Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    18 November

    Day 412-426: Understanding Intellectual Property และไฮเดกเกอร์

    Day 412-426: Understanding Intellectual Property และ ไฮเดกเกอร์

    วันนี้ดิชั้นไปเข้าห้องเรียนกับเจี๊ยบ ซึ่งเป็นเพื่อนคนไทยที่ศึำกษาความหลากหลายทางชีวภาพของปลาน้ำจืดเมืองไทย ณ เมืองเซนต์แอนดรูวส์ซึ่งติดทะเล (ถูกมั้ยเจี๊ยบ) ไปนั่งเข้าคอร์ส Gradskills หัวข้อ Understanding Intellectual Property

    ซึ่งต้องขออธิบายนิยามก่อนว่า Gradskills คืออะไร
    เอาเวอร์ชันไหนดีล่ะ

    และแล้วเพลงไตเติลของกระจกหกด้านก็ลอยเข้ามา ติวติ่วติวติ๊วติวติ่วติว ติวติวติวติ่วติวติวติ๊ว

    กะ-แหรด-สะ-กิล (ต้องอ่านออกเสียงที่คุ้นเคยค่ะ) ชอบมากรายการนี้

    คำว่า "กะ-แหรด-สะ-กิล เป็นคำที่ประหลาด
    คำว่ากะ-แหรด ฟังดูคล้ายคำว่า กะหรัดเพชร แต่มีความหมายตรงกันข้าม เพราะมักไร้ความแวววาวตื่นเต้นน่าสนใจ
    คำว่า สะ-กิล ฟังดูคำว่า สะ-กิน-เฮด ซึ่งทำให้นึกถึงคีนู รีฟส์ ซึ่งไม่เกี่ยวกัน
    เพราะคนที่มาฟังหรือบรรยายไม่มีใครหน้าตาดีอย่างนั้น

    คำว่า กะ-แหรด-สะ-กิล มีสองความหมาย

    ความหมายแรก คือ วิชาเรียนที่ทางมหาวิทยาลัยมองว่้ามีคุณประโยชน์ต่อนักเรียน เป็นวิชาที่นักเรียนปริญญาเอกถูกบังคับให้ไปลงเพื่อให้ครบข้อกำหนดโควตาที่ ต้องการ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าตั้งไปเพื่ออะไร

    ความหมายที่สอง คือ การที่นักเรียนปริญญาเอกสาขาวรรณคดีทิ้งเวลา (ที่จริงๆ ควรจะเอาไปอ่านงานเขียนอันจะเสริมสร้างพัฒนางานวิจัยตนเอง หรือนั่งเล่นโยคะสมาธิหรือคุยกับหญิงยิปซีขาย Big Issues หน้า Tesco) ไปอย่างไร้ประโยชน์ เพราะไปทิ้งกับการฟังอะไรที่น่าเบื่อเหลือเกิน เช่น วิชา managing your supervisor (ใครช่างคิดชื่อวิชาที่น่าเกลียดมาก) หรือ Understanding Intellectual Property หรือ Presenting with Purpose (ซึ่งกระจกหกหรือเจ็ดด้านนิยามว่า เป็นการใช้เวลานั่งฟังนักเรียนต่างชาติพูดไม่หยุด และพูดเรื่องที่ไร้สาระเสียด้วยสิ เช่น สุนัขที่บ้านชอบกินอะไร เป็นต้น)

    ดังนั้น จากความหมายที่สอง คำว่า กะ-แหรด-สะ-กิล จึงเป็นคำกริยา ใช้ในรูปย่อ
    หมายถึง ทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์

    เช่น "โน้ตๆ เลิก กะ-แหรด ได้แล้ว ไปผับทุกวันเดี๋ยวจะเรียนไม่จบเอานะ"
    หรือ "เคี้ยวข้าวช้าๆ หน่อยตาล เคี้ยวไม่ละเอียดมันจะไม่ กะ-แหรด กับท้องของเธอนะ"

    เป็นต้น

    กะแหรดสกิลมีประโยชน์อย่างเดียวสำหรับผู้เขียนคือ ได้พบเพื่อนเก่า อย่างคุณเจี๊ยบ และได้รู้จักเพื่อนใหม่ต่างคณะ
    อ้อ อีกอย่างที่สำคัญ ได้รับประทานน้ำชากาแฟและบิสกิตฟรีตอนช่วงพัก (บนเกาะเล็กๆ นี้การพักดื่มน้ำชาเป็นพิธีกรรมทางศาสนาอย่างหนึ่ง)

    วันนี้หัวข้อคือ understanding intellectual property ก็น่าสนใจดี (บางทีกระจกหกเจ็ดด้านก็อาจจะพูดเกินจริง แต่ก็ไม่เคยเกินความจริงนะ จะบอกให้)
    แต่พอผู้พูดเลคเชอร์เรื่องการจะเอางานวิจัยไปใช้เป็น commodity ต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไร มีการบรรยายหัวข้อวิธีการเจรจาธุรกิจ ทำอย่างไรให้ได้เงินมากที่สุด ผู้เขียนก็รู้สึกแล้วล่ะ ว่าอยากเดินกลับไปอ่านหนังสือเขียนงานที่ออฟฟิศ แต่ทำไม่ได้
    คอร์สนี้กินเวลา 3 ชั่วโมง!!!

    คือเข้าใจว่าเราต้องรู้อ่ะเรื่องพวกนี้ แต่มันช่วยไม่ได้จริงๆ ที่จะรู้สึกว่ามันน่าเบื่อมาก อย่างนี้ขอไปฟังคนพูดเกี่ยวกับอิทธิพลเจน ออสเตนในหนังฮอลลีวูด (ซี่งเทียบเท่ากับเอาไม้จิ้มฟันจิ้มตา) หรือนั่งดูรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (ซึ่งเทียบเท่ากับเอาไม้จิ้มฟันจิ้มตาหลายครั้ง) หรือไปดูเด็กปริญญาตรีปีนหน้าผาตอนเมาหรือกินเคบับไก่อมน้ำมัน ยังดีซะกว่า เพราะงานของเราเป็นงานที่ยิ่งกระจายออกไปเท่าไหร่ยิ่งดี ทำให้คนคิดได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่ใช่งานที่ควรจะเก็บเป็นความลับแล้วประมูลขายทำสัญญากับบริษัทยักษ์ใหญ่ ให้ได้ก้อนเงินที่มากที่สุด นักเรียนวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรอาจจะได้ประโยชน์จากวิชานี้มากกว่า

    หรือไม่??

    เพราะคุยกับเจี๊ยบแล้ว แปลกใจที่ได้รู้ว่า
    บ้านเราไม่มีawareness เรื่อง IP มากเ้ท่าที่ควร โดยเฉพาะงานวิจัยของวิทยาศาสตร์
    อย่างของเซนต์แอนดรูวส์ หากคุณเป็นนักเรียนปริญญาโทหรือเอกเนี่ย งานของคุณคืองานของคุณ
    บางกรณีเช่นงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มีเรื่องของ funding มาเกี่ยว ซุปก็จะมามีส่วนด้วย
    แต่ postdoc ไม่ใช่ เพราะถือว่าคุณคือลูกจ้างหรือพนักงานมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของผลงานของคุณ

    แต่อย่างของไทย ยกตัวอย่าง
    นักเรียนไทยที่ได้ทุนจากเมืองไทยไปทำวิจัยปลูกมังคุดหรือผลไม้ของไทยให้ต่าง ชาติ อันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนเนี่ย พอปลูกให้เขาได้ ประเทศนั้นๆ ก็จดลิขสิทธิ์เป็นของเขาไป แล้วเลิกค่ะ ไม่นำเข้าผลไม้ชนิดนั้นจากประเทศเราอีกเลย วิชาความรู้จึง "กะแหรด" ของจริง คือเอากลับมาพัฒนาให้ประเทศเจริญขึ้นมาไม่ได้

    แล้วเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

    ให้สถาบันที่ให้ทุน เช่น กพ เป็นเจ้าของผลงานไปเลยจะดีกว่ามั้ย ในกรณีของสิ่งประดิษฐ์หรือวิจัยทางวิทยาศาสตร์

    ใครที่มีความรู้กฎหมายช่วยอธิบายให้คนที่ไปเข้าคอร์ส Understanding Intellectual Property แล้วไม่เข้าใจอยู่ดีได้เข้าใจขึ้นมาบ้าง
    ได้มั้ยคะ วันนี้จะได้ไม่ กะ-แหรด ไปมากกว่าเดิม (ขออภัยที่บลอควันนี้ฟังดูกะแหรดมาก นะคะ ตรงนี้ เพราะยังงงไม่หาย)

    พูดถึงเรื่องวิทยาศาสตร์และเงินๆ ทองๆ และการที่คนวิทย์สมองไหลนี้ทำให้นึกถึงคำที่มาร์ติน ไฮเดกเกอร์เคยกล่าวไว้
    (และทุกคนคงรู้แล้วอะนะ เพราะมันดังมาก) ว่า
    Science does not think... หลายคนเข้าใจผิดว่าไฮเดกเกอร์กำลังด่าวิทยาศาสตร์ว่าคิดไม่เป็น
    แต่จริงๆ แล้ว point ของเขาคือ art กับ science มันมีข้อกำจัดเช่นเดียวกัน
    และมันอาศัยกันและกัน

    คือจุดประสงค์ของ art คือ ความงาม จึงอยู่ใน category (คงจำได้ว่ามีการแบ่งประเภททุกอย่างชัดมากตั้งแต่อริสโตเติล) ของสุนทรีย์
    ถ้ามองในทวิลักษณ์ที่ป๊อปสุดของปรัชญาตะวันตก นั่นคือ abstract
    จุดประสงค์ของ Science คือ ความรู้ (so called) จึงอยู่ใน category ของ fact ถ้ามองในทวิลักษณ์ นั่นคือ concrete
    แต่ที่ science does not think ก็เพราะมันคิดเกิน concrete fact ไม่ได้

    เวอร์จิเนียวูลฟ์เองก็คงจะเห็นด้วย เพราะเธอแบ่งไว้อย่างน่าฟังว่า งานเขียนชีวประวัติคนสำคัญในยุควิคตอเรียนเนี่ยมักจะเน้น GRANITE หินแกรนิต
    เพีัยงด้านเดียว คือ ปริญญาในชีวิตได้กี่ใบ รายได้ในธนาคารมีเยอะแค่ไหน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นมูลค่ามาตรวัดความสำเร็จ วัดชีวิตคน
    เธอบอกว่าเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ซึ่งเน้นแต่ Granite
    คนที่คิดเช่นนี้ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของสังคมไม่ได้มองสิ่งที่เธอเรียกง่ายๆ ว่า RAINBOW หรือสายรุ้ง
    ซึ่งเธอหมายถึงชีวิตภายใน อารมณ์จิตใจ ซึ่งจินตนาการของกวีเท่านั้นที่จะทำให้เห็นภาพได้
    RAINBOW หมายรวมถึงชีวิตของบรรดาแม่ เมีย และคนใช้ที่แวดล้อมคนที่ประสบความสำเร็จอย่างคาร์ไลล์ หรือ นโปเลียน เป็นต้น บรรดาคนที่เก็บขัดรองเท้า ทำกับข้าว หาบน้ำขึ้นมาให้ผู้ชาย (เพราะส่วนใหญ่คนที่สำคัญในประวัติศาสตร์มักเป็นผู้ชาย ผู้หญิงมักไม่มีปากมีเีสียง) หรือถูกผู้ชาย abuse ขว้างปาของใส่ แต่ไม่มีใครรู้ เพราะใครเล่าจะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ เรื่องราวของผู้ที่ Woolf ตั้งชื่อว่า The Obscure หรือที่ Spivak เรียกว่า subaltern

    วูลฟ์จึงน่าจะเห็นด้วยกับไฮเดกเกอร์ว่า Granite มันคิดไม่เป็น
    Rainbow ต่างหากที่มำให้เราคิดเกินกรอบที่กำหนดเรามา
    และอะไรกันที่เชื่อม granite กับ rainbow หรือ science กับ art เล่า
    และอะไรที่ deconstruct รื้อถอนแม้กระทั่งป้ายที่เราแปะว่าอะไรเป็น granite อะไรเป็น rainbow อะไรคือ science และ อะไรคือ art เล่า

    ศิลปะไงล่ะ

    นักเขียน (จริงๆ ดิชั้นก็หมายถึงจิตรกรและนักดนตรีผู้สร้างสรรค์ narrative ทุกชนิดเหมือนกันนะ) เท่านั้นที่ทำอย่างที่ เฟมินิสต์ Helene Cixous ว่าไว้คือ Voler โวเล่ ซึ่งเป็นคำฝรั่งเศสที่แปลว่า 1. ขโมย และ 2. โบยบิน

    ขโมยคือ voler ดึงความคิดและ appropriate ใช้ภาษาที่มากับเราตอนเกิด ภาษาที่จรรโลงสังคมชายเป็นใหญ่และจักรวรรดิ
    มาปรับใช้ในการพาผู้เสพศิลปะ voler โบยบินไปในพื้นที่ที่เราตั้งเขตกั้นระหว่างจินตนาการและความจริง

    เพราะตรงนั้นแหละ
    ที่ความคิดจริงๆ หรือ ความรู้เกี่ยวกับตัวของเราจะ้บังเกิด

    ไม่ใ่ช่ในห้องแลบ
    หรือห้องเจรจาธุรกิจ
    หรือห้องเรียน Understanding IP ของ Gradskills

    (แต่เป็นพื้นที่ทางความคิด....ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น??)

    ราตรีสวัสดิ์

    04 November

    Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้

    Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้

    เคยมั้ยที่เรามีความรู้สึกว่ายิ่งอ่านหนังสือมาก ยิ่งเรียนมาก ยิ่งเจอผู้คนคุยกับผู้คนมากมาย ได้รับข้อมูลมากมาย
    แต่รู้ว่าเรายิ่งไม่รู้อะไรเลย มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคที่เรารู้จักดีที่ว่า The more you know the more you realise you know nothing...

    พอพูดว่า "ยิ่งรู้มาก เหมือนยิ่งไม่รู้อะไรเลย"
    คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เ้ข้าใจ อ้าว แล้วจะเรียนไปทำไมล่ะทีนี้
    จะอ่านหนังสือไปทำไม เสียเวลา
    ในเมื่ออ่านหนังสือ เรียนมากอย่างไรก็ค่าเท่ากัน คือ "ยิ่งไม่รู้"

    และทำไมยิ่งรู้ หมายถึง ยิ่งไม่รู้ได้ล่ัะ ความเป็นเหตุเป็นผลของมันอยู่ที่ไหน

    ที่คิดกันเช่นนี้ก็เพราะเชื่อว่าความรู้แบบที่เราอ่านหนังสือ เรียนรู้ในห้องเรียนเป็นความรู้ที่เรียกว่า Testimony อย่างเดียว

    ซึ่งสำหรับผู้เขียน การคิดเช่นนี้ มันคือหัวใจของปัญหาด้านการศึกษา

    ในทาง Epistemology หรือ ญาณวิทยา เราจะเห็นความรู้ที่มีชื่อเรียกสองแบบ

    1. Testimony ในที่นี้คือ statement เช่น เราถามต่อว่าตาลไปเดินซื้อของที่เซ็นทรัลวันนี้หรือเปล่า ต่อบอกว่าไป หรือเราถามเจนว่ากี่โมงแล้ว เจนบอกว่าเจ็ดโมงเช้า เป็นต้น เป็นความรู้ เป็น fact ที่เราได้มาจากcontent ของสารที่สื่อมาให้เรา ได้มาจากการไว้เนื้อเชื่อใจคนที่เราถามคือ ต่อ (ว่าไม่โกหกเรื่องตาลมาเที่ยวเซ็นทรัลแน่) หรือ เจน (คนทั่วไปคงไม่โกหกเรื่องเวลา เมื่อคนมาถามให้ดูนาฬิกาบอกโมงยามให้หน่อย)

    2. Knowledge How ในที่นี้คือ know how ควารู้วิธีการร้อยมาลัยหรือแกะสลักผลไม้ ผูกเงื่อน ขี่จักรยาน หรือเล่นไวโอลิน เป็นต้น เป็นความรู้ที่ practical ได้มาผ่านการฝึกฝน ลงมือทำ

    ทีนี้ในฐานะนักเรียนวรรณคดี
    Testimony มันมีปัญหามาก เพราะ rhetoric ต่างๆ เนี่ย เนื้อหามันว่าอย่าง แต่ใจความที่เราได้มันอาจจะว่าอีกอย่าง หรือมีมากกว่านั้น เช่น
    โน้ตบอกว่า "ตาลนี้ดีทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเลว" หรือ
    โน้ตบอกว่า "ต่อนี้สวยมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาก" ลากเสียงยาวประชดประชัน

    content มันก็มีปัญหาแล้ว และโน้ตอาจจะไม่ได้บอกว่าตาลเลว
    โน้ตอาจจะบอกว่าโน้ตสนิทกับตาลจนเล่นหัวกันได้ หรือโน้ตมีอารมณ์ขันพิเศษนึกอยากเล่นมุข

    ในทำนองเดียวกัน โน้ตอาจจะไม่ได้จะบอกว่าต่่อสวย แต่กำลังจะบอกว่า ต่อน่าเกลียดจมดิน ก็ได้

    ภาษาพูดมันไม่ใช่ รหัสที่เราป้อนหัวเราแล้วมันจะ decode ออกมาเป็นข้อความโดยตรงร้อยเปอร์เซนต์
    ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมาศึกษาอุปลักษณ์ oxymoron การกล่าวเกินจริง เทคนิควิธีการพูดการเขียนต่างๆ หรอก
    คนเขียนสุนทรพจน์ให้โอบามาคงไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก
    คนเราคงโกหกกันยากกว่าเดิม (โดยเฉพาะทนายหรือนักการเมืองบางคน)

    เมื่อ Stanley กับ Williamson ซึ่งเป็นนักปรัชญาเคยมาเยี่ยมสอนที่เซนต์แอนดรูวส์เนี่ย
    เสนอว่า knowing that หรือ testimony เนี่ยมีค่าเท่ากับ= knowing how
    ยิ่งมีปัญหาไปใหญ่

    เพราะจริงอยู่ เวลาตาลมาถามว่าการแกะสลักแตงกวาเนี่ยทำไง เราก็บอกได้ว่าทำงี้ๆ อาจจะบรรยายด้วยคำพูด knowing how สามารถแปลงมาเป็น knowing that ได้

    แต่เพียงแค่ได้ฟังคำพูด ตาลก็คงทำไม่ได้หรอกถ้าไม่ได้ลงมือทำเอง

    และการที่เราแอบมองโน้ตที่กำลังแกะแตงกวา คือสังเกตอย่างตั้งใจว่าเขาทำอย่างไร แต่แล้วโน้ตทำผิดพลาด แตงกวาทะลุไส้ทะลักใส่มือเนี่ย
    มันเป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้จาก content ของ knowing that แน่นอน เพราะคนๆ นั้นทำผิดพลาด
    เราเรียนรู้จากการย่อย content นั้น ในหัว เราคิดเอง วิเคราะห์เองว่า ถ้าทำอย่างที่โน้ตทำมันจะต้องเละแน่

    เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่แท้จริง มันไม่ใช่การเรียนรู้ที่เกิดจาก testimony แน่ๆ
    ไม่งั้นคงไม่ต้องมีคอร์สเปิดสอนทำอาหาร ทำอุบะ แผงวงจรคอม หรือสอนเป่าแซก เรียนกันนานๆ

    การเรียนที่บ้านเราคือการท่องจำ อัดข้อมูลแบบ Testimony เยอะๆ
    และการวัดความรู้แบบนี้ แน่นอน เลือกข้อถูก เติมคำ จับคู่ เป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการถามความรู้ลักษณะนี้

    ไม่ได้จะบ่นว่า knowing that หรือ testimony เป็นความรู้ชั้นเลว เพราะเราจำเป็นต้องมีสิ่งนี้เป็นฐานในการคิดวิเคราะห์อะไรอย่างอื่น
    แต่การที่เราหมกมุ่นกับ testimony มากจนเกินไป (เห็นได้ในโลกการเมือง) มันทำให้เราพลาดอะไรหลายอย่าง
    ถ้าอ่านงานของนักเขียน modernist อย่าง Joyce หรือ Woolf โดยดู plot และเนื้อหา มันก็คงจะตลกแล้วล่ะ เพราะจุดประสงค์ที่พวกเขาเขียนเนี่ยก็เพื่อล้มล้างท้าทายและตั้งคำถามต่อ "ความจริง" หรือความรู้ version นี้ เป็นแนวทดลอง

    และพวก modernist พยายามจะบอกว่า ชีวิตมันไม่ได้เดินแบบ linear และข้อความที่เราส่งให้กันมันถูกเข้าใจผิดกันได้ง่าย เพราะเราไม่รู้หรอกว่า ความจริง คืออะไร

    เวลาถามเด็กประถมว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งเป็นจารึกในสมัยใด โดยให้เลือกข้อถูก
    ก. พระเจ้าตากสิน
    ข. พระนเรศวร
    ค. พ่อขุนรามคำแหง
    ง. ผิดทุกข้อ

    แน่นอนทุกคนตอบข้อ ค แล้วถ้าถามต่อว่าทำไมตอบ ค
    เด็กก็จะบอกว่าก็มันมีในหนังสือเรียน สปช. มันคือความรู้ที่เชื่อว่า สปช. กำลังพูดความจริง

    ทีนี้ศาสตร์ใดเล่าที่จะมาทำให้เด็กที่ต้องเลืิอกตอบข้อถูกดังกล่าว
    กล้าเลือกข้อ ง "ผิดทุกข้อ"

    ปรัชญาและวรรณคดีเข้ามาแล้วล่ะ
    เพราะหากพินิจดูดีๆ ศิลาจารึกค้นพบสมัยใด โดยผู้ใด เขียนรูปแบบที่เป็นไปในทางจรรโลงวาทกรรมรัฐชาติหรือไม่

    เราจะเห็นว่า Testimony เริ่มสั่นคลอน และการตอบข้อ ง และข้อ ค หรือข้อไหนๆ ก็ไม่มีวันที่จะมาวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้

    เด็กที่กล้าคิดแบบนี้คงจะเรียนไม่จบ หรือเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ (ตามค่านิยมของสังคม) ที่อยากเข้าไม่ได้

    ทีนี้จะแก้ไขอย่างไร ครั้นจะหันไปที่ know how ข้างเดียว
    จะ know how รู้วิธีการคิดวิเคราะห์ แยกแยะคำพูดที่ฟังจากหนังสือพิมพ์ รูปภาพโฆษณา เป็นวาทกรรมแบบต่างๆ
    มันก็ไม่เพียงพอ
    เพราะวาทกรรมมันก็คือภาษานั่นแหละ
    และภาษามันก็สร้างวาทกรรม
    แล้วใครบ้างจะสอน know how วิธีการคิดได้

    จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยก know that ออกจาก know how
    มันเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไม่ใช่หรือ

    ศิลปะ และวรรณคดีจึงสำคัญ
    เพราะมันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกที่เรากิน นอน หายใจ รัก เกลียด
    กับภาพในหัวของโลกที่เราอยู่

    ศิลปะและวรรณคดี (บ่อยครั้ง) โน้มนำให้เราเห็นสิ่งเดิมๆ ที่เราเห็น ในแง่มุมใหม่ๆ
    คือมอง Testimony ที่เราได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นขนบต่างๆ
    (เช่น
    การต้องไม่เปลือยกายในที่สาธารณะ
    การแต่งงาน
    ความคิดชายเป็นใหญ่)

    ในมุมมองที่แปลกใหม่

    เทคนิคนี้คือ Defamiliarisation ตัวอย่างที่คลาสสิคคือกลอนของเครก เรน ซึ่งบรรยายวิธีการที่มนุษย์จากดาวอังคารมองโลกของเรา

    A Martian Sends A Postcard Home
    Caxtons are mechanical birds with many wings
    and some are treasured for their markings -

    they cause the eyes to melt
    or the body to shriek without pain.

    I have never seen one fly, but
    sometimes they perch on the hand.

    Mist is when the sky is tired of flight
    and rests its soft machine on ground:

    then the world is dim and bookish
    like engravings under tissue paper.

    Rain is when the earth is television.
    It has the property of making colours darker.

    Model T is a room with the lock inside -
    a key is turned to free the world

    for movement, so quick there is a film
    to watch for anything missed.

    But time is tied to the wrist
    or kept in a box, ticking with impatience.

    In homes, a haunted apparatus sleeps,
    that snores when you pick it up.

    If the ghost cries, they carry it
    to their lips and soothe it to sleep

    with sounds. And yet they wake it up
    deliberately, by tickling with a finger.

    Only the young are allowed to suffer
    openly. Adults go to a punishment room

    with water but nothing to eat.
    They lock the door and suffer the noises

    alone. No one is exempt
    and everyone's pain has a different smell.

    At night when all the colours die,
    they hide in pairs

    and read about themselves -
    in colour, with their eyelids shut.

    บรรยายหนังสือว่าเป็นเครื่องจักรที่มีหลายปีก และเกาะอยู่บนมือเนี่ย มันเป็น Testimony ซ้อน Testimony
    เรารู้ว่า Caxton คือใคร (สมองเราคงกำลังพลิกหน้าหนังสือ สปช หรือหนังสือเกร็ดความรู้รอบตัวในจินตนาการ จนนึกออกว่าอ่อ Caxton คือ William Caxton เป็นคนอังกฤษคนแรกที่นำแท่นพิมพ์เข้ามาใช้) เรารู้ว่าหนังสือคืออะไร เรารู้ว่านก (in general) หน้าตาเป็นอย่างไร ปีกคืออะไร เครื่องจักรคืออะไร อา่จรู้เพราะคนเคยบอก เคนอ่านหนังสือเห็นภาพ หรือเคยจับต้อง
    แต่เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน เรากำลังเข้าสู่กระบวรการบางอย่างที่ไม่ใช่แค่รับ testimony นี้มาอย่างเดียว เรากำลังเปรียบเทียบละ ว่าหนังสือ ในสายตาของมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งต้องชัก testimony มานิยามอีกว่าคืออะไร) หนังสือเหมือนเป็นเครื่องจักร เพราะฉะนั้นเครื่องจักรจึงเป็นรหัสภาษาของมนุษย์ต่างดาว เรารู้ข้อนี้โดยที่เครก เรนไม่ต้องบอกตรงๆ ว่า "โลกมนุษย์ต่างดาวนี้หนา คือโลกแห่งเครื่องจักรกล"

    เวอร์จิเนีย วูลฟ์ร้ายกว่าเครก เรน เพราะเธอใช้ Testimony วาทกรรมชายเป็นใหญ่มาทำให้ดูแปลก เช่นในเรื่อง Orlando เธอทำให้ตัวละครเอกคือ Orlando
    รู้สึกอับอายโดยที่ไม่รู้สาเหตุ "Orlando felt positively ashamed of the second finger of her left hand without in the least knowing why" แน่นอนเธอกำลังเล่นกับ testimony ความรู้ของเรา ว่าตามขนบ สิ่งที่อยู่ตรงนิ้วนางข้างซ้ายนี้ควรจะเป็นแหวนแต่งงาน และการที่เธอบอกว่า Orlando ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรู้สึกอับอายที่ไม่ได้แต่งงาน เธอกำลังสื่อข้อความโดยนัยให้เราตั้งคำถาม (ถามสิ่งที่เรารู้แก่ใจอยู่แล้ว) ว่าเออ ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น สิ่งทั้งหมดเป็นสิ่งสร้างมิใช่หรือ

    และเมื่อมองไปที่ถนน Orlando เห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ คือภาพของผู้หญิงและผู้ชายที่เดินติดกัน
     
    "Couples trudged and plodded in the middle of the road indissolubly linked together. The woman's right hand was invariably passed through the man's left and her fingers were firmly gripped by his... Orlando could only suppose that some new discovery had been made about the race; that they were somehow stuck together, couple after couple, but who had made it, and when, she could not guess..."

    ก็เป็นวิธีการเดียวกันอีก know that มันมาผสมรวมกับ know how
    เพราะวูลฟ์เชื่อว่าการปฏิวัติทางความคิดที่ได้ประสิทธิภาพที่สุดคือการปฏิวัติจากภายในระบบของภาษา (หรือ testimony ที่เราได้รับสืบต่อกันมา)
    อันเป็นการตอบคำถามที่บรรดานักคิด postcolonial พากันถามใหญ่ว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถ appropriate และ
    ใช้ภาษาของจักรวรรดิ ของปิตาธิปไตย มาตั้งคำถามระบบและสร้างอำนาจให้ผู้ที่อยู่ชายขอบได้

    วันนี้นั้งคิดๆ ดู
    หากทำให้เด็กนักเรียนตั้งคำถามลักษณะนี้ (ให้ฝึกวิเคราะห์ข่าวการเมืองหรือข่าวบันเทิงในเชิงปรัชญาหรือวรรณคดีก็ได้) ได้เนี่ย
    การศึกษาของเราคงจะดีกว่านี้
    แต่นี่ก็คงเป็น utopian dream ของดิชั้นเอง

    ให้วิเคราะห์ว่าเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (ตัวอย่างที่ in trend) เป็นการใช้สื่อในการขายของอย่างไรบ้าง วาทกรรมการขึ้นคานที่นางเอกกลัวหนักหนา เป็นแนวคิดที่ใช้กดดันผู้หญิงมานานแค่ไหน การใช้นักแสดงที่แข็งทื่ออย่างเคนมาเล่น เป็นการขายหน้าตาอย่างไร มันบอกอะไรเกี่ยวกับรสนิยมการบริโภคหนังของคนไทย จะเหมือนช่วง 1920s หรือ 1930s หรือเปล่าที่ยิ่งมี depression คนยิ่งหาหนังแนวหนีความจริง escapist มันบอกอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเปล่า

    หมายเหตุ: คือไม่ต้อง extreme อย่างนี้ก็ได้ค่ะ เพราะผู้เขียนเองยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่เคย enjoy สิ่งเหล่านี้ (ถ้าอยากจะ enjoy จริงๆ ก็ต้องบังคับตัวเอง555 ) ดูแล้วบางทีก็หงุดหงิด บางทีก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะสื่อไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาลอยๆ หากเราเป็นผู้สร้างสื่อ มันสะท้อนความคิดของยุคของเรา คือคิดตัวอย่างที่ใกล้ตัว เบาๆ ไม่ออกอะค่ะ

    สรุป (แต่อย่าเชื่อจนกว่าจะคิดได้เอง เพราะนี่คือ Testimony อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนกำลังวางไว้)

    ยิ่งรู้มาก จึงหมายความว่า "ยิ่งได้ความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony มาก"
    ยิ่งไม่รู้ จึงหมายถึง "ยิ่งสงสัยความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony"

    เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงสำคัญ เพราะ "ความไม่รู้" นี้ที่หมายถึง
    มันต่างจาก "ความไม่รู้" ที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป
    เรามาแก้ "ความไม่รู้" ด้วย "ความไม่รู้" กันเถอะค่ะ

    สวัสดี