Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    26 December

    Day Eighty Nine to Ninety Seven: End of Vacation (almost)

    Day Eighty Nine to Ninety Seven: End of Vacation (almost)

    หายไปนานมากเพราะตั้งใจจะทำตามที่ซุปเปอร์ไวเซอร์สองคนกำชับให้ทำ
    นั่นคือ อยู่เฉยๆ
    ละเว้นการทำงานอ่านหนังสือ

    ปิ๊กมาเยี่ยมถึงเซนต์แอนดรูวส์ ทำให้เทศกาลงานรื่นเริงน่าอภิรมย์ยิ่งขี้นไปอีัก
    อาทิตย์ที่ผ่านมาเราสองคนตะลุยเที่ยวเอดินเบอระ สเตอร์ลิง และกลาสโกว์
    ผจญภัยเที่ยวชมตั้งแต่ปราสาทกระทบไหล่นักท่องเที่ยว ชมบ้านสมัยศตวรรษที่ 17 และเข้าไปนั่งจิบเครื่องดื่มสีอำพันในผับท้องถิ่นต่างๆ
    ขึ้นเขาลงห้วย นั่งชิงช้าสวรรค์สูงกว่ายอดหอ Sir Walter Scott  และเดินโฉบไปมาบนลานเทศกาลเบียร์และอาหารเยอรมัน
    ฟังคนอ่าน Robert Burns ในพิพิธภัณฑ์
    และฟังคนเป่าปี่สกอตใกล้สถานีรถไฟ

    ที่ใช้วิธีการเล่าทำนองนี้เพราะขี้เกียจเล่าสรุปค่ะ รายละเอียดมันยิบเกิน
    กลับมาวันนี้ เช็คเมล์เป็นอย่างแรก

    อ้า มีเมล์จากซุปส่งรายชื่อหนังสือให้เตรียมอ่านหลังปีใหม่ แล้วมีทฤษฎีเกินสิบเล่มค่ะ
    ไหนบอกให้พักผ่อนไงค้าาาา
    เฮ้อ เอาละ เที่ยวมามาก ตอนนี้พร้อมทำงานหนักอีกรอบ

    หวังว่าทุกคนคงจะสนุกสนานกับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่เช่นกันนะคะ
    ใกล้จะหมดเทศกาลและหยุดยาวแล้ว
    ขอให้ make the most of it!!

    Happy X'mas ย้อนหลังค่ะทุกคน
    รักและคิดถึง
    17 December

    Day Eighty Seven and Eigthy Eight: เสนอเปเปอร์

    Day Eighty Seven and Eighty Eight: เสนอเปเปอร์

    วันนี้เสนอเปเปอร์เป็นไปด้วยดี
    ดีกว่าที่คาดไว้ มาก

    ซุปเปอร์ไวเซอร์ใจดีมาก อุตส่าห์มานั่งฟัง
    พูดตอนแรกก็รู้สึกหวั่นๆ เพราะมีปัญหาเรื่องเทคโนโลยี
    เครื่องคอม ซึ่งจำเป็นต้องใช้เพราะ powerpoint เนี่ย ดูจะไม่ทำงาน
    แต่ไปๆ มาๆ ก็ซ่อมได้

    เพื่อนเมกันใจดีชื่อแคเธอรีนมาช่วยกด powerpoint ให้
    ทุกอย่างดี เวลาเหมาะเจาะ ไม่เกินแม้สักนาที
    คำถามท้ายชั่วโมงชวนคิดและ constructive
    ทุกคนเข้าใจ argument ของเปเปอร์
    ที่ดีใจคือซุปเปอร์ไวเซอร์เห็นด้วยและชอบที่นำเสนอวันนี้
    (ที่พูดถึงคือเอมมา อาจารย์ยังไม่ได้อ่านเปเปอร์ก็เลยถือโอกาสนำเสนอซะเลย)

    เพื่อนที่เรียน undergrad ชื่อ โซอี้ เพื่อที่เรียน creative writing เมแกน
    และเบน เพื่อนปีสาม phd อุตส่าห์สละเวลามานั่งฟัง
    ต่างฝ่ายต่างมีงานต้องทำ มีนัดต้องไป
    แต่อุตส่าห์ไปสายเพื่อเรา ซึ้งใจมาก

    มารีนา แซม อากิ แม้แต่ดาเนียลาก็อุตส่าห์มา
    ดีใจที่ทุกคน enjoy :)

    จบงานก็ไปผับเพื่อรับ ale จากมารีนาผู้สัญญาจะเลี้ยงเครื่องดื่มหลัง present ตอบแทนวันที่เราเลี้ยงเครื่องดื่มวันที่เธอ hand in งาน
    มีแซม อากิ ดาเนียลาไปด้วย สนุกดี

    ตอนนี้ก็พักผ่อนได้ หลังทำงานมานานไม่ค่อยได้หยุดพัีก...

    happy happy:)


    16 December

    Day Eighty Four, Eighty Five, Eighty Six: Balikbayan and X'Mas Ceilidh

    Day Eighty Four, Eighty Five, Eighty Six: ว่าด้วย Balikbayan and X'mas Ceilidh

    http://www.youtube.com/watch?v=NC6AryKPQfk
    ก่อนอื่นต้องคลิกดูวิดีโอ เราไปเจอในโปรไฟล์ของพี่พีระ
    ขำมาก ดูทีไรก็ขำ เพราะมันเป็นความจริง


     
    Balikbayan box
    (Balik = come back
    Bayan = hometown/homeland)

    เวลามีคนจะกลับไปฟิลิปปินส์จะต้องมีการซื้อของฝากญาติๆ
    แล้วกล่องจะใหญ่ไรล่ะ มีทุกอย่างตั้งแต่รองเท้า (ซึ่งจริงอย่างที่ในเพลงว่าไว้ทุกประการ เท่ากับเท้าของคนที่เราจะซื้อให้เดี๊ยะ เพราะมีการนัดหมายล่วงหน้าให้ทาบเท้าเขียนบนกระดาษกันพลาด รองเท้าของเราส่วนใหญ่ที่ญาติใจดีซื้อให้ก็วิธีนี้ทั้งนั้น นอกจากนี้ที่ขาดไม่ได้คือ corned beef และ spam
    ปกติคนที่กลับมักจะเป็น Lola หรือ คุณย่าคุณยายทั้งหลาย
    มันเป็น culture thing จริงๆ

    เราโตมากับคำว่า Pasalubung ซึ่งแปลว่า ของฝาก (มักจะเป็นจากคนที่มาเยือน)
    วิเคราะห์แล้วว่ามันเป็นเช่นนี้ในทุกครอบครัวเพราะอะไร
    ชาติฟิลิปปินส์เ้ป็น case study ที่น่าสนใจในแง่โพสต์โคโลเนียล globalization และ diaspora
    สภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีทำให้ประชากรชาวฟิลิปปินส์อพยพออกมาหางานทำต่างประเทศมากมาย
    ผู้ที่อพยพออกจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกา แคนาดา อังกฤษ สิงคโปร์ เกาหลี ดูไบ
    (~และส่วนใหญ่เป็นครูบ้าง แม่บ้านบ้าง เป็นพี่เลี้ยงบ้าง คงจะจำคดีแม่บ้านฟิลิปปินส์ถูกแขวนคอที่สิงคโปร์ได้ ประเทศนี้ขึ้นชื่อในเรื่องการกดขี่)

    หรือแม้กระทั่งเมืองไทย (~คนจำนวนมากมักจะแต่งงานกับคนไทยในยุคที่การศึกษาที่ฟิลิปปินส์เฟื่องฟู) เนี่ย เป็น homeless diaspora ทั้งนั้น ทุกคนจะมี nostalgia ที่แม้การเยือนบ้านเกิดเป็นสิบๆ ครั้งก็ purge มันไม่ได้
    เพราะ concept ของคำว่า บ้าน มันเปลี่ยนไปมาตลอด บ้านเดิมที่เราเกิดและโตมา สิบปีผ่านไป มันก็คงไม่เหมือนภาพบ้านนั้นในหัวของเรา
    Displacement ก่อให้เกิด nostalgia การกลับมาบ้านอีกครั้งก่อให้เกิด Disillusionment

    Balikbayan Pasalubung เป็น cultural production ที่รองรับอารมณ์ nostalgia นั้นๆ
    ข้าวของมันล้นนอกกล่อง overwhelming มาก ทั้งนี้ก็เพราะความรู้สึกคิดถึงบ้านมัน overwhelming
    กล่องที่ล้นออกมาเป็น metonymy ขอความรู้สึกที่ล้นปรี่ อธิบายลำบาก เราเองก็เป็นผู้สังเกตการณ์

    จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ไปฟิลิปปินส์ ตกใจมาก
    คือพอเครื่องบินแตะพื้นปุ๊บก็ร้องเพลงชาติกันล่ะ
    ตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนี้กลับมาคิด
    พวกนั้นคือพวกใช้แรงงานที่ได้กลับมาเยือนบ้าน

    จำได้ว่ายืนรอกระเป๋ากับน้องชายที่สายพาน
    กล่องของคนส่วนใหญ่ คาดว่าเป็น Balikbayan ยักษ์มากๆ
    กล่องเล็กๆ มีหัวไก่โผล่มากุ๊กๆ เอ้อ ไก่ช๊นค่า สวยงาม

    ไม่เคยเจออะไรที่ unique อย่างนี้ รักประเทศนี้เพราะเป็นประเทศแม่ของเรา (literally)

    ดูคลิปเสร็จตอนเย็น ประมาณสองทุ่มก็เดินทางไปร่วมงาน Ceilidh
    สนุกมาก แล้วเต้นไม่หยุด ตั้งแต่สองทุ่มกว่าถึงห้าทุ่มกว่า
    ได้พักแค่สองเพลงเองมั้ง
    ชอบวอลซ์มากๆ วอลซ์แบบเปลี่ยนคู่
    มีเพลงหนึ่งต้องเกี่ยวแขนไปเรื่อยๆ จนสุดแถว เหนื่อยได้ใจ
    เหงื่อซ่กตั้งแต่สองเพลงแรก จบงานนี่เหมือนอาบน้ำเลยค่ะ
    ดีที่คราวที่แล้วได้รับบทเรียน ก็เลยใส่ชุดออกกำลังกายไป

    ทั้งคืนนี่รอให้ผู้ชายแข็งแรงๆ มาเหวี่ยงโพลกา และเหวี่ยงแบบ highland
    เพราะรู้สึกว่าเราเองต้องเหวี่ยงพวกผู้ชายพวกนี้ แรงน้อยเกิ๊น
    และซ้ำร้ายบางเพลงต้อง lead ด้วย เช่นวอลซ์เนี่ย นึกว่าจะมีคนมา lead ให้เราตามสวยๆ จะได้ไม่ต้องใช้แรงและสมองมาก
    ไม่มี๊ เพราะพวกผู้ชายดันเต้นไม่เป๊น
    มาเจอนักเต้นที่เก๋สุดชื่อเดวิด เป็นลุงค่ะ แก่แล้ว แต่โอ้โห้ แรงแขนนี่ใช้ได้จริงๆ
    เหวี่ยงเราเป็นลูกข่าง สนุกดี








    เจอลุงเหวี่ยง ได้ใจจริงๆ ค่ะ

    เอาล่ะต้องขอลี้ไปนอน เจ็บเท้ามากๆ วันนี้กระโดดทั้งคืน:)
    Miss u all!
    12 December

    Day Eighty One, Eighty Two and Eighty Three: The Sublime

    Day Eighty One, Eighty Two and Eighty Three: The Sublime

    เมื่อวานเป็นวันปิดคอร์สทฤษฎี เพื่อนๆ ก็ชวนกันไปดื่มก่อนเข้าเรียน
    นั่งกันที่ The Central อันเป็นผับ/ร้านอาหารราคาย่อมเยา (กาแฟกานึงไม่ถึงปอนด์อะคิดดู และไม่ต้องพูดถึง House Ale อร่อยมากค่ะ)
    ตั้งแต่บ่ายโมงถึงบ่ายสาม
    และมันทำให้รู้สึกเีสียดาย
    เสียดายที่ทำไมเราไม่นัดดื่มกันก่อนหน้านี้
    เพราะในระยะเวลาสองชั่วโมง เราได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น มากกว่าที่สามเดือนที่คุยกันผิวเผิน
    เราได้รู้ว่าสกอตฝันอยากเป็นซาตานใน Paradise Lost ของมิลตัน
    บ้านเพื่อนบรอนนีที่นิวซีแลนด์เป็นสถานที่ถ่ายทำเรื่อง Sylvia (ชีวประวัติซิลเวีย พลาธ ที่กวีเนธเล่น และแดเนียลเครกหล่อมาก) และเธอเคยไป arctic circle มาแล้ว
    แซมอยากเป็นครูที่เซนต์จอหนส์ และรัก Harold Bloom
    แคธเธอรินชอบทำอาหารไทย และคิดว่าหลังตายไปเธอคงจะได้กลับชาติมาเกิดเป็นลูกสาวของมิลตัน
    เชรามีทฤษฎีที่ว่าหญิงอเมริกันที่จบจาก Agnes Scot (ไม่ใช่ Wellesley อย่างที่มักเข้าใจกัน) เก้าสิบเปอร์เซนต์มีประสบการณ์ Lesbian Spectrum  
    และเชื่อว่าพระเจ้านั้นทรงคุณความดีเพียงเพราะพระเ้จ้าสร้างวรรณคดี
    และอื่นๆ อีกมาก

    นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงชอบดื่ม มันเป็นการสร้าง network อย่างหนึ่ง
    ประมาณแปดสิบเปอร์เซนต์ของมิตรภาพในชีวิตดิชั้น เกิดขึ้นและเริ่มต้นพัฒนาจากบรรยากาศการดื่มชิวๆ ทั้งนั้น

    การสร้าง network เป็นการมองการดื่มสังสรรค์ในแง่ pragmatic
    มันยังมีึความหมายและคุณค่าในแง่ที่ลึกกว่านั้น
    นอกเหนือจากรสชาติและึความรู้สึกอันเป็นผัสสะแล้ว
    การดื่มในสายตาของไบรอน กวีโรแมนติค เป็นการเข้าถึง Sublime วิธีหนึ่ง
    อะไรล่ะคือ Sublime มันเป็นธรรมชาติของเราที่เมื่อพูดถึงอะไรอย่างหนึ่งแล้วต้อง clarify ให้เข้าใจ
    คำบางคำ อย่างที่เดริดาว่าไว้ มันมี iterability ใช้กันซ้ำๆ ไปมาจนเราอาจลืมไปว่ามันแปลว่าอะไรกันแน่
    วันนี้เราจะมาดูแนวคิด Sublime จาก Longinus จนถึง Kant Schelling Schopenhauer และ Nietzsche กันเล่นๆ

    มีบทบรรยายตอนหนึ่งใน Don Juan ของไบรอน
    เขาบรรยายฟองคลื่นที่ทะเลได้พามากองไว้บนผืนทราย
    และก็มี Byronic Pause การหยุดไม่บรรยายเรื่องราวใน plot ต่อ
    แต่กลับมาบรรยายภาพฟองคลื่นกับฟองจากแชมเปญ
    ไบรอนบอกว่าคนเราควรจะต้องดื่มเพื่อ intoxicated
    นั่นคือหนทางที่จะใช้ชีวิต เป็นหนทางสู่ Sublime สู่ความสวยงาม

    จะบรรยาย Sublime ว่าอย่างไร หลายคนเข้าใจว่ามันคือธรรมชาติ
    ความงามของป่าเขาลำเนาไพร ความงามของดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ (ซึ่งเมื่อคืนกลมโตสุดในรอบปี นสพ ว่าไว้)
    และความงามนั้นมีน move เรา เหมือนที่ move แดฟโฟดิลในใจของ Wordsworth

    สำหรับ Longinus ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนแรกที่เขียนเกี่ยวกับ Sublime ในงานเขียน On the Sublime เชื่อว่า

    Sublimity is a kind of eminence or excellence of discourse... grandeur produces ecstasy rather than persuasion in the hearer;
    the combination of wonder and astonishment always proves superior to the merely persuasive and pleasant... Sublimity...
    tears up everything like a whirlwind, and exhibits the orator's whole power at a single blow.

    ถ้าเรานึกถึงแนวคิดของ Socrates ซึ่งแยกนักปรัชญาที่แท้ ออกจากพวก Sophists ที่พูดพร่ำเพรื่อให้ตัวเองบรรลุเป้าหมาย หรือพูดเพื่อโน้มน้าวเท่านั้น
    Sublime จะมาจากนักปรัชญาที่แท้เท่านั้น มันคือการที่เรารู้สึกอึ้งทึ่งใน argument เหมือนถูกต่อยอะ
    มากกว่ารู้สึกว่าเออ เอนเอียงเห็นชอบไปทางที่บรรดาโสฟิสต์ิอย่างนักการเมืองหรือเจ้าลัทธิทางการเมืองต่างๆ พยายามให้เราเห็นเป็นเช่นนั้น

    สำหรับ Kant แล้ว Sublime คือ The Absolute มันคือความเข้าใจเกี่ยวกับ nature ธรรมชาติ ที่เราไม่มีวันเข้าถึง
    และด้วยความที่มัน unattainable และเรามักจะมีความรู้สึกใคร่อยากได้สิ่งที่เราไม่มีวันได้
    นั่นคือสิ่งที่ทำให้ Sublime เป็น Sublime ความรู้สึกของการต้องการคนที่เราไม่มีวันได้ ที่มีเจ้าของแล้วหรืออย่างไรก็ตาม
    ซึ่งเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนคงเคยประสบมา
    และมันเป็นความสุขในความทุกข์ หวานปนขม

    สำหรับ Schelling แล้ว Sublime เห็นได้ในงานศิลปะสองแขนงคือ
    Tragedy และ Sculpture
    อย่างแรกมันมี Catharsis ให้เราเห็นใจ hero
    อย่างที่สองมัน fuse ความเป็นกับความตายในความนิ่งงันเงียบขรึมของรูปปั้น (นึงถึงรูปปั้นหินอ่อนใน V&A)

    สำหรับ Schopenhauer ซึ่ง pop มากในบรรดาศิลปินโรแมนติก โดยเฉพาะ Wordsworth รับมาเต็มๆ
    Sublime มันมี essence ดังนั้นเขาจึงคิดต่างจาก Kant
    Sublime คือสิ่งที่จะ trigger ทำให้เกิด transition ไปสู่ ศีลธรรมและจิตใจที่สูงขึ้น
    แต่มันติดพันกับ terror
    กับความทุกข์ เช่นที่ Hamlet ได้ตัดพ้อกับตัวเอง to be or not to be
    อันว่าด้วยความทุกข์ยิ่งยวดของการมีชีวิตอยู่

    แล้วมันต่างจาก Nietzsche อย่างไร

    คงต้องใช้ตัวอย่าง
    วันนี้เราไปเดินเล่นตรงชายหาดตามปกติ มองออกไปเห็นคนกำลังพายเรือสวยงาม
    ลองนึกภาพเรายืนมองชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนเรือพาย
    รอบกายนี่พายุกระหน่ำ หรือสึนามิกำลังจะมา
    แต่ชายคนนั้นก็นั่งอยู่เฉยๆ สวยงาม ไม่เดือดร้อนอะไร
    เราไม่แน่ใจว่าเขารู้หรือไม่ว่าอีกไม่กี่วิ เขาต้องดับชีวิต
    ต้องรู้สิ แหม ก็พายุออกจะชัด
    และเมื่อเราคิดว่าเขารู้ว่าเขาต้องตายเนี่ย
    ภาพของชายนั่งรอความตายบนเรือพาย
    มันคือ Sublime ในความคิดของ Schopenhauer และ Nietzsche ทั้งคู่
    ต่างกันตรงที่ว่า
    Schopenhauer เห็นว่า Sublime มันเกิดจากความรู้สึกที่ว่ามนุษย์เป็นเหมือนมดอะ เทียบกับพลังธรรมชาติ
    เราเป็นแค่จุดดำเล็กๆ บนโลกนี้ ความรู้ความเข้าใจแลความรู้สึก Sublime นี้เกิดจากการ TERROR
    การที่เราได้เผชิญหน้ากับอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าเรา
    เช่น ปรากฏการณ์สึนามิ ที่คร่าชีวิตคนไปหลาย

    สำหรับ Nietzsche (เน้นว่าตอนที่เขายังหนุ่มแน่นอยู่ เพราะภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในแง่ของแนวคิด Sublime)
    เขาบอกว่ามันต้องมี Veil of Maya
    คือ Sublime มันเป็นสิ่งสร้าง
    ไม่ใช่ essence อย่างที่นักปรัชญาทุกคนในอดีตเข้าใจ
    ต้องมีการสร้างมายาภาพสำหรับชายคนนั้น และสำหรับเราที่มองจากชายหาดว่าความตายเป็นสิ่งสวยงาม
    ต้องมีการสร้างมายาภาพของ security ชายคนนั้นต้องปลอดภัย หรือ แน่ใจว่าตัวเองต้องรอด
    นั่นคือ Sublime มันคือ การ mask และ unmask reality ดังที่เขาว่าไว้ใน The Birth of Tragedy:

    "There would be no systematic knowledge [Wissenschaft] if there were only one naked goddess and there were nothing other to be done."

    Nietzsche ตอนแก่ตัวเริ่มมองว่าตอนหนุ่มแน่นเนี่ย ยังมองโลกในแง่ดี
    ยังให essence แก่นสารต่อสิ่งที่เรียกว่า sublime
    แต่จริงๆ แล้ว ภายใต้หน้ากาก ภายใต้ masking and unmasking of maya
    มันไม่มีอะไรอยู่เข้างใต้

    Sublime เช่นเดียวกับอะไรหลายๆ อย่างในชีวิต
    มันมีความหมายและคณค่าก็ต่อเมื่อเราให้ความหมาย
    สุขภาพที่ดีสำหรับเขา ไม่ได้แปลว่า สุขภาพที่ดี ไม่มีการ unmask ไม่มีแนวคิดที่ทำให้เราสุขภาพดีเต็มร้อย ข้อนี้หมอคงจะเห็นด้วย
    แต่สำหรับ Nietzsche การบรรลุ sublime ของสุขภาพดี หมายถึง การหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ 

    เพราะฉะนั้นฟองคลื่นและฟองแชมเปญของไบรอนไม่ได้มีคุณค่าเป็น Sublime ในตัวของมันเอง
    แดฟโฟดิลของ Wordsworth ก็เป็นแค่แง่หนึ่งของ Sublime ซึ่งนำมาซึ่งการตั้งคำถามว่าทำไมเราต้องมีจิตใจสูงขึ้น มันอยู่ใน discourse อะไร
    การดื่มและพูดคุยในหมู่เพื่อนฝูงก็ไม่ใช่ Sublime ในตัวของมันเอง
    ในที่สุดเราคงต้องผนวกรวมแนวคิดเด่นๆ ของนักปรัชญาพวกนี้
    เพื่อสรุปว่า
    The Sublime มันเป็นความรู้สึกสุขปนเศร้ายามมองทะเลตอนเช้าๆ และคิดถึงบ้าน
    หรือยามเรานั่งฟังปัญหาและเรื่องอะไรสนุกๆ ของเพื่อนในวง
    แต่ก็เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ได้อยู่ดี
    เป็นทั้ง essence และ existence ในเวลาเดียวกัน
    เป็น The Beyond
    แต่เป็น The Beyond ที่เราจับต้องได้ และอาจจะรินใส่แก้วเพื่อลิ้มรสมันได้
    หรืออาจจะเป็นแค่มายาที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราสามารถเสพมันได้
    ดังที่ Amy Winehouse สรุปไว้เป็นอย่างดี

    They tried to make me go to rehab but I said 'no, no, no'
    Yes I've been black but when I come back you'll know know know
    I ain't got the time and if my daddy thinks I'm fine
    He's tried to make me go to rehab but I won't go go go

    I'd rather be at home with Ray
    I ain't got seventy days
    Cause there's nothing
    There's nothing you can teach me
    That I can't learn from Mr Hathaway

    I didn't get a lot in class
    But I know it don't come in a shot glass
    http://www.youtube.com/watch?v=l-_ZywDWRK8
    09 December

    Day Seventy Eight, Seventy Nine, Eighty: Formal Hall X'mas Dinner

    Day Seventy Eight, Seventy Nine, Eighty: Formal Hall X'mas Dinner

    ช่วงนี้ยุ่งมาก ไม่ได้อัพเดตเลยว่าทำไรบ้าง
    คร่าวๆ ก็คือเตรียมพรีเซนต์ เตรียมบทพูด แก้งานเขียน ทำ annotated bibliography เก็บไว้
    การย่อยงานเกือบหมื่นคำเป็นสองพันคำ และให้ fit เวลายี่สิบนาที
    ยี่สิบนาที... ที่จะทำให้คนที่ไม่เคยอ่านวูลฟ์และไม่คุ้นเคยเรื่องทฤษฎี postcolonial อันเกี่ยวเนื่องกับสถานที่เนี่ย ได้เ้ข้าใจประเด็นที่ต้องการจะกล่าวถึง
    หรือเข้าใจสิ่งที่เราได้ศึกษาวิจัยไป
    มันยากมาก ยากที่สุดแล้วล่ะ
    รักพี่เสียดายน้อง ไม่อยากตัด quote เก๋็ๆ ล่ะ
    มันจึงสำเร็จนานมากเหลือเกิน
    นี่ก็ว่าจะทำงานต่อคืนนี้

    เอาละ ทำงานไม่หยุดมานาน
    เพิ่งมาว่างวันนี้ พยายามทำตัวให้ว่าง
    เพราะวันนี้มี Formal Hall และพิเศษคือมันเป็น X'mas dinner ไปในตัวด้วย
    คอมมอนรูมหรี่ไฟ ได้บรรยากาศโร-แมน-ถิก
     
    เริ่มงานก็ประเดิมด้วยพันช์ไวน์ขาวอุ่นๆ
    เราคนเดียวลิ้มลองไปหลายอยู่ อร่อยจริง




    ลงมาห้องใต้ดิน โต๊ะอาหารประดับประดาเป็นธีม X'mas
    ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสแม้จะงานเยอะก็ตาม

    ถ่ายคู่กับลูกหลานของผู้ก่อร่างสร้างอเมริกา แซม แบรดฟอร์ด
    เพราะเข้ากับธีมที่ guest lecturer มาพูด
    ซึ่งเป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศและเป็นที่ปรึกษาของโอบามาในการทำแคมเปญ
    ก็ด่าบุชสนุกสนาน โดยที่รีพับลิกันอย่างแซมอดจะขำไปด้วยไม่ได้



    เมนคอร์สวันนี้อร่อยดี แต่นึกถึงตอนอยู่โรงเรียนอะ เพราะมีไส้กรอกพันเบคอนที่ชอบกินตอนเด็กๆ
    และก็มีไก่งวงอบ จบด้วยของหวานเป็นพุดดิ้ง
    จริงๆ อยากกินเอ็มเคมากๆ ค่ะ และก็ฟูจิด้วย แต่นะ อยู่ในสถานการณ์ที่เลือกไม่ได้ค่ะ

    รู้สึกดีเหมือนกันที่ได้เจอเพื่อนทุกคนก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับครอบครัว
    หลังอาทิตย์หน้าเซนต์แอนดรูวส์คงจะร้างจริงๆ

    รับประทานเสร็จ ฟังเลคเชอร์เสร็จ ก็ขึ้นมาคอมมอนรูม ต่อด้วยกาแฟและ port และไวน์
    คุยไปมาถึงสามทุ่มสี่ทุ่ม
    เรากับดาเนียลาเพื่อนรักรู้สึกว่าต้อง burn ค่ะ



    ก็เลยไปเต้นซัลซากันต่อ อูนาตามมาสมทบ
    ก็เต้น ซัลซา เมเรงเก ชะชะช่า และไรอีกมากมาย ตอนนี้เหงื่อตก รู้สึกดี
    ไก่งวงและไส้กรอกและเบคอนระเหยไปในทันใด
    แต่ปัญหาคือ

    ดิชั้นหิวอีกแล้วววววววววว



    ปล. คิดถึงทุกคนที่บ้านมากๆ
    คิดถึง พ่อ mom วิตตี้ เจ้น คุณย่า ป้าต้อย ลุงจุง หอม
    คิดถึงเพื่อนๆ ด้วย:)

    Happy Holidays ล่วงหน้าค่ะทุกคน
    07 December

    Day Seventy Five, Seventy Six and Seventy Seven: เมื่อนิคเข้าครัว

    Day Seventy Five, Seventy Six and Seventy Seven: เมื่อนิคเข้าครัว

    เราไม่ได้เล่าให้ฟังว่าได้แสดงฝีมือเข้าครัว (จริงๆ เมนูที่ทำก็ไม่ได้ยากอะไรค่ะ)
    ทำยากิโซบะ (sort of...) กะเพรากุ้ง และไข่เจียวเห็ด เลี้ยงเพื่อนๆ เนื่องในโอกาสวันเกิดดาเนียลา
    วันนี้นิค เพื่อนที่เรียนปริญญาเอกด้านเคมี ซึ่งตอนนี้นั่งฟัง bbc ในห้องข้างๆ (ผนังห้องเราติดกันค่ะ)
    อยากจะเลี้ยงข้าวตอบแทนบ้าง ก็เลยชวนเรากับมารีนามาร่วมรับประทานอาหารค่ำ

    ตอนเย็น ระหว่างไปซื้อเครื่องดื่มที่เทสโก
    เรากับมารีนาก็หวั่นกลัวกันมาก ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้รับประทานสิ่งอันใด
    นักเคมีเข้าครัวเป็นสิ่งที่น่ากลัว ไม่รู้สิว่าทำไม
    (ยกเว้นกรณีนักเคมีที่รู้วิธีการทำ space cake หรือ magic mushroom ไข่เจียววิเศษ อะไรก็ว่าไป 555)
    และนักเคมีสุดเนิร์ดอย่างนิค
    ซึ่งบอกว่าไม่ค่อยได้เข้าครัว และบอกว่าการเข้าครัวให้ความรู้สึกเหมือนเข้าแลบเนี่ยนะ
    เรากับมารีนาหวั่นๆ
    คือ เพื่อนก็น่ารักมาก อุตส่าห์มีน้ำใจชวน คุยสนุก เพราะนิคเธอคุยจ้อไม่หยุดจริงๆ
    แต่เรื่องอาหารคงเป็นอีกเรื่อง

    พอไปถึง เห็นนิคนั่งเหงื่อตกอยู่ข้างเตาอบ พอเห็นพวกเราก็บอกว่าเออ นี่ ได้ถือโอกาสทำของหวานด้วย
    เพิ่งทำครั้งแรก
    เรากับมารีนามองหน้ากัน เอ้อ จะเป็นอย่างไรคะเนี่ย
    สิ่งที่อยู่บนเคาน์เตอร์ครัวคือมันบดสำเร็จรูปจาก Mr Tesco
    สิ่งที่อยู่ในเตาอบ พอนิคนำออกมาให้เราได้ยล
    ก็เป็นเนื้อหมูหั่นเป็นลูกเต๋าดูน่ากลัวอยู่ในซอสเห็ดอมน้ำมันขลุกขลิก
    นึกภาพซอสสีดำเมี่ยมปริศนา ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง
    ดูแล้วทานไม่ลงจริงๆ นี่คือ impression ที่เราเชื่อว่ามารีนาก็รู้สึกเหมือนกัน
    สังเกตจากสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
    นิคบอกให้ราดซอสลงไปบนมันบดแล้วก็ dig in ได้
    เราก็ทำตาม
    พอกินไปคำนึง โอ้โห้

    อร่อยค่ะ ผิดคาดมาก

    ก็ถามว่านี่คืออะไร นิคบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน ใส่ๆ ไป
    ยังดีที่เนื้อหมูสุำกดี รับประทานได้

    แต่ที่เด็ดกว่าคือของหวานค่ะ
    นิคขยำๆ บิสกิตรสขิงลงไปในถาด
    แล้วราดด้วยโยเกิร์ตผสมครีมสดกับอะไรก็ไม่รู้ครีมหรือสารปริศนาที่เตรียมไว้
    ออกมาแปลกประหลาดมาก
    ก็ลงมือจ้วงเพราะไม่อยากทำให้พ่อครัวรู้สึกไม่ดี
    จ้วงไปแล้ว เอ้อ อร่อยดีอะ
    รสขิงกับโยเกิร์ตมันไปด้วยกันได้จริงๆ
    ประทับใจมากๆ เราสองคนก็เลยกล่าวชมนิค ปรบมือให้อย่างประทับใจ
    นิคก็ตั้งชื่อของหวานชนิดนี้ว่า Gloop
    ซึ่งมัน gloop สมชื่อจริงๆ วันหลังจะทำบ้าง

    บทสนทนาหลังอาหารค่ำและระหว่างรับประทานน่าสนใจมาก ดีใจที่ได้คุยกันเยอะขึ้น
    คือปกติ เราจะไม่เคยเจอนิคเลยตอนกินข้าวเช้าและข้าวเที่ยงใน hall
    เจอเฉพาะตอนเย็น สาเหตุก็คือนิคตื่นสายมาก
    และปกติให้แม่ครัวห่อแซนด์วิชไปกินในแลบ
    นิคก็บอกว่าเนี่ยชีวิตเขาเป็นงี้อะ ตื่นไปแลบกลับมากินข้าวนอน ตื่นไปแลบกลับมากินข้าวและนอน
    เรากับมารีนาคงไม่อยากอิจฉาอยากเรียนด้านเดียวกับเขาหรอกมั้ง
    แล้วก็เล่าให้ฟังว่าเนื่องจากเขาไปเรียนหนังสือที่ฮัล (~นิคมาจากนอร์ฟอล์ค) ในโรงเรียนที่ส่วนใหญ่เป็นพวก drop outs
    ความฝันสูงสุดคือการเป็นช่างตัดผมมากกว่าเป็นนักเคมีอย่างเขา
    เขาถูก bully ค่ะ โดนแกล้งมากมาย ด้วยสาเหตุที่เขาเป็นเนิร์ด และก็ชอบวิทยาศาสตร์เนี่ยล่ะ
    เขาบอกว่าที่อังกฤษภาพของคนที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์เนี่ยมันมืดมนมากๆ คือเป็นแง่ลบ
    มองว่านักวิทยาศาสตร์เนิร์ดเกิน ใช้ชีวิตไม่เป็น
    เราก็งง เพราะมันขัดกับที่เคยเข้าใจ

    นิคก็บอกว่าเออจริงๆ
    มีอีกเรื่องที่เราคงนึกไม่ถึง เช่นประเด็นที่ว่าตอนนี้ UK กำลังประสบวิกฤตที่เรียกว่าการก่อกวนของพวก Chavs
    Chavs เป็นกลุ่มคนที่ต่อต้าน work ethics
    วันๆ พวกนี้จะไม่ทำงาน ไม่ทำอะไรเลย นอกจากการหาเงิน (ปกติก็โดยไม่ซื่อ) หรีือแบมือรอขอสวัสดิการรัฐ
    แล้วเอาไปลงขวดเหล้า ซึ่งจริงๆ พวกนี้ก็มีสิทธิจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้อะนะ แต่ที่นิคบอกว่ามันน่ากลัวขึ้นทุกวันคือ
    พวกนี้ทำลายข้าวของ หรือซ้อมคนในผับบาร์หรือที่อื่นๆ โดยไม่มีเหตุผล
    มีเคสที่เพิ่งเกิดขึ้นคือพวกวัยรุ่นกลุ่ม Chavs จุดไฟเผาคนบนรถเมล์ แล้วใช้มือถือถ่ายวิดีโอลงเนต
    แล้วมันเริ่มมีคนพวกนี้เยอะมาก แพร่พันธุ์เร็วยังกะหนู
    มันเศร้า เพราะประเทศนี้รัฐบาลเนี่ยจ่ายเงินให้คนไปเรียนหนังสือ หรือทำอะไรสร้างสรรค์
    แต่พวก Chavs ก็ไม่ทำ กลับก่อกวนชาวบ้าน

    ก็นับว่าเออ เป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา
    เราว่าในอดีตเราคงเจอพวก Chavs มาบ้างแหละ
    วัยรุ่นก่อกวนบนรถเมล์ racist ตะโกนด่าโดยไร้เหตุผล วัยรุ่นจุดประทัดจ่อหูตอนรอรถเมล์ในโคเวนทรี
    ผู้คนเมามายวิ่งกลางถนนในลีดส์ กลียุคมากๆ

    บ้านเรามีอะไรทำนองนี้มั้ย เราคิดว่าก็มี แน่นอน
    Chavs คงเป็นชื่อเรียกของอะไรที่เป็นสากล มีทุกที่
    คงจะเป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่เตือนว่าศีลธรรมมันเสื่อมลงทุกวันๆ

    จะคิดหาหนทางแก้ไขมันคงจะยาก อย่างรัฐบาลอังกฤษคิดว่าจะแก้โดยการให้เงินจ้างให้พวกนี้ไปเรียนหนังสือ
    แต่มันก็ไม่เป็นผล

    คงไม่มีสูตรเคมีที่ตายตัวที่จะทำหน้าที่สลายอนุภาคของพวกที่อยาก anti ทุกอย่าง เพียงเพราะเห็นเป็นแฟชั่น
    (ประหนึ่งพวกอินดี้ที่ให้นิยามว่าตัวเองเป็นอินดี้โดยไม่รู้สึกตัวว่าคุณเลิกเป็นอินดี้เมื่อมันกลายเป็นเทรนด์หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของ pop culture)
    หรือเห็นเป็นหนทางใช้ชีวิตที่ง่ายและสะดวกสบาย หรือสำคัญไปว่านี่กำลังปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่

    หวังว่าจะมีื่ทางออกที่แม้จะดูอมน้ำมันหรือมืดมนดำเมี่ยมเหมือนซอสปริศนาที่รับทานวันนี้ แต่ work ในอนาคตอันใกล้นี้จริงๆ

    คงต้องทดลองกันต่อไป
    03 December

    Day Seventy Four: ความเป็นหญิงใช่โยงกับความเป็นแม่?

    Day Seventy Four: ความเป็นหญิงใช่โยงกับความเป็นแม่?

    หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าผู้เขียนเคยคิดอยากบวชเป็น Sister ตอนอยู่ ป 5
    ใช่ค่ะ ไม่เพียงแต่ผ่านbaptized อะไรสวยงาม confirmed อะไรเรียบร้อย
    ดิชั้นเคย...เป็นคาธอลิคที่เคร่งที่สุดในรุ่นก็ว่าได้
    (ทำไมเหรอ นอกจากชนะการตอบคำถามพระคัมภีร์เอมาดุสเกมส์ทุกรอบ เล่นออร์แกนในโบสถ์ สวดสายประคำ
    ดิชั้นเคยคิดว่าตัวเองมี "กระแสเรียก" แต่ก็มารู้ภายหลังว่าเข้าใจผิด เราเชื่อว่ากระแสเรียกที่ holy จริงๆ คงจะไม่เรียกเราเข้าไปร่วมงาน
    ถ้ารู้ว่าตอนนี้เราเป็นเช่นไร หรือเนื้อแท้จริงๆ เป็นเช่นไร 555 I'm just too cynical)

    ที่บอกว่าเคยเคร่ง เป็น past tense 
    เพราะพอโตขึ้นมา ก็รู้สึกว่า อยากเป็น Sister ใน Sister Act ร้องเพลง gospel สนุกสนาน
    มากกว่าชีลับในอาราม

    และจำได้ว่ามันเกิด conflict ในใจ ตั้งแต่อยู่มต้น มปลาย
    เวลาไปโบสถ์ทุกวันศุกร์ต้นเดือนแล้วมองรูปปั้นแม่พระ
    เราจะเป็นเช่นนั้นได้หรือ
    ถ้านั่นคือ ความเป็นหญิงแบบ ideal แบบสูงส่งที่สุดที่ discourse คริสตศาสนาพยายามให้เราเชื่อเป็นเช่นนั้น
    และการเป็น sister หรือการเป็น replica ของ ideal นั้นๆ
    แปลว่า เราต้องเป็นทั้ง Virgin และ Mother ในเวลาเดียวกัน
    โอ้ ยากเกิ๊น เราขอเลือกไม่เป็น either หรือ or หรือ both ได้มั้ยอะ
    จำได้ว่านี่คือคำถาม ที่ผุดมาทุกครั้งที่สวดพลมารี หรือแห่แม่พระ
    อย่าเข้าใจผิด (~this goes out to my dear mother) ไม่ได้จะบอกว่าศาสนาเป็นเรื่องไร้สาระ หรือจะมา make fun
    แต่ประสบการณ์ส่วนตัวนี้มัน link กับงานที่กำลังจะวิเคราะห์ในวันนี้

    การเป็นทั้ง Virgin และ Mother ในขณะเดียวกัน
    แปลว่าเราต้องลบตัวตนของเราทั้งหมด
     
    เราต้อง give birth ไม่ใช่ with pain เท่านั้น
    แต่ต้ิอง give birth to pain
    ให้กับ the other หรืออีกหนึ่งชีวิตที่จะต้อง depart ต้องแยกจากเราไป
    เรายกย่องมารดาทุกท่านที่มีพลังมากพอที่จะทำเช่นนี้
    แต่อยากจะถามเหมือนกันว่า ความรู้สึกอยากเป็นแม่นี้เป็นความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติจริงหรือเปล่า
    เช่นเดียวกับความรู้สึกอยากเป็น virgin
    แต่ก็นะ เราว่าเรื่องหลัง virgin ไม่ virgin นี้เรารู้ๆ กันอยู่ ไม่ต้องพูดถึงมาก มันมี discourse ที่ต่างกันในหมู่ชายหญิง
    ชายที่คงความเป็น Virgin ถึงอายุสามสิบ คงไม่เก๋็ เท่าหญิงที่ครองตัวเป็น Virgin
    เคยถามมั้ยว่าทำไมมัน double standard

    งานเขียนของ Julia Kristeva สำคัญและ revolutionary ตรงนี้
    เธอวิเคราะห์ดูวาทกรรมการเป็นแม่และความเป็นหญิง โดยเริ่มจากสำนวนละตินนี้
    "Stabat Mater, Dolorosa"
    There stood the Mother, full of grief

    แล้วตลกดีที่คำว่า Dolorosa กลายมาเป็น ชื่อ common ภาษาสเปนที่ฮิตในหมู่คนฟิลิปปินส์ นั่นคือ Dolores
    เห็นตัวอย่างของความยืนยงอมตะของวาทกรรม

    การเป็นแม่หมายถึงการรับความเจ็บปวด สำนวนละตินเป็นการบรรยาย
    ตอนที่แม่พระมองดูพระเยซูถูกตรึงกางเขน และรู้สึกเศร้า
    ซึ่งหลายคนคงจะเห็นด้วยกับเราว่า ถ้าแม่พระมีความเชื่อจริงๆ เต็มร้อย
    ทำไมต้องเศร้าด้วย เพราะยังไงพระเยซูก็จะกลับมา ฟื้นจากความตาย อันกลายมาเป็นเทศกาลไข่ชอกโกแลต
     
    เหตุผลที่เศร้า ก็เพราะมันจำเป็นน่ะสิ
    วาทกรรมจะต้องถูกรองรับโดยสถาบันทางสังคม และสถาบันทางศาสนาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ
    การครองตนเป็นพรหมจรรย์ การคลอดลูก การเสียลูกไป การเจ็บปวดเพื่อลูก
    กลายเป็น Jouissance หรือ pleasure ซึ่่งสร้างขึ้นมาโดยความพยายามจะจำแนกหรือกดทับตัวตนของผู้หญิง
    จะบอกว่า Jouissance แปลว่า pleasure จริงๆ ก็ไม่ได้ มันเป็นการประสมคำว่า jouer ซึ่งแปลว่าเล่น กับ joyeux หรือ joy
    มันเป็น pleasure สองแง่สองง่าม แบบเดียวกับที่อดีตนักบุญประจำตัว
    คือ นักบุญเทเรซา มี ecstasy เมื่อเห็นภาพของพระเยซู
    ซึ่งกรึ่มๆ erotic กรึ่มๆ holy
    เอาล่ะ นอกเรื่อง

    จะบอกว่าความสองแง่สองง่ามของ pleasure within pain
    มันเป็นอะไรที่ masochistic มาก และมันท้าทาย deconstruct Stabat Mater หรือแม่ที่ยืนอยู่ตรงนั้น
    เพราะอะไร
    มันเป็นความเจ็บปวดหรือเ้ป็นความสุขสมกันแน่
    และใครเป็นคนตีค่าให้ความหมาย

    ไม่ได้จะลบหลู่ศาสนาและความเป็นแม่นะคะ เพราะเห็นเป็นสิ่งที่สูงส่ง
    บางสิ่งบางอย่างมันจำเป็นต้องมีเพื่อให้เรา make sense แต่ก็ไม่ควรคิดเห็นว่ามันเป็น essence ไปซะหมด

    อยากถามว่าชอบเด็กกันมั้ย

    เราเองชอบเด็กนะ แต่คงต้องเป็นลูกของคนอื่นที่เราจะเข้าไปลูบหัวเล่นด้วย และก็ส่งคืน
    ใครที่เป็นเหมือนเรา เคยเจอคำถามในใจมั้ย ความรู้สึกผิดในใจที่ว่า
    ชั้นเป็นผู้หญิง ทำไมชั้นไม่มี mother instinct ทำไมชั้นไม่อยากจะตั้งท้องและคลอดและเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตอีกสิ่ง (ตัว/ตน)หนึ่งที่เมื่อตัดสายสะดือ เมื่อลืมตา มันกลายเป็นว่าไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของเราอีกต่อไป
    เราต้องเป็น Stabat Mater... Delorosa
    Full of grief ไปทั้งชีวิต

    และเมื่อ Full of Grief มีความหมายเทียบเท่า Full of Grace ของการเป็นกุลสตรี (~อีก concept ที่ควรจะรื้อถอน)
    เมื่อการเป็นผู้หญิง ผู้หญิงที่ดีในสังคมในความหมายตามขนบ หมายถึง การเสียสละเป็นที่รองรับความเจ็บปวด โดยต้องมีความสุขในการรองรับความเจ็บปวดและไม่ตั้งคำถามต่อวาทกรรมที่สร้างให้เราคิดเห็นเป็นเช่นนั้น
     
    มันเป็นปัญหาแล้วล่ะ
    มันเป็นปัญหาสำหรับผู้หญิงเพราะอะไร
    ภายใต้วาทกรรมนี้ ผู้ชายไม่ได้เป็น Stabat Pater ด้วยกันหนิ
    ความสัมพันธ์เชิงอำนาจทางเพศก็ไม่เท่าเทียมละ มันก็ไม่เคยเท่ามาแต่ต้น
    การที่ผู้หญิง cling on to ผู้ชายที่เละเทะโง่งี่เง่า บางทีก็อาจเป็นผลกระทบของ Stabat Mater ความรู้สึกที่ว่า ก็เขาเป็นพ่อของลูก หรือ เรามีหน้าที่รองรับความเจ็บปวด เพราะเราเป็นผู้หญิง ส่วนตัวเคยพบผู้หญิงที่ไม่ยอมหย่าขาดจากสามี หรือเพื่อนที่ไม่ยอมเลิกกับแฟนทั้งที่อีกฝ่ายทำตัวน่ารังเกียจ ซ้งซ้อมผู้หญิงบ้างล่ะ ด้วยเหตุผลที่ว่า ก็เขาผู้ชายหนินะ ก็เราผู้หญิงหนิเนอะ ทั้งหมดนี้คือ Stabat Mater ค่ะ

    การต่อสู้เรียกร้องสิทธิการเลี้ยงดูเด็ก ก็ให้แม่เป็นส่วนใหญ่ สงสัยจังว่า ถ้ามีแม่ที่บอกว่า ไม่ ชั้นไม่เอา ให้พ่อมันเลี้ยงไป ชั้นอยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง
    หรือแม่ที่ทิ้งลูก กับพ่อที่ทิ้งลูก อย่างไหนเราลำเอีียงด่าว่าใครใจดำมากกว่ากัน ผู้ชายหรือผู้หญิง

    หรือผู้หญิงที่จำเป็นต้องทำแท้ง ทำไมคนมักรังเกียจบอกว่าเป็นฆาตกร มากกว่า ผู้ชายที่ฆ่าเด็ก ทั้งที่ถ้าดูลอจิก เด็กมันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายชั้น มันอยู่ในท้องชั้น ชั้นอยากเอาออก ทำไมจะทำไม่ได้ แล้วผู้ชายล่ะ connection อยู่ตรงไหน scale มันควรจะเป็นผู้ชายผิดมากกว่าไม่ใช่หรือ เป็นต้น

    ท้ายที่สุดที่เราว่า Kristeva มี point และเหตุผลที่ว่าทำไมเธอไม่ identify ตัวเองว่าเป็น feminist (ประเภทที่เรารังเกียจ เผาบราและไรต่อมิอะไร)
    ก็คือ Cult of the Virgin Mary หรือวาทกรรมต่่างๆ เนี่ย เรา blame it on ผู้ชายไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงก็ propagate หรือ ทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น
    ซึ่งเราว่าจริง วาทกรรมจะเป็นวาทกรรมไม่ได้ ถ้าเราไม่ subscribe to it ถ้าไม่มีใครมาทำให้มันเกิดเป็น cult เป็น norm
    คุณว่าจริงมั้ย

    เอาละ พล่ามมากเกิน กลับไปทำงานก่อนค่ะ
    ราตรีสวัสดิ์
    02 December

    Day Seventy Two and Seventy Three: ซูซาน และซิกซู

    Day Seventy Two and Seventy Three: ซูซาน และซิกซู

    วันนี้พบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อฟัง feedback งานที่ส่งไป นอกเหนือจากได้งานแล้ว
    ก็ยังได้อธิบายการเมืองไทยให้ซูซานฟัง เพราะอาจารย์สนใจอยากรู้มาก
    พอรู้ก็เป็นห่วงเป็นใย และก็ถามว่าตัวเราเครียดมากมั้ยเวลาอ่านข่าว คำตอบคือ ค่ะ บางที
    แต่ถามเสร็จก็ยังไม่ลดละความโหดนะคะ เพราะมันคนละเรื่องกัน ก็วิเคราะห์งานแบบทุกบรรทัด
    เหนื่อยมาก

    ข้อดีของการมี "ซุป" (ซุปเปอร์ไวเซอร์ --) หฤโหดคือการได้พัฒนาตัวเอง
    ซูซานละเอียดมากในเรื่องการใช้ภาษา และดูทุกคำทุกบรรทัดจริงๆ
    มาครั้งนี้พอกลับไปอ่านที่เขียนก็รู้สึกว่าภาษาดีขึ้นนิดนึง
    ไม่ได้จะบอกว่า perfect อะไร เพราะเราก็พอจะสื่อสารได้

    ตอนแรกเราก็เครียดเหมือนกัน ตอนอยู่ที่วอร์ริคไม่เคยถูกทักท้วงเรื่องภาษา
    มาที่นี่ไวยากรณ์ทุกอย่างถูกสวยงาม ทำไมยังไม่พอ
    แต่มาวันนี้ พอได้อ่านงานตัวเองพร้อมซุป
    ก็เข้้าใจคำชี้แจงของซูซานที่ว่า เราต้องไม่ปล่อยให้มีคำหรือสำนวนที่ give away ว่าภาษาเราเป็นภาษาที่สอง
    ตอนแรกก็ตัดพ้อซูซานว่าแหม มัน colonialist จังเลยนะคะ พูดแบบนี้

    แต่ไปๆ มาๆ ก็เห็นด้วย เพราะเมื่อเราเขียนงานที่ต้องการให้คนเข้าใจ point เนี่ย
    ภาษาต้องดีด้่วย มันส่งกันไป
    เราเองภา๋่ษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง แน่นอนมันต้องแปร่งๆ
    แต่ซูซานก็ทำให้มั่นใจว่าจะแก้และพยายามพัฒนาให้แปร่งน้อยลงหรือผิดน้อยที่สุด
    ซึ่งเป็นเรื่องดี แม้ว่าจะเป็น pain มากๆ สำหรับเราก็ตามที

    ข่าวดีคือเรื่องเนื้อหาซูซานเห็นชอบ และคิดว่าน่าสนใจ
    ต้องขอบคุณน้องหมาที่ชื่อ Flush ซึ่งอยู่กับเรามาเป็นเวลาเดือนหนึ่งเต็มๆ เราคงได้เล่นกับ underdog นี่เรื่อยๆ
    ตอนนี้ก็ไม่มีเดดไลน์ มีแต่การไปสัมมนา ซึ่งสำหรับเราคือการไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา
    ก็เลยดีใจมาก
    วันนี้จึงเป็นวันดีสำหรับเรา

    คุยกันตั้งแต่บ่ายสองถึงห้าโมงเย็น
    ซูซานก็ชวนให้ไป sit in คอร์สที่สอนพวกที่เรียนโทด้าน women and gender
    วันนี้จะพูดเรื่อง เอแลน ซิกซู ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของซูซาน
    เราก็เอานะ ดีค่ะ ไปฟังก็ได้ ไปทบทวนค่ะ ได้อ่าน text ที่เป็นฝรั่งเศสควบคู่ไปด้วย
    เป็นการแสดงความไม่เจนจัด เพราะภาษาเราเป็น school French จริงๆ คิดถึงป้าต้อยและเพื่อนๆ เอกฝรั่งเศส และอีไนน์

    อ่าน Sorties แล้วมารีนา ซึ่งเป็นหนึ่งในนักเรียนในห้อง (~ทั้งหมดมีสี่คนค่ะ คอร์สนี้)
    ก็ถามคำถามเรื่องความรุนแรงกับการเขียน ซึ่งเป็นประเด็นที่ซิกซูว่าไว้
    แล้วเพื่อนอีกคนก็ถามว่าเนี่ย ถ้าซิกซูเห็นว่าการเขียนบังเกิดการความรุนแรง หรือต้องมีความรุนแรงบางอย่างในการเขียน
    แล้วมันไม่ได้เป็นการบอกว่าเธอเชียร์ความรุนแรงแบบขนบคือแบบ masculine หรืออย่างไร

    ซึ่งทำให้คนนอกอย่างเรางงงวยมาก อะไรดลใจให้ถามแบบนี้
    ยังไม่ทันหายสงสัย ซุปหฤโหดก็หันมาบอกให้เราอธิบายค่ะ เพราะคิดว่าในฐานะเด็กปริญญาเอกทำงานเรื่องนักเขียนผู้หญิงที่เก๋ที่สุดเนี่ย
    ต้องพอรู้ทุกสิ่งอัน

    คิดอะไรไม่ค่อยออกนอกจาก กิริยา Voler ซึ่งแปลว่า ขโมยหรือบิน
    คือซิกซูว่าไว้ รู้สึกใน The Laugh of the Medusa ว่า
    (~และเราคิดว่าน่าสนใจมากสำหรับน้องๆ ที่สนใจ Feminist Studies)
    L'Ecriture Feminine จะต้องทำสองอย่างคือ Voler ขโมยบริบทต่างๆ ขโมยภาษาและขนบ (symbolic ในความหมายของคริสเตวา)
    เพื่อสร้างสิ่งที่ คริสเตวา นิยามไว้ว่า semiotic คือสร้าง text จาก intertext ที่จะ strike break ความเชื่อดั้งเดิมซึ่งฝังตัวอยู่ในขนบปิตาธิปไตย
    ซึ่งก็คือ Voler ในความหมายที่สอง คือ โบยบิน depart from... take off... ไปให้ไกลจากสิ่งที่รึงรัดความคิดความเชื่อ
    อย่างกรณีวูลฟ์เนี่ย เธอต้องขโมย voler ขนบของ realism มา เพื่อ voler แปรเปลี่ยนเป็นสิ่งที่ท้าทายขนบ linear narrative เป็นต้น

    พอกล่าวเสร็จปรากฏว่าเข้าเค้านิดๆ อาจารย์ก็ประทับใจ
    และมอบหมายให้เลคเชอร์สรุปคริสเตวาสั้นๆ พรุ่งนี้ และให้ฟัง presentation ของเพื่อนๆ

    ซึ่งบอกได้ว่า
    ซวย
    แล้ว
    ชั้น

    เฮ้อ ไม่รู้โชคดีโชคร้าย
    เพราะคริสเตวาเป็นคล้ายๆ เดริดาของ Feminist Studies
    อ่านยากเกิ๊น แต่มันก็ rich มากจริงๆ เป็นการมอง revolution ในระดับของภาษา
    และมันสับสน เพราะจริงๆ ดูเผิน Kristeva ถูกเหมารวมว่าเป็น French Feminist เหมือน Irigaray และ Cixous แต่จริงๆ สามคนนี้ไม่กินเส้นกันค่ะ
    คือไม่ใช่อะไรหรอก มันต่างกันมาก Kristeva เป็นนักภาษาศาสตร์และจิตวิทยา และไม่คิดว่าตัวเองเป็น feminist ด้วย

    ตอนนี้เหงื่อตก
    แม้จะเคยเขียนงานเรื่อง Semiotic Symbolic แต่นะ
    ต้องอ่าน text 4 text ค่ะ สำหรับพรุ่งนี้
    เพราะฉะนั้นตอนนี้นอนตีพุงไม่ได้ ต้องกลับไปดู Stabat Mater ใหม่

    เอาใจช่วยด้วยนะคะคนทางบ้าน
    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ