melt,
    Thaw and resolve itself into a dew!
    Or that the Everlasting had not fix'd
    His canon 'gainst self-slaughter! O God! God!
    How weary, stale, flat, and unprofitable
    Seem to me all the uses of this world!

    โอ หากร่างข้าจะหลอมละลาย
    สลายสภาพเป็นหยดน้ำค้าง ก็หามิได้
    ด้วยองค์ผู้เป็นนิรันดร์ได้ป้อง
    วางปืนใหญ่ขวางขัดอัตวินิบาตกรรม โอ พระเจ้า พระเจ้า
    โลกนี้ช่างอ่อนเปลี้ย บูดหมอง หน่ายใจ
    และไร้ซึ่งประโยชน์อันใด

    (สำหรับคนที่ไม่เคยอ่าน: แฮมเลทอยากฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเยอะเหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้เพราะการฆ่าตัวตายถือเป็นบาปหนัก ก็เลยได้แต่บ่น)

    ซึ่งความคิดเกี่ยวกับ Humour เนี่ยไม่ใช่ sense of humour ตลกหรืออย่างไร
    แต่อิงจากตำราแพทย์ของกรีกโรมัน เริ่มจากฮิปโปเครตีสแพร่ไปยังมุสลิมและยุโรป

    ทฤษฎีนี้เชื่อว่าร่างกายเราประกอบไปด้วย 4 ธาตุ เรียกว่า humour
    ดูซิว่าใครเป็นอย่างไหน moment ไหนกันบ้าง

    1. Black Bile

    ถ้ามีมากไปก็จะเป็นอย่างแฮมเลต คือ จะก่อให้เิกิด Melancholic พวกนี้จะperfectionist คิดมาก บ้า อาจมีสองบุคลิก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
    --> เกี่ยวข้องกับ ธาตุดิน/ฤดูใบไม้ร่วง
    ตัวอย่าง Specimen A ที่แสดง Melancholia คือ ในภาพ (หนูทดลองกำัลังคิดถึงงานที่รออยู่ด้วยความกังวล)



    2. Yellow Bile

    ถ้ามีมากไปคนนั้นจะ Choleric ฉุนเฉียว มีความเป็นผู้นำสูง ชอบครอบงำคนอื่น
    --> เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ/ฤดูร้อน
    ตัวอย่าง Specimen B ที่แสดง Choleric ดังภาพ
    (หนูทดลองชักชวนและครอบงำให้เพื่อนที่กำลังกังวลเนี่ยหันมามีความสุข ale เย็นๆ และรู้สึกจะสำเร็จเสียด้วยซี)



    3. Phlegm

    ถ้ามีมากไปก็จะ Phlegmatic นิ่งสงบ ไม่รู้สึกรู้สม เหมาะกับการเป็นทูต แต่บางทีด้วยความที่เรื่อยๆ ก็อาจทำให้ขี้เกียจไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง
    --> เกี่ยวข้องกับธาตุน้ำ/ฤดูหนาว
    ตัวอย่าง Specimen C ดังภาพ (ชายที่นั่งหลับตาและที่มีคนเอาดอกกุหลาบชี้ตัวเนี่ย ไม่ได้เมามายอะไร หากแต่มี Phlegm มากไปหน่อย ทำให้ไม่รู้สึกรู้สมอะไรไปสองวัน)



    4. Blood

    ถ้ามีมากไปก็จะ Sanguine มักจะเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ตัดสินใจอะไรก็ปุบปับกระทันหัน ไม่คิดอะไรมาก ชอบบันเทิงคนอื่น
    --> เกี่ยวข้องกับธาตุลม/ฤดูใบไม้ผลิ ถ้้าจำไม่ผิดสมัยก่อนเขารักษาโรคนี้ด้วยการเอาปลิงมาดูดเลือดในตัวออกไปบ้าง
    ตัวอย่าง Specimen D ดังภาพ (ผู้หญิงในชุดชมพูหวานใสกำลังให้ความบันเทิงเพื่อนสองคนอย่างหาที่เปรียบมิได้)








    แต่ที่คิดว่าน่าสนใจที่สุดคือ Melancholia
    ซึ่งถือเป็นภาวะที่คน early modern มักเป็นกัน

    ตัวละครตัวเอก The Duchess of Malfi ที่เป็นตัวลงมือแต่ไม่ใช่ตัวต้นคิดฆ่าคนคือ โบโสลา ซึ่งมีโรค Melancholia คิดมากตลอด

    อีกคนที่ Melancholic ตัวแม่คือ Duke Ferdinand ซึ่งหลงรักน้องสาวฝาแฝดของตัวเองคือ Duchess of Malfi แบบ incest
    พอน้องสาวซึ่งเป็นหม้ายแต่งงานกับคนที่ต่ำศักดิ์กว่าคืออันนิโยก็รับไม่ได้ สั่งฆ่ารัดคอทั้งน้องสาว และลูกสามคน
    และแต่ไม่พอค่ะ Ferdinand ยังเป็นโรค Lycanthropy หรือ สภาวะที่เรารู้จักภายใต้ภาพ



    ที่เรารู้จักในนามมนุษย์หมาป่า


    In those that are possess'd with't there oreflowes
    Such mellencholly humour, they imagine
    Themselves to be transformed into woolves,
    Steale forth to church-yards in the dead of night,
    And dig dead bodies up: as two nights since
    One met the duke, 'bout midnight in a lane
    Behind St. Markes church, with the leg of a man
    Upon his shoulder; and he howl'd fearefully:
    Said he was a woolffe: onely the difference
    Was, a woolffes skinne was hairy on the outside,
    His on the in-side: bad them take their swords,
    Rip up his flesh, and trie. . . .

    ไม่แปลนะ ส่วนนี้ไม่ค่อยเพราะเท่าไหร่
    น่าสนใจที่ Melancholia มันมาเกี่ยวกับ cult ของการกลายร่างเป็นหมาป่า และโยงไปยังลัทธิแวมไพร์
    ด้วยความที่โลกมันเปลี่ยนไปเรื่อย ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนกระมัง ที่แม้กระทั่งเส้นกั้นระหว่างความเป็นคนและสัตว์เริ่มเบาบาง
    ความดีและความชั่ว รักและเกลียดปนกันไปมา จบลงด้วยการนองเลือด
    ทั้งหมดนี้คือ Jacobean Tragedy

    Whether we fall by ambition, blood or lust,
    Like diamonds we are cut with our own dust.
    (Ferdinand's dying words)

    สวัสดี




    21 February

    Day One Hundred and Forty Nine to One Hundred and Fifty One: ความทรงจำ

    Day One Hundred and Forty Nine to One Hundred and Fifty One: ความทรงจำ

    วันนี้ไปดูละครเวทีเรื่อง Waulking Song มา
    คล้ายๆ The Waves ของวูลฟ์ ไปคุยกับคนเขียนบทเขาก็ว่าได้รับอิทธิพลมาเต็มๆ
    เป็น monologue ของตัวละครห้าหกคนผสมกัน สานกันเป็นผ้า มีเพลงคั่นกลาง เพราะมาก

    อ้อ ลืมไป waulking เป็นชื่อเรียกกรรมวิธีการตีผ้า Tweed ของชาวสกอต เืพื่อให้ด้ายที่ทอเป็นผ้าเนี่ย แน่น แข็งแกร่ง และเพื่อความสะอาดด้วย
    เวลาผู้หญิงเหยียบหรือฟาดผ้าขนแกะ หรือผ้าทอไป ก็จะร้องเพลงไปด้วย
    และเพลงแต่ละเพลงจะเกี่ยวกับชีวิตของคนแต่ละคน ร้อยเรียงเข้าด้วยกันเหมือนด้ายที่ร้อยเป็นผ้าผืนหนึ่ง

    ความทรงจำมีหลายแบบ
    ตัวละครหลักชื่อมากรีต อายุหกสิบเจ็ดสิบ สามีเพิ่งตาย
    สามีมีแก๊งนักปีนเขา และชั่วชีวิตเนี่ย เวลาไปกับเพื่อนกลุ่มนี้ก็ไม่เคยชวนภรรยาไปด้วย
    ก่อนตายก็ขอให้ภรรยาเอาเถ้ากระดูกไปโปรยบนยอดเขา Munro
    Munro เป็นชื่อเรียกยอดเขาทีู่สูงราว 3,000 ฟุต การได้ปีนมอนโรเป็นอะไรที่พิเศษมากสำหรับคนสกอต
    ปีนไปก็ระลึกถึงความทรงจำที่มีร่วมกัน นั่นคือความทรงจำในบทละคร
    มากรีตเพิ่งรู้ว่าตัวเธอเองไม่รู้จักสามีของเธออย่างแท้จริง แม้จะอยู่บ้านเดียวกันมาเป็นห้าสิบปี
    ซึ่งเศร้านะ

    ความทรงจำอีกแบบได้มาจากบรรยากาศในโรงละคร โรงนี้เล็กมาก เพราะ production เล็ก
    มี stand เล็กๆ นั่งมองไปมาแล้วรู้สึกกลับไปอายุสิบเก้าอีกครั้ง
    ตอนที่นั่งดูละครที่กริฟฟิธที่ออสเตรเลียคนเดียว
    และทากะ (ซึ่่งไม่ชอบละคร เพราะคิดว่าเสียเวลาเล่น rubisk cube... หนึ่งใน sign ที่เตือนว่าเป็นเพื่อนกันคงจะดีักว่า)
    นั่งรถเมล์มารับทุกครั้ง

    ความทรงจำหนึ่งนำพาไปหาอีกความทรงจำหนึ่งทอดยาวไปเรื่อย เป็นผ้า Tweed
    บรรยากาศแบบนี้เลย เก้าอี้ประมาณนี้ ความทรงจำแบบนี้ก็ผุดขึ้นมาใหม่
    ความรู้สึกที่จะได้เจอกันหลังเลิกดูละคร
    และความรู้สึกที่ได้นั่งรถเมล์กลับหอด้วยกัน

    จำได้ว่าวันหนึ่ง หลังวันเกิดอายุยี่สิบของเราเอง
    ทากะถามว่าอธิษฐานขออะไร
    เราบอกทากะว่าชีวิตนี้ไม่ต้องการอะไร ไม่ต้องแต่งงาน ไม่ต้องมีลูกก็ได้ ไม่สำคัญ
    ขอให้ได้ใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์ให้คนอื่น
    ได้เรียนและทำในสิ่งที่ชอบ ใช้เวลาที่มีอย่างคุ้มค่า ด้วยความซื่อสัตย์และความดี
    แค่นี้แหละ modest มั้ยล่ะ

    ทากะบอกว่า เป็นความฝันที่ ambitious

    เราถามกลับว่าแล้วเธอล่ะฝันอะไร

    เขาบอกว่า less ambitious
    อยากเป็นแชมป์ Rubisk ของโลก

    เราบอกว่านี่ ambitious กว่า
    และทากะบอกว่า แต่ไปๆ มาๆ มัน realise ได้ง่ายกว่าของเธอ

    เราก็ได้แต่หัวเราะ เพราะคิดว่ามันเป็นแค่เกมส์ หมุนบลอคสี่เหลี่ยมให้ตรงกันเนี่ยนะ
    (แต่เพื่อนคนนี้ก็เล่น cube นี่วันนึงประมาณเกือบยี่สิบชั่วโมงได้มั้ง)
    แต่ก็นะ ไม่คิดว่า realise ได้ง่ายกว่าความฝันของเรา
    เพราะเคยลองเล่นดู มันยากแสนยาก
    ตอนนั้นทากะใช้เวลายี่สิบวิ แต่ก็ยังไม่พอใจ

    ตอนที่ไป hiking กัน เรามักจะไปนั่งที่ผับแห่งหนึ่ง จำได้ว่ามีโต๊ะพูลใหญ่ๆ ตรงกลาง และเป็นพื้นไม้
    และทากะก็จะชัก cube ที่เราคิดว่าติงต๊องเหลือประมา๊ณเนี่ย
    มาเล่น เล่นไปเล่นมา คนมาดู คนมาเลี้ยงเบียร์ 555 (That's the best part of this memory)
    ตอนนั้นเรายังเด็กกันมาก

    และเวลาก็ล่วงเลยไป

    ความเปลี่ยนแปลงเข้ามา
    และเราก็กลายเป็นเพื่อนที่ดี
    ติดต่อกันทางเมล์ แม้ไม่บ่อยเหมือนตอนที่คบกัน แต่ก็รู้เรื่องความเป็นไป

    แต่ช่วง 2006 ก็ห่างหาย ไม่ได้คุยกันเลย ต่างคนต่างงานยุ่ง ยุ่งกับทางที่เลือก

    ต้นปี 2007 เราได้รับอีเมล์จากทากะ เขียนข้อความสั้นๆ บรรทัดเดียวว่า

    เธอแพ้พนันครึ่งหนี่งละนะ

    และส่งลิงค์วิดีโอนี้มาให้ดู http://www.youtube.com/watch?v=IRaAkLM77vs

    ทากะเป็นแชมป์ Rubisk Cube ของญี่ปุ่น และติดอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยวัยเพียง 24
    สามารถ solve cube ได้ภายใน 12 วิ
    ตอนนี้เขากำลัีงพยายามเป็นแชมป์โลก
    ส่งผลให้เราตั้งคำถามว่า แล้วเราล่ะ realise ความปรารถนาได้หรือยัง
    ทุกครั้งที่ความทรงจำนี้ผ่านเข้ามามันก็ช่วย motivate เราเหมือนกัน

    อ่านหนังสือชื่อ Remembering ของ Edward Casey เขาว่าบางทีที่เราฝันและเราจำไม่ได้ว่าฝันอะไรเนี่ย
    มันป็นเพราะเราำจำไม่ได้ว่าในฝันเราอยู่ที่ไหน ความทรงจำมันต้อง situate อยู่ในสถานที่
    การกระทำอย่างเดียวมันไม่พอที่จะทำให้เราระลึกถึง ไม่พอที่จะ move เราได้

    โรงละครที่เซนต์แอนดรูวส์ ประเทศสกอตแลนด์ ในปี 2009
    นำให้คนอายุ 25 กลับไปโรงละครเก่าๆ ที่ South Bank เมืองบริสเบน ในปีั 2003-2004
    และนำพาไปยัง cube ซึ่งแต่ก่อนเป็นวัตถุที่เคยเป็นศัตรูกัน
    มาเป็นสิ่งที่บันดาลใจให้ทำงานหนักยิ่งขึ้น

    ลำนำจากบทละครลอยมาตามลมตอนเดินกลับบ้าน

    "An island can only be known and understood if the sea around it is known and understood..."


    "Time will smooth the edges of loss..."


    สวัสดี


      

    18 February

    Day One Hundred and Forty Six to One Hundred and Forty Eight: Aye Aberdeen!

    Day One Hundred and Forty Six to One Hundred and Forty Eight: Aye Aberdeen!

    จองตั๋วเมกาบัสไปอาเบอร์ดีนมานานแล้ว (คนละปอนด์จริงๆ) นานก่อนจะรู้ว่างานถล่มล้นโต๊ะ
    จะไม่ไปก็เสียดายเพราะนัดเพื่อนสนิทไว้ ดาเนียลาถึงกับโดดสัมมนาเลยทีเดียว เพราะได้ให้สัญญากับเราไว้แล้วว่าจะไป
    และแม้อากิต้องทำงานโต้รุ่งก็ยังมี spirit จะมา เพราะได้ลั่้นวาจาไว้
    แหม๊ มันน่าชมเชยจริงๆ

    ก่อนหน้านี้ก็ได้เตรียมแผนการทุกอย่างทั้งเรื่องกินเรื่องเที่ยว
    ก็เลย เอ้า ไปก็ไป เรา sport อยู่แล้ว
    กลับมาค่อยปวดหัวต่อ

    เมืองนี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาใน hall มาเป็นเวลาสามวัน เพราะก่อนไป เราก็อยากให้คนที่นี่แนะที่กินที่ดื่ม
    มีแต่คนบอกว่าไปทำไม เมืองนี้ชื่อเมืองแกรนิต เพราะตึกเป็นงั้นหมด สีเทา สีหมอก
    เบนบอกว่าน่าหดหู่
    ริชาร์ดบอกว่าไม่มีไรดีเลย นอกจากเนื้อ angus burger
    แล้วมีอีกหลายคนบอกว่าถ้าไม่ชอบกลาสโกว์ก็คงไม่ชอบเมืองนี้
    ทำให้เีสียกำลังใจมาก เพราะเราเองไม่ชอบกลาสโกว์ ให้อยู่ที่ไหนก็ได้ขอสามที่โคเวนทรี ลอนดอนกับกลาสโกว์
    ล้วนเป็นเมืองที่สามารถไปเที่ยวเดินชมได้ แต่เรื่องอยู่อาศัยขอความสงบ ปลอดภัย ผู้คนมารยาทงาม และสวย (ยากอะไรล่ะ)

    แต่พอไปแล้ว มันดีกว่ากลาสโกว์ค่ะ และก็ไม่เห็นหดหู่เลย ออกจะงาม

    เรือเทียบท่าวิวสวย

     

    พิพิธภัณฑ์ดีมาก โดยเฉพาะ Maritime กับ Modern Art (นึกถึงอีดาว คงชอบ)



    เดินไปทางตะวันออกของเมืองก็มีชายหาด รู้สึกเหมือนเป็นเซต์แอนดรูวส์ที่พัฒนาแล้ว
    และรู้สึกเหมือนไปหัวหินแ่ต่อากาศดีกว่า



    และเมืองใหญ่โตมีร้านรวงน่าสนใจ



    ที่สำคัญ มีสวนสนุกด้วย ช่วงหน้าร้อนคงจะมาอีกเพราะอยากเล่นรถไฟเหาะ

    ช่วงนี้สวนสนุกในร่มเปิดเพียงที่เดียว
    เราสามคนก็เลยไปโยนโบว์ลกัน สนุกมาก
    เล่นบัมพ์คาร์ด้วย ตามประสาคนแก่เก็บกด



    (ภาพ: คนชราในรถบัมพ์)

    ที่ตลกคือคนเอเชียเยอะมาก ตกใจ เพราะไม่ได้เห็นเยอะอย่างนี้มานานแล้ว
    เดินเล่นตามชายหาด มองไปเห็นผู้หญิงเอเชียสี่ห้าคนเข็นรถเข็น
    แล้วพูดภาษาไทยกัน ก็เลยเข้าไปทักทายและเล่นกับเด็ก ซึ่งใบหน้าออกเป็นลูกครึ่งทุกคน
    สรุปสตรีเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสมาคมแม่บ้านสามีชนพื้นเมืองสกอตค่ะ ประชากรเยอะจริงๆ
    นึกถึงอีไนน์

    มาเล่าเรื่องอาหารดีกว่า มื้อแรกที่ได้รับประทาน อยู่ใต้ถุนตลาด (ให้ความรู้สึกเหมือนสามย่านยังไงก็ไม่รู้)



    เป็นตลาดขายปลา กลิ่นก็เลยชวนมาก
    เป็นร้านของเชฟชื่อ Jang ขายอาหารเกาหลีและญี่ปุ่น
    เราเน้นร้านที่ทำอาหารอร่อย สะอาด ปริมาณคุ้มค่า และราคาถูก (~ยากอะไรล่ะ แต่ก็หาได้ ถ้าใจรักและอดทน ผสมกับความสามารถของ Mr Google)



    (ภาพ: ร้่านนี้ดังนะ)

    ที่นี่เนื้อและปลาสดอร่อย บางที่หมักเนื้อจะเป็นเดือน ก็เลยโอเคสั่งบุลโกกิละกัน ข้าวกับเนื้อ
    อากิสั่งราเม็งกับซูชิปลาดิบ ดาเนียลาสั่งกุ้ง
    สั่งมางั้นแหละ เพราะสุดท้ายเราก็กินของกันและกัน เรื่องอาหารนี้ไร้พรมแดน



    ตอนเย็น เราต้องกินไฮไลท์ของเมืองนี้ นั่นคือ Aberdeen Angus Burger



    เห็นรูปแล้วอยากกินอีก
    เนื้อเขาย่างข้างนอกกรอบข้างในนุ่มแทบจะละลายในปาก โอ้โห้

    สรุปบทเรียนที่ได้จากทริปนี้

    1. เรื่องเที่ยว เรื่องชอบไม่ชอบเป็นเรื่อง subjective ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น

    2. การนั่งรอเนื้อแองกัสในร้านเราต้องกินขนมรองท้อง เพราะย่างนานมาก เหมือนเขาเพิ่งเริ่มเลี้ยงวัวรอให้มันโต ก่อนจะออกมาเป็นจานให้เราทาน

    และ ที่สำคัญ

    3. เพื่อนดีหาง่าย...สำหรับคนที่โชคดี



    (ภาพ: โฉมหน้าสามเกลอ พล นิกร กิมหงวน)

    สวัสดี
    16 February

    Day One Hundred and Forty Four and One Hundred and Forty Six: โอโคโนมิยากิปาร์ตี้และการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย

    Day One Hundred and Forty Four and One Hundred and Forty Six: โอโคโนมิยากิปาร์ตี้และการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย

    วันเสาร์อาทิตย์ หลังทำงานหน้าคอมมาทั้งวัน อากิและดาเนียลาก็ตกลงใจจะทำอาหารประจำชาติให้ลองรับประทาน
    ซึ่งก็เข้าทางเราเต็มๆ เสาร์อาทิตย์เย็นมีเพื่อนน่ารักทำกับข้าวให้ :) what more can i ask?
    ก็เลยอาสาขอเป็นลูกมือ

    วันเสาร์เราจะได้ทำ โอโคโนมิยากิ หรือพิซซาญี่ปุ่นรับประทานกัน
    เริ่มแรกก็เอาแป้งโอโคโนมิยากิมาผสมน้ำกะดูปริมาณเหมาะสม คืออากิก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไง ให้ใช้ความรู้สึกเอา
    สองกล่องก็กินได้ประมาณห้าหกแผ่น(~ใหญ่มาก) แล้วแป้งที่ว่าเนี่ย ที่ดันดีไม่มีขาย
    อากิได้มาจากลีดส์คราวที่ลงไปรับปริญญาที่ยอร์ค
    จำได้ว่าซุปเปอร์มาร์เกตของลีดส์ที่ใหญ่ๆ ที่เราเคยไปมันมีทุกอย่างจริงๆ ค่ะ
    ที่นี่ไม่ค่อยมีของเอเชียเท่าไหร่ เราเป็นชนกลุ่มน้อย



    ผสมแป้งกับน้ำ ใส่ไข่ประมาณห้าฟอง ระหว่างนั้นเราก็หั่นผักกาดให้เป็นริ้วเล็กๆ สวยงาม
    โอโคโนมิยากิที่เด่นที่สุดคือที่ฮิโรชิมา จนอากิบอกว่าคนเรียกกันว่า ฮิโรชิมายากิเลยทีเดียว โอซาก้าก็ดังทาโกะยากิ ขนมครกญี่ปุ่น
    แล้วเรากินเป็นขนมกินเล่นกันใช่มั้ยคะ อากิบอกว่านี่เป็น proper meal คือกินแทนข้าว ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจอยู่ดีเพราะกินยังไงก็ไม่อิ่ม สู้ข้าวไม่ได้
    ที่มีในฟูจิถูกจัดประเภทเป็นของเคียงซะงั้น



    เสร็จก็ใส่ผักที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วลงไปในแป้ง คนให้เข้ากัน
    จะใส่หมูหรืออาหารทะเลก็ได้หมด
    ให้วางหมูที่หั่นบางๆ หรืออาหารทะเลลงไปในกระทะ ทอดให้พอสุก


    แล้วก็เทแป้งโอโคโนมิยากิลงไป


    ทอดให้เหลืองสวย ให้ด้านในสุก แห้งเท่าไหร่ได้ก็ดีั
    ก็เป็นอันเสร็จ โรยด้วยผงทูนาแห้ง บีบซอสโอโคโนมิยากิ (เหมือน brown sauce ผสมน้ำมันหอยและซีอิ๊วขาวไงก็ไม่รู้)
    ลงมายองเนสนิดนึง โอ้ อร่อย


    (ภาพ: โฉมหน้าพ่อครัว)



    (ภาพ: โฉมหน้าคนรับประทาน ลาภปาก:P)

    หลังอาหาร เนื่องด้วยเป็นวันวาเลนไทน์ อากิก็นำดอกไม้มามอบให้



    พร้อมกล่องชอกโกแลตจากร้านเบเกอรีที่ดังที่สุดในเมือง
    (เพราะมีอยู่แห่งเดียว... และใช่ ผู้รับได้รับประทานชอกโกแลตหมดเรียบภายในหนึ่งวัน)

    ประทับใจมาก
    และอาย เพราะเราไม่มีอะไรให้อากิเลย ลืมไปเสียสนิทว่าเขาฉลองวันนี้กัน
    ก็เลยชดเชยด้วยไวน์และเบียร์ค่ะ เป็นอันเปรมกันทุกฝ่าย
    อากิเป็นเพื่อนที่น่ารักมาก รู้สึกโชคดีที่ได้รู้จักเป็นเพื่อนสนิทกัน

    อะ มาวันอาทิตย์ ถึงคราวดาเนียลาเข้าครัว เมนูวันนี้คือ อารอซซ คอน ฟิเดโอส (arroz con fideos)
    อารอซ แปลว่า ข้าว
    คอน แปลว่า กับ
    ฟิเดโอส คือ เส้นบะหมี่แบบโคโลมเบีย เนื่องด้วยมันหาไม่ได้ในสกอตแลนด์
    เธอใช้ Vermicelli แทน

    และเธอจะทำพร้อมกันสามเมนู
    นอกจากข้าว เธอก็ทำไก่อบน้ำผึ้ง และสลัดแบบอาหรับ

    แน่นอน สลัดอาหรับต้องมีคูส คูส แต่ที่เราคิดว่าแปลกสุดคือ สลุดมีแค่สามอย่าง
    1 ผักชี หั่นพอดีคำ
    2 ต้นหอม หั่นสับใส่ไปสวยงาม
    3 มะเขือเทศ
    ผสมกับคูส คูส ใส่น้ำมันมะกอก บีบมะนาว ออกมาเป็นสลัดที่รสแปลกไม่เคยลองมาก่อนในชีวิต ลองไปทำกันดู ง่ายดี
    ออกมาเป็นแบบนี้



    ส่วนไก่อบน้ำผึ้ง ก็ทำง่ายนะ ต้มไก่ก่อน แล้วเอาไปทอดกับกระเทียม ให้เหลืองสวย ใส่น้ำผึ้ง
    แล้วเอาเข้าเตาอบให้หนังกรอบพอประมาณ ออกมาเป็นงี้



    ที่เราคิดว่าน่าสนใจที่สุด คือวิธีการหุงข้าวแบบโคโลมเบีย
    ตอนแรกก็เอาเส้น vermicelli ไปทอดกับน้ำมันให้เป็นสีน้ำตาล



    ทอดในหม้อเลย เสร็จก็เทข้าวลงไป ผัดกับกระเทียมและเส้นที่เห็น
    แล้วก็เติมน้ำ หุงข้าว
    ที่สำคัญคือ ใส่เกลือเยอะมาก โอ้ ชอบ



    ผลออกมาก็อร่อยมากเลย
    รสมันเข้ากันดีมาก ทั้งเส้นทั้งข้าว รสเค็มปะแล่มๆ ทำให้เราสี่คนเติมกันไม่หยุด



    (ภาพ: โฉมหน้าแม่ครัว)

    นับเป็นวันหยุดที่อิ่มแปล้ น่าสนใจจริงๆ
    ด้วยความที่เธอเป็นนักมานุษยวิทยา ก็อธิบายความเป็นมาของอาหารได้อย่างน่าสนใจ
    โดยเฉพาะเรื่องชาวอาหรับในละตินอเมริกา มีเยอะมาก และพวกนี้มีวัฒนธรรมเป็นของเขาเอง

    สังสรรค์กับเพื่อนอย่างเต็มอิ่ม
    มาวันนี้ก็เลยมีแรงทำงานเต็มที่
    มีเรื่องให้ดีใจคืองานเขียนกำลังจะได้ตีพิมพ์ลง journal เกีั่่ยวกับ arts and culture ของมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ
    แล้วเขาให้เครดิตเราเรื่องที่เราคิดทฤษฎี technology of place เป็นคนแรก:) แต่นั่นก็หมายความว่าต้องแก้และพัฒนางานเขียนให้ดียิ่งขึ้น

    งานหนักรออยู่ แต่ใจก็บ่ยั่นค่ะ
    นั่นคือความงามและรางวัลของการได้ทำอะไรที่ใจรัก

    สวัสดี

    ปล. คิดถึงทุกคนมากๆ ใครที่ลองทำอาหารตามเมนูที่ให้ไว้ออกมาดีไม่ดี ชอบไม่ชอบยังไง
    ส่งข่าวด้วยเน้อ

    13 February

    Day One Hundred and Thirty Four to Forty Three: วาทกรรม Haggis และ (Un) Deadline

    Day One Hundred and Thirty Four to Forty Three: Oxbridge และ (Un) Deadline

    ห่างหายไปนานราวสัปดาห์ เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ได้ไปร่วมงานสัมมนาวิชาการสามัคคีสมาคม ที่จัดได้อย่างเรียบร้อยประทับใจมากๆ
    ไม่ใช่ครั้งแรกที่เดินทางผ่านไปเยี่ยมเคมบริดจ์ เคยไปช่วงก่อนหน้านี้กับเพื่อนที่มอดแล่นกับเกอร์ตัน

    แล้วไปนั่งมองที่ที่วูลฟ์เคยนั่งทอดอารมณ์ใน A Room of One's Own
    และกล่าวอย่างองอาจเก๋ไก๋ว่า "Oxbridge is an invention"
    ใช่ วูลฟ์เป็นคนที่คิดคำว่า "Oxbridge"

    คราวนี้ไปแล้วรู้สึกดีเป็นพิเศษเพราะ
    1 หิมะตกขาวโพลนดี สวยไปอีกแบบ
    2 คนไทยเยอะมาก อบอุ่นใจ ได้เพื่อนใหม่หลายคน
    3 งานสัมมนาน่าสนใจประเทืองปัญญา
    4 ได้ไป Formal ที่ Peterhouse ซึ่งเป็นคอลเลจที่เก่าที่สุด รับประทานไปก็นึกถึงคำของวูลฟ์เมื่อตอนที่วูลฟ์ได้รับประทานที่คอลเลจหนึ่ง
    สมัยนั้นเกอร์ตันและนิวแนมยังเป็นเรื่องใหม่อยู่
    วูลฟ์บ่นว่าซุปนั้นควรได้ชื่อว่าเป็นซุปแล้วหรือ เพราะแย่มาก
    สัตว์ปีกบนจานตัวนั้นแห้งเหี่ยวเหลือรับ
    และไม่เข้าใจประเพณีการต้องไปสูบซิการ์รับกาแฟในห้องหลังอาหาร
    เหมือนได้ยินเสียงยายแก่บ่นอยู่ข้างๆ หู

    แล้วเราก็ต้องว่าจริง เพราะมหาวิทยาลัยเป็นเรื่องของศักดินาื (St A ก็ไม่เว้น เห็นได้ชัดเจน)
    ความเท่าเทียมกันไม่มี แม้ในสถานการศึกษา
    วูลฟ์เคยว่าไว้อย่างเจ็บแสบเมื่อสมัยที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้ไม่ให้ผู้หญิงเข้าเรียนหรือแค่เดินเข้าไปดู manuscript ที่ Trinity
    ว่าตลกดี สิ่งที่เรียกว่า Oxbridge มีประเพณีสวมครุย มี Formal มี High Table สวยงาม แต่ลืมกันไปว่านานมาแล้ว ที่ดินผืนนี้เป็นที่ีที่วัวควายเคยไถนา หมูนอนกลิ้งเกลือกบนโคลนตม เงินที่สร้างตึกสวยๆ ที่เห็นมาจากคลังของผู้ทรงอำนาจ และสถาบันทางศาสนาเป็นผู้กุมการไหลเวียนของกระแสคลัง

    นี้เป็นการเอาประวัติศาสตร์สถานที่มาดูควบคู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ภาวะการยึดมั่นถือมั่นหรือหยิ่งผยอง
    กลายเป็นเรื่องขำไป She has a point

    ที่ประทับใจมากที่สุดในทริปนี้
    คือซูซาน ซุปเปอร์ไวเซอร์
    เราไม่ได้บอกอาจารย์เรื่อง present งานที่เคมบริดจ์
    เพราะคิดว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับงานที่กำลังนั่งเพียรเขียน (และอู้โดยการเขียนบลอค) อยู่
    แต่อาจารย์ก็รู้จนได้ และที่เก๋คือวัน present จริงๆ มาเซอร์ไพรส์นั่งฟังด้วย
    บอกไม่มีเวลาซื้อดอกไม้ ทำเราอึ้งไปเลย รู้สึกดีมากๆ

    ตอนแรกก็หวั่นๆ อยู่ว่าอาจารย์จะชอบมั้ย เพราะที่เขียนงานไปนั้นไม่ได้เป็นวิชาการแบบที่เขียนในธีสิส
    แต่กลับกลายว่าอาจารย์บอกน่าสนใจและ enjoy ซึ่้งก็ยิ่งทำให้มีความสุข มีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น

    กลับมาก็พักอยู่วอร์ริค
    แล้วก็ต้องประหลาดใจที่ได้พบว่า West Midlands หนาวมาก
    หนาวจนขาสั่น และหิมะก็ตกเกือบทุกวัน ประหลาด แปลก แต่ดี
    ชอบตอนหิมะตก แต่ไม่ชอบตอนมันละลาย และไม่ชอบที่มันเดินลำบาก เคยลื่นล้มที่นี่หลายครั้ง จนชำนาญรู้ว่าตอนล้มควรล้มโดยบังคับให้ส่วนใดของร่างกายรับน้ำหนัก (ขอแนะนำว่าควรเป็น your behind มากกว่า ส่วนศีรษะ เพราะอาจน็อคไร้สติได้)

    วันอังคารไปลอนดอน ครบรอบสองร้อยปีชาตกาลของดาร์วินเราก็ต้องถือโอกาสไปดูงานที่ Natural History Museum
    ด้วยความที่ชอบ V&A ตามประสาคนชอบดูเฟอร์นิเจอร์วิคตอเรียนมากกว่าการเคลื่อนตัวของแผ่นดินแมกมา
    ในอดีตเราไม่ค่อยเยือน Natural History จะไปก็ไปดูสัตว์สตาฟเพราะสงสารแต่ในขณะเดียวกันดูไปก็น่ารักดี
    คราวนี้ไปดูอย่างละเอียดก็คิดว่าน่าสนใจ แม้ว่าเดินไปถึงห้องแร่ธาตุแล้วบอกปิ๊กหันหลังกลับทันทีเพราะคิดว่ามีัแต่หิน และหินมันก็ดูเหมือนๆ กัน
    คนที่เรียนวิทย์ถ้ารู้คงว่านังนี่ sacrilege!
    ไปดูไดโนเสาร์ดีกว่า รู้สึกว่าได้กลับไปเป็นเด็ก

    เสร็จก็ตระเวนดู British Museum รอบที่ห้าร้อย ชอบมาก ดูยังไงก็ไม่เบื่อ ถึงเดินทั่วยังไงก็ยังมีอะไรที่อ่าน description ไม่ทัน
    คราวนี้มีนิทรรศการของดีจากเซี่ยงไฮ้ ก็บันเทิงดี มีจอก ไห ภาชนะใส่กับข้าว ที่เป็นเครื่องทองเหลืองทั้งหลาย ได้ดูหยก สวยดี
    คิดถึงคุณย่า คงชอบถ้าได้มาเดินดูด้วยกัน

    ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็เดินเล่นไปมา และแล้วพอถึงเวลากลับก็เกิดเรื่องดีจนได้
    Megabus ดีเลย์หนึ่งชั่วโมง โอ้โห้ นั่งรอไปสิคะ ก็ได้ debate กับปิ๊ก ว่าเรื่อง customer satisfaction ในหลักการ business เบื้องต้นที่หลายๆ คนเรียนเนี่ยมัน practical จริงหรือเปล่า โดยใช้สถานการณ์นี้มาเป็น casestudy
    คือคนอาจบ่นว่ารถดีเลย์และจะไม่นั่ง megabus อีกเนี่ย เอาเข้าจริง จะทำเช่นนั้นหรือเปล่า เพราะเราคิดว่า customer satisfaction ไม่มีความสำคัญหรืออิทธิพลอันใด รถจะดีเลย์ก็คงจะดีเลย์อยู่ร่ำไป และเราแม้จะเข็ดกับเรื่องล่าช้า ก็ยังจะนั่ง megabus อยู่ดี
    เพราะมันราคาถูกกว่าการคมนาคมวิธีอื่นค่ะ

    สุดท้ายกลับไปโคเวนทรี ย่างเท้าออกจากรถฝ่าความหนาว ขาสั่นปากสั่น เมื่อเวลาประมาณเกือบตีหนึ่ง
    เดินไป lakeside ก็นึกถึงเพื่อนๆ ที่เคยเรียนที่นี่ นึกถึงตัวเองและความบ้าบิ่นที่เคยไปเดินเทสโกตอนตีสองตีสามเล่นๆ ตอนเขียนดิสเซอร์
    ทำไปได้ไง... แล้วเราก็ได้คำตอบว่า ตอนนั้นเราเด็กกว่านี้
    ตอนนี้ไม่ไหวแล้วค่ะ ถ้าต้องเดินออกมาเพื่อเค้กขอนไม้ แคดเบอรี วอล์กเกอร์ใหญ่ หรือแมควิตตี้แพคเดียว (~เคยเกิดขึ้นจริงๆ เมื่อสองปีที่แล้ว ความหิวสามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ ตอนนี้ ความหิวต้องเกรงใจความหนาวของสภาพอากาศ)

    ไปวอร์ริคคราวนี้ได้สำรวจห้องสมุดที่สร้างใหม่อย่างจริงจัง (~แต่หนังสือและโต๊ะอ่านหนังสือยังเหมือนเดิมนะ)
    ประทับใจอย่างเดียว (~อ๊าว) ก็แหม หนังสือพิมพ์มีให้อ่านน้อยไปหน่อย เสียอารมณ์
    ประทับใจเครื่อง 3M สำหรับคืนหนังสือที่อยู่ในห้องกระจกใส  เสมือนสิ่งแทนความโปร่งใสในโลกทุนนิยม
    นั่นแหละ เวลาคืนหนังสือ ก็วางหนังสือไปบนเครื่องแล้วเครื่องก็จะเลื่อนหนังสือเข้าไป เหมือนป้อนอาหารปีศาจสแตนเลส
    คิดว่าน่าสนใจ เพราะอะไรจูงใจให้ใช้เครื่องนี้คะ คงไม่ได้เซฟค่าไฟสักเท่าไหร่ อีกเจ้าเครื่องนี้คงจะทำให้เด็กต้องตกงานสองสามคน

    เอาล่ะค่ะ เราคงต้องเลิกอู้
    เพราะตอนซูซานมาเซอร์ไพรส์ ก็ได้เซอร์ไพรส์สองชั้นโดยการให้เดดไลน์ ส่งสิ้นเดือนมีนา
    จะต้องไปทำจริงจัง แต่ทำไปๆ มาๆ รู้สึกอยากเขียนบลอค
    เพราะการเขียนบลอคนี้เป็น therapy อย่างหนึ่ง
    เหมือนการฝัน (เพิ่งดู สารคดีั BBC ว่าทำไมเราต้องฝัน อินๆ) เราต้องถ่ายของเสีย store เก็บความทรงจำและเหตุการณ์ต่างๆ ที่อยู่ในใจในหัวของเรา
    เพื่อ move on

    มีนักวิทยาศาสตร์ออกมาพูดได้น่าฟังมาก คือความฝันนี้มีสองแบบ ฝันดี กับ ฝันร้าย
    และคนเรามักจะเกลียดกลัวฝันร้าย แต่เขาพูดว่าถ้าไม่มี nightmare เราคงไม่สามารถเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ได้

    ถ้าไม่มี (un) deadline เราคงไม่สามารถเป็นนักเรียน PhD ที่สมบูรณ์ได้

    จบบริบูรณ์ (~for now)
    คิดถึงทุกคนค่ะ
    03 February

    Day One Hundred and Thirty to One Hundred and Thirty Three: Changeling ชีวิต การเปลี่ยนแปลง ผู้หญิง และสถาบันรัฐ

    Day One Hundred and Thirty to One Hundred and Thirty Three: Changeling ชีวิต การเปลี่ยนแปลง ผู้หญิง และสถาบันรัฐ

    วันนี้ตื่นเช้ามาลมแรงมาก สักพักหิมะตก สักพักแดดออก สักพักหิมะตกเย้ยแดดจ้า
    สักพักทั้งลม ทั้งฝน ทั้งหิมะ ทั้งแดด
    หลากหลายดี รวมมิตรทุกอย่างในวันเดียวกัน

    ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลงจริงๆ

    ปราชญ์กล่าวว่าความไม่แน่นอนคือความแน่นอนหนึ่งเดียว
    มีพบ ก็ต้องมีจาก
    มีเกิด ก็ต้องมีดับ

    เราคิดว่านี่คือกลไกของธรรมชาติ ฮินดูเชื่อว่าชีวิตมีหลายระดับ มีหลายขั้น
    เริ่มแรกเกิดมา เป็นเด็กก็เรียนรู้ ครองพรหมจรรย์ (ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ virginity เท่านั้น แต่ครองความบริสุทธิ์ทางการกระทำและความคิด)
    โตมาก็ออกเรือน ทำมาหากิน มีลูกหลาน บั้นปลายก็ปล่อยวาง ออกป่าครุ่งคิดเรื่องชีวิต สงบจิตใจ

    ทางพุทธคือวังวนชีวิตของเกิด แก่ เจ็บ และตาย และการรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง
    การปล่อยวางความเป็นตัวตนของเราเท่านั้นทีัี่่จะทำให้เราหลุดพ้นวัฐจักรนี้
    ทั้งหมดนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
    และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมชาติ เ้ป็นสัจธรรม

    แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงมีอีกประเภทหนึ่ง
    คือ ไม่ใช่ ธรรมชาติ
    แต่เป็นผลพวงจากการปรุงแต่งและเครื่องมือของรัฐล่ะ

    ตัวอย่างที่ชัดคือ
    การตื่นเช้า เข้าคิวซื้อข้าว นั่งรถเมล์ ขับรถไปทำงาน
    รถติด เข้าออฟฟิศ ทำงานจนเย็น หาเงินๆๆๆๆ
    เข้าซุปเปอร์มาร์เกต กลับบ้านเลี้ยงลูก สามี ภรรยา วันหยุดเรียมวางแผนเที่ยวหยุดยาว กลับมานั่งซึมเฉื่อย กองงานเต็มโต๊ะ
     
    การเปลี่ยนแปลงที่เกิดในชีวิตประจำวัน
    พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปสนองคำว่า trend
    ทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่เราจำเป็นต้องทำ แต่ เป็นสิ่งที่เราถูกกำหนดทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัวให้เล่นไปตามเกมส์ตามน้ำ ไม่ใช่เหรอ

    มาร์กซ์บอกว่าสังคมไม่ใช่อะไรหรอก มันคือการหมุนเวียนของแรงงาน สิ่งของ ที่เป็น commodities
    สังคมเป็นสิ่งสร้าง เมืองเกิดจากการขนย้ายสินค้า การครอบครองเมืองอื่นโดยอำนาจ เป็นผลของความต้องการหาที่ผลิตวัตถุดิบป้อนตลาด
    สักพักวัฒนธรรมก็กลายเป็น commodity

    สื่อเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ
    ไม่ว่าจะเป็นสถาบันรัฐ กลุ่มคนอนาธิปัตย์ หรือคนๆ เดียวที่มีเงินในบัญชีล้นฟ้า

    เรื่อง Changeling เป็นหนังเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงประเภทที่ไม่ใช่ธรรมชาติ

    Ignorance is bliss บางคนว่า
    จะคิดมากไปทำไม เราก็มีชีวิตอย่างนี้เรื่อยไป
    แต่ก็นะ
    หนูที่วิ่งจักร
    คงสบายใจกว่าหนูที่นั่งมองหนูที่วิ่งจักรและตั้งคำถาม

    ใช่ Ignorance is bliss แต่ เป็น bliss ไม่ใช่ happiness หรือ peace
    มันเป็นความสุขกลวงๆ

    Changeling เป็น myth พื้นบ้านของยุโรปตะวันตก
    สมัยก่อนเขาเชื่อว่า
    เด็กเนี่ยมักจะถูกพวกปีศาจลักไป และปีศาจก็จะเอาลูกปีศาจมาให้มนุษย์เลี้ยงแทน
    เด็กปีศาจพวกนี้จะมีลักษณะแปลกๆ ไม่เหมือนมนุษย์ บางที่ก็ว่าจะฉลาดเกินวัย
    บ้างก็ว่า aggressive กับพ่อแม่
    จริงๆ ไทยเราก็มี บอกเด็กคนนี้ขี้เหร่ เพื่อไม่ให้ภูติผีมาลักเอาไปคือการแก้เคล็ดของเรา

    จะแก้เคล็ด พวกยุโรปใช้วิธีการอ้ากรรไกรวางไว้ในห้องที่เด็กนอน
    หรือแขวนโค้ทที่พลิกกลับด้านเอาไว้

    ฤาการรับเด็ก Changeling ไว้ในอ้อมอกเทียบเท่าการรับความเปลี่ยนแปลงประเภทสอง

    Changeling (2008) ที่เป็นหนังกำกับโดนคลินท์ อีสต์วูด สร้างจากเรื่องจริง
    เหตุเกิดที่อเมริกาช่วงปี ทศวรรษ 20s 30s ที่ LA ช่วง peak ของปัญหาอาชญากรรมและ depression

    ผู้หญิงคนหนึ่งกลับมาบ้าน เรียกหาลูก
    ไม่เจอ
    ลูกชายถูกลักพาตัวไป
    ตำรวจซึ่งช่วงนั้นภาพลักษณ์ไม่ดี คอรัปชันแหลก ฮั้วกับมาเฟีย เก็บคนเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน (ช่างเป็นธีมสากลไร้กาลเวลา)
    ตัดสินใจเล่นเกมส์กับสื่อกู้ภาพ เล่นกับความรู้สึกของแม่ ราวกับว่าเธอเป็นของเล่น



    ก็เลยไปหาเด็กที่ไหนมาไม่รู้
    มายัดให้แม่ผู้สูญเสียและบอกว่านี่ไง ลูกชายเธอ



    พอแม่ขัดขืน บอกไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ลูกชั้น
    ข่มขู่จะเอาเรื่องฟ้องสื่อ
    ก็จับแม่เข้าโรงพยาบาลบ้า

    เป็นฟูโกต์คลาสสิค Madness and Civilisation
    ความบ้า สถาบันการแพทย์ สื่อ เป็นเครื่องมือของรัฐในการจัดการปิดปากผู้ที่เป็นเสี้ยนหนาม

    กดดันให้ผู้หญิงคนนี้เซ็นชื่อยอมรับคำโกหกหลอกลวงและบอกว่าตำรวจไม่ผิด
    ถ้าไม่เซ็นก็ไม่ให้ออก ให้กินยากดประสาท ช๊อตไฟฟ้า เรื่อยไป

    แอนเจลินา โจลี สวมบทบาทแม่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่เพียงหนังเรื่องนี้สั่นประสาท สยองขวัญ
    แสดงให้เห็นความไร้ขอบเขตของกลไกอำนาจรัฐ ทำให้ดูแล้วขนลุก



    เมื่อพบกับความเปลี่ยนแปลงประเภทนี้
    บางคนเลือกหรือเลือกโดยที่ไม่รู้ตัวว่าเลือก ที่จะดำเนินชีวิตไปกับคำโกหก
    แต่บางคนยืนหยัดกับความจริง ซื้อตรงต่อความรู้สึกของตัวเอง
    และไม่ย่อท้อแม้ตนกำลังจะถูกวางยา ช๊อตไฟฟ้า โดนก๊าซน้ำตา
    หรือขู่ฆ่า

    แต่เรื่องที่เราอาจมองข้ามไป คือเหตุการณ์นี้เกิดกับผู้หญิง
    (ซึ่งในสมัยนั้นก่อน Nineteenth Amendment ของอเมริกา ว่าด้วยสิทธิผู้หญิง)
    เกิดมาเป็นผู้หญิงหมายถึง เกิดมาเป็นพลเมืองชั้นสอง

    เราต้องอย่าลืมว่า ผู้ชายและผู้หญิงอำนาจและสถานะนั้นต่างกัน
    พวก movement ชาตินิยมชอบเหมารวม
    จับเราเข้าเป็นกลุ่มก้อนกับประสบการณ์ของชาย
    ส่งผลให้ผู้หญิงถูก doubly colonised หลายชั้นซับซ้อน
    ผู้หญิงต่างชนชาติก็ประสบต่างกัน ต้องดูที่บริบทด้วย
     
    ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงคือประวัติศาสตร์ของการปฏิเสธตนเอง
    History of Negation
    ปฏิเสธร่างกายของตัวเอง เพราะร่างกายเป็นภาชนะบรรจุความต้องการของชาย
    ต้องอุ้มท้อง ใส่ส้นสูงแต่งตัวสวย
    ปฏิเสธเสรีภาพ ความเป็นไทในเชิงเศรษฐกิจ
    ปฏิเสธอิสรภาพในการศึกษา
    น้อยคนเท่านั้นที่จะโชคดีพอที่จะได้เข้าสู่โลกของอาชีพ
    ซึ่งไม่ใช่โลกของเรา
    การแข่งขันทำให้ผู้หญิงต้องรับบทบาทของแม่ ภรรยา ลูกสาว และ working woman
    overload กว่าผู้ชาย
    ที่ทำงาน กลับบ้าน ตีกอล์ฟ ไปเที่ยวกลางคืน
    มีคนทำอาหารให้ ซักผ้า เลี้ยงดู
    เพราะนั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเนียม
     
    สถาบันรัฐ สถาบันการแพทย์ โรงพยาบาลบ้าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของรัฐ
    แต่เป็นเครื่องมือจรรโลง gender politics ความเหลื่อมล้ำของอำนาจเพศชายและเพศหญิง
    แน่นอน ตัวละครโสเภณีในโรงพยาบาลบ้า ซึ่งไปแจ้งความหลังถูกผู้ชายซ้อม ผู้ชายที่ดันเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
    และถูกจับขังในโรงพยาบาลบ้า เอาไฟฟ้าช๊อตหัว
    เป็นตัวละครที่แสดงให้เห็นสถานะ outcast
    the other
    ของผู้หญิง

    เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จับตัวละครเอกเข้าโรงพยาบาลบ้าบอกว่า
    เธอเป็นบ้า ต้องรับการรักษา
    เพราะเธอ "unmanageable"
    ปกครองไม่ได้

    ผู้หญิงถูกเบียดเบียนทางความคิด
    หลายศตวรรษของการปกครองทำให้บางคนคิดว่าเราด้อยกว่าและชีวิตเราเกิดมาเพื่อเติมเต็มซี่โครงที่หายไปของชาย
    คำพูดที่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จของชายผู้ยิ่งใหญ่คือหญิงที่ยิ่งใหญ่
    การพินิจพิเคราะห์แฟชั่นของสตรีหมายเลขหนึ่งทั้งหลาย ทั้งการแต่งกายและการวางตัว
    บอกว่าเหมาะแล้วล่ะที่จะส่งเสริมให้สามีขึ้นสู่ที่สุดของที่สุด

    Virginia Woolf บอกว่า ผู้หญิงเป็นเหมือนกระจกสะท้อนให้ผู้ชายมองตัวเองในแบบที่อยากจะเห็นและจะเป็น
    "Women have served all these centuries as looking-glasses possessing the magic and delicious power of reflecting the figure of a man at twice its natural size."

    ตั้งแต่เรื่องอาการ ฮิสทีเรีย คำวินิจฉัยของฟรอยด์
    จนถึงปัจจุบัน

    การกดดันผู้หญิงในทางอ้อมให้หาวิธีการป้องกันคุมกำเนิดเอง
    สถาบันศาสนาใจแคบไม่นึกถึงชะตากรรมของผู้หญิง

    ผู้ชายพูดกันเล่นๆ ว่าใส่ถุงยางเหมือนใส่เสื้อกันฝน ไม่สนุก
    แล้วผู้หญิงต้องมารับผิดชอบ บ้างทำแท้งติดโรคไรไปมา

    สุขอนามัยกดดันผู้หญิงทางอ้อมตลอด นี้เป็นการหนีไม่พ้นวงเวียนวัฐจักร gender politics ที่ต้องการวางหมากให้ผู้หญิงรับชะตากรรม
    รับ "กรรม" ที่เกิดมาเป็นเพศที่ด้อยกว่าเรื่องสิทธิการใช้เสียงต่อรอง

    หนังเรื่องนี้บอกว่าแม้การยืนหยัดกับความจริงอาจจะไม่เปลี่ยน reality ความเป็นจริงของชีวิตที่โหดร้าย
    เธอยังคงเป็นพลเมืองชั้นสอง ลูกชายเธอหายไปไม่มีวันกลับ
    แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งหนึ่ง (ที่ต้องขอบคุณผู้หญิงอย่างแพนดอรา) ที่สำคัญกว่า
    แม้ไม่สมหวัง แต่สิ่งหนึ่งที่บังเกิดและบางทีเราอาจลืมคือ คำว่า "หวัง" ในคำว่า ไม่สม "หวัง"

    อย่างน้อยไม่สมหวังยังดีกว่าไม่มีความหวัง
    การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงแม้จะไม่ทำให้เราสุข
    แต่มันทำให้เรามองชีวิตอย่างเปี่ยมหวัง

    และความหวัง
    นั่นเป็นขั้นแรกที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่สาม

    คือการเปลี่ยนแปลงที่เราลงมือกระืำทำเอง
    เพื่อประโยชน์สุขของ Outcast พลเมืองชั้นสอง
    ผู้ที่สมควรได้รับสิทธิและความสุขอย่างเท่าเทียม
    การต่อสู้อันยาวนาน ยังไม่สามารถนับว่ายาวนาน เพราะมันเพิ่งเริ่ม
    เพราะการต่อสู้นี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ชาย
    ไม่ได้มีเพื่อยกย่องชูผู้หญิงว่าเหนือกว่า
    นั่นคือ การเผาบรา
    ซึ่งไม่เพียงไม่ได้ประโยชน์ แต่ยังคงย้ำ จรรโลงความเหลื่อมล้ำของอำนาจ

    การเปลี่ยนแปลงแบบที่สามจะเกิดเมื่อเราพุ่งไปศึกษาวาทกรรมของอำนาจที่ครอบงำทั้งหญิงและชายโดยเท่าเทียมกัน
    และยืนหยัดในความจริง

    ซื่อตรงต่อความรู้สึก

    และนั่นควรจะทำให้เราตั้งคำถาม
    และพร้อมที่จะเป็น Changeling ที่ท้าทายสังคม
    แทนการโอนอ่อนผ่อนตาม วิ่งไปตามจักร
    ใช้ชีวิตไปตามตารางเวลาที่มี "มือที่มองไม่เห็น"
    ถือวิสาสะวางไว้ให้