Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    30 November

    Day Sixty Nine, Seventy and Seventy One: Sexualities Conference and St Andrews Day

    Day Sixty Nine, Seventy and Seventy One: Sexualities Conference and St Andrews Day

    ศุกร์เสาร์ไปสัมมนาที่เอดินเบอระมา หนาวมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาก นี่เป็น impression แรก

    สัมมนาหัวข้อเรื่องเพศวิถีศึกษาและความสัมพันธ์กับสถานที่และเวลา
    เปเปอร์โดยรวมน่าสนใจดี แต่ด้วยความที่อัดกันสามสี่เปเปอร์ในsession หนึ่ง มันทำให้รู้สึกมึนๆเหมือนโดนต่อย

    เปเปอร์ที่เก๋ที่าสุดของวันนั้นคือของkeynote speaker  Judith Halberstam
    ซึ่งเชื่อว่าแนวคิดเรื่องกาลเวลาและสถานที่ของ homosexuals นั้นต่างจาก heterosexuals
    เป็นประเด็นที่เราคิดว่าน่าสนใจ และเป็นเรื่องจริง
    เราเชื่อว่าเวลาและสถานที่เป็นแนวคิดที่ไม่ตายตัวและแปรผันไปตามปัจเจก นั่นเป็นเรื่องธรรมดาพื้นฐาน

    สำหรับ homosexuals มันมีความรู้สึกว่าเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนาคต เนี่ยเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่ได้มี landmark ของเวลาอย่างขนบ heterosexuals ของการจีบกัน เป็นแฟน หมั้นแต่งงาน มีลูก เป็นตัว mark เวลา
    เพราะฉะนั้น ด้วยความรู้สึกไม่แน่นอน ไม่มีสถาบันทางสังคมศาสนามาค้ำประกัน เราจะรู้สึกว่าปัจจุบันเป็นสิ่งที่สำคัญ และมันไม่ใช่ theme carpe diem แบบธรรมดา มันลึกกว่านั้น เรามีเวลา here and now เป็นของเราเอง

    โซจา และพวกทฤษฎี postmodern geographies มักมองว่้า movement จากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งเป็นตัว mark เวลา
    การเคลื่อนไหวเป็นตัวบอกเวลา
    แต่ Halberstam บอกว่าไม่ใช่
    การหยุดนิ่งก็เป็นตัวบอกเวลา
    มันเป็นตัวบอก agency ซึ่ง mark เวลาและสถานที่ บริบทต่างๆ ที่ผูกพันผูกติดกับเรา

    ทำให้นึกถึง The Hours หนังสือของวูลฟ์ ดูเผินเป็นการ mark เวลาและสถานที่ด้วยการเคลื่อนไหว เพราะ Mrs Dalloway เดินเรื่อยไปเป็น flaneur (flaneuse) แต่มันมีเวลาในใจที่เป็น parallel

    และเราคิดว่าการนิ่งเฉยของ Mrs Dalloway หรือการไม่ปล่อยให้จุมพิตกับ Sally Saton ซึ่งเป็น moments of being ในความหมายของวูลฟ์ได้พัฒนามาเป็นความสัมพันธ์หญิงรักหญิงที่ต้านขนบเนี่ย มันเป็นตัว mark เวลาอย่างหนึ่งด้วย มัน mark ตัวตนที่หล่นหายไป ตัวตนที่อาจจะมีความสุข แต่มันจมอยู่ในห้วงของอดีตเพราะเราไม่มีวันรู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง Clarissa และ Sally จะเป็นเช่นไร มันเป็นอดีตที่ยังมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นมันเป็นเวลาที่ติดอยู่ในสภาพ in between  

    ในงานสัมมนามีหญิงรักหญิง ชายรักชาย หญิงรักชาย และผู้ที่ไม่ identify เป็นหญิงชายหรือรักผู้ใด ซึ่งคิดว่าน่าสนใจมาก
    เรานั่งติดกับคู่ butch femme ชาวเยอรมัน ซึ่งตอนแรกมารีนางง ถามว่านี่ผู้หญิงเหรอ เหมือนผู้ชายมากๆ
    ด้วยความที่นั่งติดกันเราก็ได้คุยกับเขานิดหน่อย คนที่เป็น butch (เกลียด labelนี้ิิอะ แต่เราล้วนติดกับดักภาษา จำเป็นต้องใช้เพื่อเล่าเรื่อง) เสนอเปเปอร์เรื่อง Lesbian movement ในฝรั่งเศส ซึ่งคิดว่าเออ น่าสนใจ เราไม่ค่อยรู้เรื่องมาก่อน ตัวเธอและแฟนมาจากไฮเดลเบอร์ก และบ่นว่าที่นี่หนาวมาก เยอรมันไม่หนาวขนาดนี้ เสร็จก็คุยเรื่องโอบามา
    และถามเราเรื่องบาร์เลสเบียนในเอดินเบอระ ซึ่งไม่มีความรู้ค่ะเรื่องนี้
    เห็นได้ชัดว่าเรื่องเวลาและสถานที่มัน subjective จริงๆ

    วันเสาร์ก่อนปิดงาน มี round table discussion
    เนื่องด้วยสัมมนานี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง University of Edinburgh และ University of St Andrews
    บรรดาอาจารย์จากภาคของเราก็มานั่งคุยกัน หนึ่งในนั้นคือ Lorna Hutson ซึ่งเป็นหัวหน้าภาคภาษาอังกฤษที่ St Andrews
    และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณคดีและกฎหมาย renaissance
    เธอได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแต่งงานของ homosexuals
    คือตอนนี้อังกฤษให้แต่งงานกันได้ แต่ไม่ถือว่าเป็น marriage เพราะคำว่า marriage มันผูกติดกับสถาบัน
    รัฐบาลให้แค่การ recognize สิทธิทางการเมืองในคู่ homosexuals เืท่านั้น ซึ่ง Lorna บอกว่ามันตลก เพราะถ้าดูประวัติของกฎหมายและแนวคิดของ
    การแต่งงาน มันเริ่มมาจากความพยายามจะ Legitimize การแต่งงานระหว่างชายและหญิง เดิมในอดีต ซึ่งชัดเจนมากสมัยกรีกเรื่อยมาถึง Renaissance เขาเชื่อกันว่าการแต่งงานหมายถึง ชาย แต่งกับ ชาย
    มันมีวรรณคดีเยอะมากๆ ที่เขียนขึ้นมา (~เด่นชัดคงเป็น Erasmus) เพื่อ defend การแต่งงานชายและหญิง เพราะรัฐไม่ยอมรับ รัฐเห็นว่ามันต่ำและเลวกว่าการแต่งงานhomosexuals ในแง่สติปัญญาและศีลธรรม แต่ defend แบบตลกมากๆ เช่น บอกให้หลับตานึกภาพผู้ชายคนนั้นเวลามีเพศสัมพันธ์กับผู้หญฺง เพราะมันจำเป็น เีราจำต้องมีทายาท แต่ในแง่ของจิตใจเนี่ย คิดซะว่าผู้หญิงไม่มีตัวตน เป็นต้น ซ่งใช่เป็นอะไรที่ misogynist มากๆ แต่ก็นะ มันแสดงให้เห็นอะไรหลายอย่าง มีการออกมาเคลื่อนไหวมากมายจนไปๆ มาๆ การแต่งงานแปลเปลี่ยนความหมาย
    กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันทางศาสนา และกลายเป็นสิ่งที่เราใช้เรียกคู่ที่เป็นชายหญิงเท่านั้น
    และสิ่งที่ถูกต้องแต่ดั้งเดิมคือ homosexuals กลายเป็นสิ่งที่ผิดประหลาดไป
    Lorna บอกว่าดูเราตอนนี้สิ เรามา defend สิ่งที่เคยถูกกฎหมายและเป็นที่ยอมรับโดยดั้งเดิม
    amazing ดี

    มีอะไรที่ amazing กว่านั้น เนี่ยจะเล่าให้ฟัง
    วันนี้ วันอาทิตย์ เป็นวัน St Andrews Day เราก็ได้ไปปราสาท ไป Royal & Ancient Golf Club ซึ่งปกติไม่เปิดให้คนทั่วไปที่ไม่ใช่สมาชิกเข้า
    ก็สนุกดี
    เสร็จก็ไปเพนท์แก้วที่พิพิธภัณฑ์เล่นๆ คลายเครียด เราก็ได้นั่งติดกับผู้หญิงอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ เธอบอกว่ามากับลูกสาว ก็นั่งคุยไปมา
    เธอก็ถามว่าเรามาจากไหน มาเรียนอะไร เราก็บอกว่าเนี่ย คงจะคิดว่าตลกนะ เรามาจากเมืองไทย มาเขียนงานเกี่ยวกับวูลฟ์
    เธอก็บอกว่าอะ แล้วซุปเป็นใคร เราก็ตอบไป ซูซาน เซลเลอรส์
    เธอก็บอกว่าเออ ซูซานเพิ่งให้หนังสือมาอ่าน เกี่ยวกับวูลฟ์และพี่สาว เราก็อ้อ เออ โลกกลม
    แต่ยังค่ะ โลกมันกลมกว่านั้นได้อีก

    เธอก็หันมาถามตอนกำลังลงสีว่า รู้จัก Lorna Hutson มั้ย เราก็บอกว่าเมื่อวานเพิ่งฟังสัมมนาเอง เคยคุยด้วยตอนเปิดเทอมแรกๆ
    เธอก็บอกว่าเนี่ย เธอเป็น partner ของ Lorna เด็กชาวจีนคนนั้นเป็นลูกสาวที่เธอสองคน adopt
    เราก็อึ้ง
    ที่อึ้งไม่ใช่อะไร แ่ต่ประทับใจอะ ผู้หญิงสองคนตกลงใจที่จะอยู่่ด้วยกันและรับเด็กมาเลี้ยง ผู้หญิงใน generation นั้น
    ลองคิดดูว่ามันยากเย็นขนาดไหน ขนบอะไรรึงรัดไปหมด
    และเธอกล้าบอกกับคนแปลกหน้า
    นักเรียนจากเอเชียที่ไม่เคยรู้กันมาก่อน
    ว่าเธอมี time/space/identity ที่ต่างออกไปจากสิ่งที่คนทั่วไปคาดหวังหรือเข้าใจ
    มันเป็นเรื่องที่ amazing มากๆ 

    ยังค่ะมี อะไรที่ amazing กว่านั้น เพื่อนคนไต้หวันชวนไปดูพิธีเปดไฟคริสมาสกลางเมือง
    เราก็อะไปก็ได้ เสร็จบนเวที Sir Sean ค่ะ Sir Sean Connery ซึ่งเราช๊อบชอบโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้
    มากล่าวเปิดงาน และเล่นมุกขำขันด้วยสำเนียง Scottish และ discourse ชาตินิยม
    และโอ้โห เข้าใจอีตาลซึ่งนิยมชายสูงอายุ
    เข้าไปดูใกล้ๆ คนๆ นี้หล่อมาก สูง smart และหุ่นดี มารยาทงามเวลาพูดจานุ่มนวล
    ใช่อาจเป็น image ที่หล่อหลอมจาก James Bond
    แต่มันทำให้เราต้องเดินเข้ามาใกล้ๆ อะ หันไปบอกเมว่าเออ อยากได้รูปอะ
    แต่อายไม่เอาดีกว่า ปกติไม่ได้นิยมดาราอะไรมาก แต่คนนี้มัน charming 555
    เมทำไงคะ เก๋มาก ผลักเราเข้าไปหาเซอร์ชอนตอนเดินลงมาจากเวที
    ทำให้ได้คุยกันนิดหน่อยเพราะขายหน้ามาก เกือบชนเค้าล้ม
    คุยไม่พอได้รูปคู่ด้วย แต่อยู่กล้องเม ต้องให้เธอส่งมาในเร็ววัน555

    เป็นอันจบสามวันที่เต็มไปด้วยเรื่อง amazing

    ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยมาก overwhelmed by everything 555 จนกาลเวลาสถานที่ในหัวมันรวนไปหมด

    คิดถึงทุกคนนะคะ
    ราตรีสวัสดิ์

    27 November

    Day Sixty Eight: Ideology and Discourse

    หลายคนมองว่า Marxism เป็น reductionism อย่างหนึ่ง ซึ่ง reduce หรือ ลดความสัมพันธ์ทุกอย่างในสังคมให้กลายเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำของชนชั้น และสถานภาพทางเศรษฐกิจ ของซื้อของขายโยงใยไปยังประเด็นของอำนาจ
     
    แต่คุณประโยชน์ที่สำคัญประการหนึ่งของ Marxism ที่ส่วนตัวคิดว่าสำคัญต่อการคิดวิเคราะห์ critical thinking
    ซึ่งอาจจะมีคุณประโยชน์บ้างในสถานการณ์บ้านเมืองของเราทุกวันนี้
     
    คือ การอธิบายและใข้แนวคิด Ideology

    Ideology คืออะไร
    มันคือ ความคิดความเชื่อ ที่อยู่เบื้องหลังกลไกของสังคมที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ
    มันคือ เอาแบบหลักๆ เพราะนี่คือ oversimplification แน่นอน

    ก) กระบวนการผลิตความหมาย สัญญะ และคุณค่าในชีวิตของเรา ในชีวิตสัตว์สังคมของเรา
    ข) แนวคิดของชนชั้นหนึ่งๆ (และมักจะเป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจ surprise surprise)
    ค) แนวคิดที่ทำให้อำนาจทางการเมืองหนึ่งๆ นั้น เป็นที่ยอมรับ โดยที่เราอาจจะรับมันมาโดยไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ตาม
    ง) แนวคิดที่ทำให้เราในฐานะปัจเจกเข้าใจอัตลักษณ์จของตัวเอง และของโลกนี้

    แนวคิดแบบสุดจะคลาสสิคของ Marx ซึ่งภายหลัง Gramsci และพวกพ้องพากันชี้ให้เห็นข้อจำกัด
    คือ ideology หรือ แนวคิดที่เรามักจะได้รับปลูกฝังกันมาเนี่ยชี้ให้เห็นว่า
    เราสามารถเข้าใจหรืออธิบายปัญหาทางสังคมและการเมืองได้ผ่านการศึกษาดูกระบวนวิธีการผลิต commodities
     
    ต่อมา Gramsci ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้ concrete แบบนั้นเสมอไป ไม่ได้ตายตัวแบบนั้น
    ซึ่งนำพาให้เราเริ่มเห็นว่า ideology ไม่เพีัยงพอที่จะอธิบายสถานการณ์อะไรบางอย่างที่กระเทือนผืนดินที่เรายืนเหยียบอยู่

    Discourse เข้ามาตรงนี้
    Discourse คืออะไร
    วาทกรรม คือคำแปลภาษาไทย ที่สถาบันทางภาษาที่ควบคุมดูแลการใช้ภาษาและนิยามคำของเราเป็นผู้มอบหมาย
    ซึ่งอยู่ภายใต้วาทกรรมที่ว่าภาษาไทยจะต้องสงวนไว้ เราไม่นิยมใช้ทับศัพท์เพราะเราต้องภูมิใจในความเป็นชาติ และภาษาของเรา
    นีั่คือตัวอย่างของวาทกรรม

    Discourse อาจหมายถึงบทสนทนาระหว่างคนสองคน
    หรือ ระบบสังคมและการเมืองโดยรวม
    และแน่นอนเมื่อคำนี้แปลว่าบทสนทนา dialogue
    มันใกล้ชิดกับภาษามากกว่า ideology
    เพราะใช้ครั้งแรกๆ ในภาษาศาสตร์ พวก Structuralist อย่างที่เด่นคือ Saussure
    ก็เป็นพวกแรกๆ ที่ใช้ Discourse analysis
    การพิจารณา discourse ในภาษา
    เช่นคำว่า พันธมิตรเพื่อประชาชน เนี่ย ไม่ได้มีีความหมายตรงตัวเสมอไป
    คำและความหมายมันไม่ได้ผูกติดกันตายตัว แต่ต้องดูบริบทแวดล้อม
    พันธมิตรเพื่อประชาชน เป็นคำที่ต้องดูว่าต่างจาก พันธมิตรที่ไม่ใช่เพื่อประชาชน อย่างไร
    เฉกเช่นกับคำว่า พ่อ และ แม่ คำว่า พ่อ ในความเข้าใจของเราไม่ได้หมายถึงผู้ปกครองเพศชายทันทีทันใด
    แต่เด็กจะต้องรู้จำแนกพ่อจากแม่ คำสองคำจึงจะมีความหมายขึ้นมา

    Discourse Analysis เด่รชัดและเป็นประโยชน์มากเมื่อเราดูการใช้แนวคิดดังกล่าวใน Foucault หรือ Derrida
    ทุกอย่างเป็นวาทกรรม เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรม เพราะเราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและภาษา
    การกระทำทุกอย่างบ่งชี้วาทกรรม
    และบางครั้งวาทกรรมมันซ้อนวาทกรรมซ้อนวาทกรรม จนคนส่วนใหญ่ไม่เดือดร้อน หรือไม่สามารถที่จะแก้ให้เห็นเนื้อแท้ของแนวคิดที่ครอบงำเราอยู่ได้

    การปิดล้อมถนน สภา สนามบิน เป็นสัญลักษณ์
    และผู้ที่กระทำการก็บ่งชี้ชัดเจนว่าเป็นวาทกรรม No pain, no gain
    เราต้องตัดส่วนน้อยเพื่อแลกส่วนใหญ่ คือการเสียสละเพื่อชาติและบัลลังก์
    นี่คือ วาทกรรมชาตินิยมแบบเบลอๆ เพราะหลายครั้งคงได้หลงลืมไปว่าส่วนน้อยที่ว่าคือส่วนหัวใจของสิ่งที่วาทกรรมทำให้เราเรียกว่ารัฐ หรือชาติไทย
    นั่นคือ ผู้คน ชีวิต เลือดเนื้อที่กำลังเดือดร้อน

    วาทกรรมที่พับซ้อนใต้วาทกรรมที่แสดงออกมานั้นเป็นอะไร
    และเราจะสามารถรับรู้ได้หรือไม่

    การวิเคราะห์วาทกรรมเราต้องเริ่มจากจุดนี้
    จุดที่เรามองว่าทุกอย่างคือ text คือตัวบท
    การกระทำ ผังเมือง สถาปัตยกรรม ป้าย เสื้อเหลือง สีแดง ซึ่ง ideology จะผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในที่นี้ มันไม่ใช่แค่นามธรรม
    แต่เป็นสิ่งที่เราจับต้องได้
    ทั้งหมดเราสามารถอ่านถึงระบบสัญญะของมันได้ เหมือนอ่านหนังสือ
    และเมื่อเราอ่านหนังสือที่แท้จริง
    เราก็พึงอ่านระหว่างบรรทัด และคอยระแวดระวังภัยที่แฝงมากับวาทกรรมกู้ชาติ
    หรือวาทกรรมฉันคือวีรบุรุษ

    การปฏิวัติเป็นวาทกรรมของ การเปลี่ยนแปลงในฐานะลัทธิหรือ Cult
    ซึ่งไม่มีครั้งไหนที่มีจุดจบที่สงบสุข เพราะเมื่อแสดงวาทกรรมและจุดยืนออกมาแล้ว กลุ่มคนก็จะพยายามยื้อยุด และยืด
    ให้กลายเป็น Culture ครอบงำผู้คนต่อไปเรื่อยๆ

    ความขัดแย้งของ Cult และ Culture
    ของนามธรรม และ รูปธรรม
    มันชี้ให้เห็นความบอบช้ำและไม่แน่นอน ของขั้วคู่ตรงข้าม
    ที่หลายคนดึงดันให้เราประชาชนเลือก
    เลือกที่จะเชียร์หรือสมัครใจที่จะใส่เสื้อสีอะไร เชียร์ใคร นั่งสมาธิ เข้าร่วมพิธีแช่งชักหักกระดูกใคร

    และความขัดแย้งดังกล่าวนี้เราควรจะหยิบมันมาพิจารณา
    เมื่อเราวิเคราะห์ตัวบทที่ discourse ซ้อน discourse กำลังทำลายให้เป็นฝุ่นผง
    หรือ ideology ซ้อน ideology กำลังยื้อให้แตกหัก กระทืบให้กระูดูกซี่โครงร้าว เพื่อจะได้ไปทิ่มแทงปอดไม่ให้หายใจหายคอได้อีกต่อไป

    ตัวบทนี้เราเรียกว่า
    บ้านเมืองของเรา
    26 November

    Day Sixty Five, Siixty Six and Sixty Seven: In her father's library

    ว่าด้วยการศึกษาของผู้หญิงอังกฤษในศตวรรษที่ 18 ถึง 20

    สมัยนั้นผู้หญิงไม่ได้ไปโรงเรียน
    ส่่วนใหญ่ความรู้ที่ได้ จะได้มาจากห้องสมุดส่วนตัวของพ่อ
    แน่นอนห้องสมุดนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นและสถานภาพทางการเงินและทางสังคมแล้ว
    มันยังเป็นพื้นที่สัญลักษณ์แห่งเพศชาย เพราะบรรจุบรรดานักเขียน และงาน canon ต่างๆ
    และส่วนใหญ่คนที่มีกำลังทรัพย์ซื้อเก็บไว้ได้ คนที่ได้ไปโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ก็มักจะเป็นผู้ชาย ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

    บรรดาพ่อๆ ซึ่งประสงค์อยากให้ลูกสาวมีความรู้ประมาณหนึ่ง ขึ้นอยู่กับชนชั้นด้วย ถ้ามีเงิน
    ก็จะจ้าง governess มาติวหนังสือ และให้อิสรภาพในการอ่านหนังสือในห้องสมุดในบ้าน

    และถ้าดูวรรณคดีของสมัยศตวรรษที่ 18 สมัยนั้นหนังสือที่ผู้หญิงเลือกอ่านเนี่ย มันส่งผลต่อการแต่งงาน การเลือกคู่ (ซึ่งแน่นอน ผู้ชายเป็นผู้เลือก)
    สมัยนั้นคนอังกฤษจะกลัววรรณคดีฝรั่งเศสเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ French romance เพราะคิดว่าเพ้อฝันไร้สาระ ทำให้ใจแตก เป็นต้น
    มีตัวอย่างที่ตลกมาก ในหนังสือเรื่อง The Female Quixote ของ Charlotte Lennox คือ
    ผู้ชายที่มาจีบผู้หญิงตัวเอกในเรื่องเนี่ย เหลือบเห็นหนังสือที่ผู้หญิงใจลอยยืนถืออยู่ พอเห็นเป็นนิยายฝรั่งเศสก็เอาเลย ตัดพ้อต่อว่า ประมาณว่าเห็นอย่างนี้ต้องคิดหนักเลยนะเนี่ย ไม่นึกว่าผู้หญิงที่ดูจะเพรียบพร้อมอย่างเธอจะอ่านหนังสือ (ต่ำๆ -- เราใส่เอง) อย่างนี้ ผู้หญิงก็รีบบอกว่า ดิชั้นยังไม่ได้เปิดอ่านเลยค่ะ แม้แต่้่ตัวหนังสือตัวนึงยังไม่ได้แตะสักแอะ แล้วผู้ชายก็บอกว่า ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ แต่ที่เธอถืออยู่น่ะ มันเป็น VOLUME 2 มันเป็นภาคสอง
    เหมือนบอกว่าไม่ได้อ่านเพชรพระอุมานะ แต่ที่ถืออยู่ในมือเป็นเล่มที่สามพันเก้า

    Lennox ยังแอบกัดความคิดปิตาธิปไตยโดยการเขียนว่าหนังสือที่ตัวเอกเอามาอ่านเนี่ย อยู่ในห้องสมุดของพ่อของเธอ แต่พ่อของเธอไม่รู้ เพราะแม่เธอแอบอ่านและเอามาเก็บไว้ คือหนังสือเล่มนี้ เดินทางจากพื้นที่ส่วนตัวของเพศหญิง คือตู้เสื้อผ้าของแม่ มายังพื้นที่ของพ่อ

    ก็ไม่รู้ว่าทำไมวรรณคดีฝรั่งเศสมันเลวร้ายนัก หรือ sophistication มันเป็น stereotype ของชาวฝรั่งเศสที่มีมานานแล้ว
    สงสัยว่า marquis de sade ทำไว้สวย หรือสมัยนั้นมันใกล้ปฏิวัติฝรั่งเศส อะไรๆ มันเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน และคนเรามักจะกลัวสิ่งที่เราไม่เข้าใจ

    แต่ (~ซึ่ง paradoxical มาก) มีงานเขียนของสตรีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งที่อ่านกันทั่วยุโรปโด่งดังสุด เธอคือ Madame de Genlis
    ซึ่งเขียนเรื่อง Adele et Theodore คือเรื่องของเรื่องคือสตรีชั้นสูงนางหนึ่งมีลูกแฝด เธอก็คืดค้นรายชื่อหนังสือที่ลูกๆ ควรอ่าน แน่นอน Madame de Genlis ตั้งใจจะเขียนเป็นคู่มือการเลี้ยงลูก เหมือนในปัจจุบันมีคู่มือการเลี้ยงลูกให้เป็นอัจฉริยะอย่างไรอย่างนั้น
    กลายเป็นว่าเป็นหนังสือ top hit ติดลมมากๆ บรรดาแม่ๆ สั่งซื้อยืมอ่านกันสวยๆ
    เป็นการสร้าง networking ระหว่างผู้หญิงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

    ผู้หญิงพวกนี้ไม่ได้ไปโรงเรียน ไม่ได้เรียนแคลคูลัส หรือกรีก หรือละติน อย่างที่ผู้ชายเรียน
    แต่ลองคิดไปคิดมา ใช่ว่าผู้ชายจะมีอภิสิทธิ์อย่างที่เข้าใจ

    ใน The Mill on the Floss  ของ นักเขียนที่ชื่อ Mary Ann Evans
    (แต่ที่เรารู้จักกันในนาม George Eliot)
    Mr Tulliver ถามลูกชายว่าเรียนเป็นไงบ้าง
    ลูกชายก็บอกว่า ไม่รู้เรื่องเลย ต้องเรียนเลข เรียนยูคลิด อะไรก็ไม่รู้
    พ่อก็ถามต่อว่ามันสำคัญอย่างไรล่ะลูก
    ลูกก็ตอบว่าไม่รู้เหมือนกัน เขาให้เรียนก็เรียนไป
    พ่อก็บอกว่า ดีแล้ว ต้องทำตามที่ Master หรืออาจารย์เลือก ไม่ต้องคิดอะไรมาก
    กลายเป็นว่าการศึกษาที่เน้น repetition ซ้ำซากของผู้ชายเนี่ย creative น้อยกว่าการได้อิสรภาพที่จะเลือกอ่านหนังสือในห้องสมุดในบ้าน

    เวอร์จิเนีย วูลฟ์ เป็นตัวอย่างที่สำคัญ
    พ่อของเธอให้อิสรภาพในการอ่านหนังสือในห้องสมุด และเวอร์จิเนียก็จดบันทึกหนังสือทุกเล่มที่ได้แตะมาอย่างละเอียด
    ละเอียดจริงๆ เห็นมาแล้ว
    น้อยคนรู้ข้อความจริงนี้ และน้อยคนรู้ว่าเธอเป็นนักเขียนเรียงความตัวจริงวิเคราะห์วรรณคดีเป็นร้อยๆ งาน

    "Child, how you gobble!" เป็นคำอุทานที่หลุดจากปากของ Sir Leslie Stephen พ่อของเวอร์จิเนีย
    ตอนที่เห็นเธอนั่งอ่านหนังสือ กลืนกินทุกอย่างที่มี อย่างตะกละ อย่างกล้ำกลืน
    เพื่อจะได้เอาไปคุย discuss กับพี่ชายที่ได้ไปโรงเรียนและไปเคมบริดจ์ อันเป็นพื่นที่ที่ปิดกั้นผู้หญิง
    A room of one's own เป็นการนิยามเขตแดนที่เธอจะสามารถสร้างอัตลักษณ์นักเขียนหญิง
    เป็นเขตแดนของความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ปิดกั้นใคร

    ท้ายที่สุด เราจะเห็นว่าไม่ใช่บรรดาญาติผู้ชาย ไม่ใช่พ่อ หรือพี่ชายน้องชาย หรือแม้กระทั่งสามีของเวอร์จิเนีย
    (~ผู้ที่ได้รับสิทธิพิเศษเรียนโรงเรียนดีๆ หรือได้อ่านกรีกละติน ได้ไปประจำการที่ซีลอน หรืออาณานิคมอื่นๆ หรือมีสิทธิสถานภาพทางสังคมที่เหนือกว่า)
    ที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์ทางความคิดและวรรณคดีของโลก
    แต่เป็นเด็กหญิงที่ซุกตัวในห้องสมุดของพ่อ
    และเปลี่ยนพื้นที่ appropriate พื้นที่เพศชาย ให้เป็นแหล่งสร้างสรรค์ แหล่งของการมีสิทธิมีเสียงเลือกสรรตัวบทมาศึกษา
    มาแปรเป็นฐานในการสร้างงานใหม่ๆ ต่อไป

    สิ่งที่เราต้องขอบคุณคือโอกาสที่พ่อได้เปิดให้ลูกสาวทั้งในอดีต (~Lennox George Eliot Ferrier Woolf) และปัจจุบัน
    ทั้งที่รู้หรือไม่ก็ตามว่า
    เป็นการเปิดโลกที่กว้างกว่าการศึกษาที่สนองวาทกรรมผู้ชายเป็นใหญ่

    "Child, how you gobble!"
    คงเกินกว่าที่พ่อของวูลฟ์จะเข้าใจ หรือนึกจินตนาการได้
    24 November

    Day Sixty Three and Sixty Four: Snow in St Andrews

    หิมะตกค่ะ สองวันแล้วล่ะ ในห้องหนาวมาก ฮีเตอร์เอาไม่อยู่
    ตื่นมาแล้วซุกตัวอยู่กับผ้าห่ม ไม่อยากแม้กระทั่งจะเอาเท้าแตะพื้น
    มองไปนอกหน้าต่าง ว่าแล้ว ขาวโพลนไปหมด
    คนที่นี่บอกว่าแปลกมากที่หิมะตก ปกติถ้าติดทะเลหิมะจะไม่ตก
    แล้วทีนี้ลมจากคลื่นทะเลซึ่งปกติก็หนาวอยู่แล้ว มาผสมกับหิมะที่กำลังละลายเนี่ย
    ทำให้หนาวเป็นสี่ห้าเท่า


    (ในภาพ: สองสิ่งที่ไม่น่าไปด้วยกันไป ทะเลลมแรงๆ บวกน้ำแข็งจากหิมะ ช่างเย็นยะเยือกจับจิต)

    แต่วันนี้ต้องออกไปข้างนอกค่ะ อยากไปเก็บภาพเพราะไม่รู้ว่าจะได้เห็น St Andrews ที่ขาวโพลนเช่นนี้อีกมั้ย
    และวันนี้เป็นวันเกิดของดาเนียลา



    เราตกลงกันไว้นานแล้วล่ะ ตั้งแต่ก่อนมีเดดไลน์ (ซึ่งส่งไปเรียบร้อยแล้ว เย้) ว่าอยากไป Botanic Garden
    วันนี้เป็น open day ก็เลยตัดสินใจเดินลุยหิมะไปกัน ใช้เวลาเดินเกือบยี่สิบนาที อึดทั้งคู่
    ไปถึงก็รู้สึกคุ้มค่า รู้สึกคิดถึงป้าต้อยซึ่งรักการทำสวนและพืชเป็นชีวิตจิตใจเพราะมันเก๋มาก
    มันคงจะดีกว่านี้ถ้าไปช่วงหน้าร้อน สวนข้างนอกคงจะสวยอีกแบบ


    ในเรือนกระจกก็มีไม้เมืองร้อน มีต้นกล้วย ปาล์มสวยงาม รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านชั่วขณะ
    แต่พอเปิดประตูออกไป โอ้โห้ หนาวมากจริงๆ

    เสร็จเราก็ไปปราสาท เพราะหลงเข้าไปว่ามันฟรี ช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นของ St Andrews Day Festival
    แต่พอไปจริงแล้ว ต้องจ่ายเงินค่ะ ฟรีเฉพาะวัน St Andrews Day
    เราสองคนก็เลยถอยฉากไปก่อน เขาว่าถ้าใส่เสื้อครุยเข้าได้ฟรี ไว้มาใหม่วันหลัง

    เราก็เลยไป University of St Andrews Museum ที่เราเคยไปแล้วหลายครั้ง
    แล้วก็บันเทิงมาก เสร็จก็ไป St Andrews Trust Museum ซึ่งเป็นของคน local ช่วยกันบริหารและช่วยกันนำเที่ยว
    มีไกด์คนหนึ่งใจดีมาก อาสาอธิบายเรื่อง reformation และวิวัฒนาการการนับถือศาสนาคริสต์ของที่นี่
    เราก็เลยเดินไปกับคู่สามีภรรยาสูงอายุชาวอเมริกัน ซึ่งบอกว่ารักเมืองนี้มาก มาทุกปี!
    พอเดินไปฟังเขาอธิบายไป โอ้โห้ ลมพัดแรงมาก หนาวมากค่ะ
    หนาวจนภาวนาขอให้ไกด์เล่าเรื่องจบเร็วๆ จะได้เดินเข้าที่ร่ม
    ทำให้ส่วนหลังๆ ของเรื่องตำนาน St Rule เนี่ย ฟังไม่ค่อยได้ความเท่าไหร่ เพราะฟันกระทบกันกึกๆ

    ช่วงนี้เห็นบรรดาเด็ก Undergrad ทำอะไรบ้าๆ บอๆ เช่น กินเหล้าแต่หัววัน หรือเดินไปไหนมาไหนต้องมีเชือกมัดตัวหลายคน เหมือนถูกจับไรงั้น เป็นเรื่องธรรมดาของ Raisin Day ธรรมเนียมนี้จะคล้ายกับพี่รหัส น้องรหัส เพียงแต่นักเรียนเนี่ย จะมี academic family นักเรียนชาย เป็นพ่อ นักเรียนหญิงเป็น แม่ แล้ว adopt เด็กปีหนึ่ง เป็นลูก สำหรับศิษย์เก่าก็กลายเป็นปู่ย่าตาทวดไป แล้วครอบครัวพวกนี้จะแน่นแฟ้นมาก เหตุผลที่ชื่อ Raisin Monday (คือ พรุ่งนี้ ซึ่งจะมี Shaving Foam fight เล่นเอาโฟมพ่นใส่กันสวยงาม) คือธรรมเนียมคือเด็กต้องมอบ one pound of raisin ให้พ่อ (น้องพีชหรือคนที่เคยมีประสบการณ์ต้องมาแก้ เพราะวันนี้ถามเพื่อนแล้วมันอธิบายไม่ละเอียด) ซึ่งปัจจุบันการจะหาลูกเกดปริมาณ exact เท่านั้นทำให้ยาก ก็เลยเปลี่ยนเป็นไวน์แทน แล้วให้ปุ๊บก็ต้องมีใบกำกับจากพ่อเป็นหลักฐาน เป็นภาษาละติน สมมติว่าเป็นเราเป็นพี่ปีสาม และเป็นพ่อของครอบครัว และลูกชือ ลำยอง ละกัน

    Ego,
    Verita Sriratana,
    civis tertianus huius illustris
    Universitate Sancti Andreae
    A te
    Lumyong
    mea bejantine
    Unam livram uvarum sicarum me accepisse pro qua multas gratias tibi ago


    ใครที่เรียนละตินคงจะแปลออก

    ข้าพเจ้า,
    วริตตา ศรีรัตนา
    พลเมืองปีสามผู้หนึ่งของ
    มหาวิทยาลัยเลื่องชื่อนามเซนต์แอนดรูวส์
    จากท่าน
    ลำยอง
    นักเรียนปีหนึ่งของข้าพเจ้า
    ลูกเกดหนึ่งปอนด์ข้าพเจ้าได้รับ
    ซึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณยิ่ง

    เป็นธรรมเนียมที่แปลกดี และนักเรียนก็ทำตัวบ้าๆ บอๆ วิ่งแข่งกันบ้างล่ะ แต่งตัวประหลาดๆ
    แต่เราเห็นว่าเป็นธรรมเนียมที่ทำให้เด็กที่นี่รักกันแน่นแฟ้นดี และมีผลระยะยาวคือ networking คนที่จบแล้วก็เกื้อกูลคนในครอบครัว หรือคนนอกครอบครัวเพราะมันรู้จักกันหมด นี่คือที่เพื่อนที่เคยผ่านประสบการณ์รับประกันมานะ

    พรุ่งนี้จะเด็ดสุด มีสงครามโฟม กะจะไปเก็บภาพเหมือนกัน แต่เพื่อนเตือนว่า ไม่มีใครได้เป็นผู้ชม ต้องโดนด้วยกันทั้งนั้น
    ก็จะขอลองดูสักตั้ง ไว้จะมาเล่าให้ฟังว่าเป็นไง

    ตอนนี้ราตรีสวัสดิ์ค่ะ รู้สึกว่าหนาวเกิน ได้เวลาซุกตัวในผ้าห่มหนาๆ
    20 November

    Day Sixty, Sixty One and Sixty Two: An Apology (for being just me)

    Day Sixty, Sixty One and Sixty Two: An Apology (for being just me)

    หนทางยังอีกยาวไกล นั่งทำงานทั้งวันมาสองวันแล้ว ถึงขนาดต้องโดดสัมมนาเลยทีเดียว เพราะว่าไม่สบายใจ อยากเขียนให้เสร็จ
    ตอนตรวจทานที่เขียนก็รู้สึกว่าภาษาของวูลฟ์มันเพราะจับจิต อยากจะนำมาเสนอใน forum เดือนหน้า ก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนหัวข้อซะเลย
    นอกจากเนื้อหาที่ลึกล้ำ การอ่านวูลฟ์ที่ถูกต้อง เราคิดว่านะ
    ควรจะต้องอ่านออกเสียง ถึงจะได้อรรถรส คำและประโยคเรียงกันอย่างลื่นไหล amazing มาก
    มันเป็นความรู้สึกสุขอย่างเทียบหรือบรรยายไม่ได้

    เห็นหัวข้อบลอควันนี้คงจะงง นี่เราจะมาขอโทษขอโพยใคร
    ไม่ใช่สิ ขอโทษเป็นคำที่ไม่ถูกต้ิอง เพราะเราควรขออภัย ไม่ใช่ ขอโทษทัณฑ์
    (~จริงๆ ขอโทษ ก็มาจาก ขออภัยโทษ)

    Apology ในที่นี่ไม่ได้แปลว่า ขออภัย เพราะไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จะขอให้อภัยโทษลมได้อย่างไร
    Apology สำหรับคนที่เรียนปรัชญากรีก หรืออ่าน Sir Philip Sidney
    ก็คงจะพอเดาได้ว่ามันมีรากจากกรีก apologia แปลว่า ว่าด้วย (A defense of)

    ต้องเล่าก่อนว่าทำไมวันนี้จึงตัดสินใจพิมพ์หัวข้อ "ว่าด้วย (ตัวข้าพเจ้า)"
    มีสัมมนา เป็นสัมมนามานุษยวิทยาที่ดาเนียลาชวนไป เราก็ไปฟังสวยๆ มันเกี่ยวกับชนทอผ้าของเอกวาดอร์ ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับที่นั่งเพียรเขียนอยู่ทุกวันนี้ แต่ประสบการณ์สออนให้รู้ว่าถ้าเขียนไม่ออก เขียนฝืด ต้องทำสองอย่างคือ เดินเล่น กับ ไปสัมผัสศาสตร์อื่น แล้วพอไปก็น่าสนใจมาก

    ชายที่เสนอเปเปอร์เป็นชาวอเมริกัน อายุเกือบๆ สี่สิบ เป็นอาจารย์ที่เอดินเบอระ ซึ่งเคยอยู่เอกวาดอร์มานาน พูดภาษาสเปนได้
    ก็เลยคุยกับดาเนียลา (ๆม่ค่อยคุยกับดิชั้นค่ะ อาจเป็นเพราะคงไม่เห็นช่องทางจะ flirt กับดิชั้น
    ซึ่งเป็นสิ่งที่ชัดเจนว่าทำอยู่กับดาเนียลา และเจ้าตัวก็รู้สึกเช่นกัน)

    ถามว่ารู้ได้ไง ก็คำถามแรกน่ะสิื

    ผู้ชายคนนั้น: ดาเนียลาไม่เหงาเหรอไม่มีแฟนที่นี่
    ดาเนียลา: (ทำหน้างง) ก็บอกว่าไม่
    เรา: (ทำหน้างง) คิดในใจ ทำไมต้องเหงาด้วย และทำไมต้องถามคำถามทำนองนี้ อะไรดลใจคะ
    ผู้ชายคนนั้น: แต่ฉันมั่นใจว่าต้องมีผู้ชายยืนร้องไห้ตอนส่งเธอที่สนามบินแน่ๆ
    ดา้เนียลา: (อึ้ง) ไม่มีค่ะ
    เรา: (แอบฟังและแอบงง แหม ก็เขาพูดเสียงดัง)
    ผู้ชายคนนั้น: จริงเหรอ! ผมน่ะชื่นชมคุณนะ คุณอยู่ได้อย่างไร ผมเชื่อว่าคุณจะหาผู้ชายสกอตดีๆ ที่นี่ได้
    ดาเนียลา: หันมาสบตาด้วยความงงงวย
    เรา: (ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะด่าทอหรือวิจารณ์ เพราะเขาไม่ได้ถามคำถามพวกนี้กับเรา I wish!!!)
    และบทสนทนาก็ไปเรื่อยๆๆๆๆๆๆๆ

    นี่คือคำพูดของชายมีการศึกษาชาวเมกัน ทำไมนักวิชาการผู้หญิงจะต้องเจอคำถามที่ สำหรับภาษาสเปนคือ มาชิสตา ภาษาอังกฤษคือ chauvinist ด้วย??
    ทัศนคติที่สะท้อนมาในคำพูดคือ เธอเป็นผู้หญิง เธอมานี่คนเดียว เธอเรียนปริญญาเอกที่เมืองนอกคนเดียว ไม่มีผู้ชาย โห ทำได้ไง
    (แปลอีกต่อหนึ่งคือ ผู้หญิงต้องมีผู้ชายมา represent เวลาไปปาร์ตี้ต้องมาผู้ชายมานั่งข้างๆ ต้องควงแขนแสดงสถานภาพ ไม่มีปากมีเสียงเป็นของตัวเอง...) ซึ่งมันทำให้เราโมโหมาก แต่เราเป็นแค่คนฟังไม่สามารถทำอะไรได้ เขาไม่ได้ขอความเห็น

    เราโมโหดาเนียลามากกว่าในตอนแรก เพราะเธอตอนเข้าไปลาเขาก็ยังไปหอมแก้มตามธรรมเนียม
    เราเดินออกไปเลย ไม่มองหน้า คนแบบนี้โง่งม ไม่คุ้มค่าเวลาที่จะเสวนาด้วย ก็ต่อว่าดาเนียลาระหว่างรอรถว่าเธอไม่รู้สึกอะไรบ้างเหรอ ซึ่งดาเนียลาก็ดี บอกว่าไม่ต้องเดือดร้อน เราไม่สามารถสอนคนพวกนี้ให้เข้าใจได้ เธอพยายามพูดอะไรอ้อมๆ หลายครั้ง แต่เขาไม่ get เธอก็เห็นด้วยกับเราว่าอุปมาเป็นบัวในตมไม่มีทางผุดขึ้นมาเข้าใจ

    สักพักเราก็โอเคขึ้น อารมณ์เย็น มันเป็นแค่อารมณ์ เราต้องรู้ทันอารมณ์ของเรา
    เราต้องระวังไม่เป็นสตรีนิยมเทียมที่เราเกลียดนักหนา แต่บางทีมันรู้สึกผิดหวัง เพราะคนที่พูดเป็นนักวิชาการ น่าจะพอมีความรู้
    คงเป็นอย่างที่ดาเนียลาว่าไว้  คนบางคนถูกความคิดขนบครอบงำจนตาบอด แม้จะส่องไฟยังไงก็คงจะไม่มีทางออกมาจากเขาวงกตนั้นได้
    เราก็ต้องสงสารเขาไป ช่างแคบ

    ก็เลยตั้งใจมานั่งเขียน An Apology ระบาย และชี้แนะคุณผู้ชายทั้งหลายและเพื่อนๆ ที่อาจหลงเข้ามาอ่าน (และกำลังรู้สุก regret ที่เข้ามาอ่าน ว่าอีนี่เป็นอะไร ทำไมอะ นี่คือความจริง VERITA ที่กำลังพูดอยู่ และบางทีการจ้องหน้าความจริงตรงๆ มันอาจทำให้เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเราได้เยอะ และถ้าคุณไม่เห็นด้วยและไม่ชอบ ดิฉันก็ไม่แคร์ เพราะนี่ไม่ใช่ apology ขออภัย)

    (จริงๆ อยากจะให้น้องชาย น้องสาว และญาติอ่าน เพราะเรื่องอคติทางเพศ
    เราอยากให้คนในครอบครัวของเราเป็นพวกแรกที่สามารถขจัดออกไปให้หมด หรือออกไปบ้างก็ยังดี)

    เหตุการณ์วันนี้ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ตอนไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า และหลา่ยเหตุการณ์ในงานเลี้ยงสังสรรค์ที่ พอเราเริ่มโตก็จะมีคนเข้ามาถามว่า มีแฟนยัง คิดจะแต่งงานตอนอายุเท่าไหร่ เข้าใจว่าครูบาอาจารย์และเพื่อนของญาติผู้ใหญ่ เป็นห่วงเป็นใย เพราะนั่นคือวาทกรรมที่คนทั่วไปเชื่อ การแต่งงานเป็นเรื่องจำเป็นของชีวิตผู้หญิง การมีลูกเป็นสิ่งที่ผู้หญิงควรต้องการโดยธรรมชาติ มันเป็นตัวบ่งชี้คุณค่าของความเป็นคน ของความเป็นผู้หญิง
    คำว่า "คานทอง" หรือ อะไรมากมาย น้อยคนนักจะมองเห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมสร้างครอบครัว บำรุงสถานะ demand supply ของเพศตรงข้าม ทั้งหมดนี้เป็น technology เราไม่มีวันหลุดไปจากบริบททางสังคมไปได้ เรารู้ ไม่ได้อ้างว่าเราเป็นเทพ เพราะเราก็ยังอยู่ในบริบทและวาทกรรม
    แต่บางทีคนเราน่าจะ sensitive บ้าง น่าจะรู้ทัน เหมือนรู้ทันอารมณ์แบบพุทธว่า ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งสร้าง

    เราก็ได้แต่ตอบคนที่ถามไปว่าเรื่องนั้นไม่สำคัญสำหรับดิชั้นค่ะ พอมีคนถามต่อไปว่า เหงาแยาเลย ทำแต่งานไม่ดีนะจ๊ะ เราก็พยายามตอบโดยละม่อม พูดอ้อมๆ ใน version ย่อของประโยคเต็มที่ว่า

    "ไม่ได้หมายความว่าการไม่แต่งงานหมายความว่าเราจะนั่งเป็นยายแก่อ่านหนังสือทำงานทั้งวันตลอดชีวิตหนิคะ ไม่ได้หมายความว่าชีวิตนี้จะเป็นชีวิตที่ไร้รักหนิคะ แล้วสิ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีคุณค่ามันอยู่ตรงไหน ใช่แหวนบนนิ้วหรือสินสอด (~เกลี่ยดระบบนี้) หรือหลักเงินเดือน ขนาดของบ้าน
    หรือปริมาณลูกหลานหรือไง

    มันอยู่ที่ความรักที่เราเผื่อแผ่ให้คนอื่น ความดี และการทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขามีคุณค่า ไม่ใช่เหรอ"

    เพราะฉะนั้น Here's an apology...

    ข้อแรก ดิฉันไม่ต้องการผู้ชายเพื่อมาทำให้รู้สึกว่ามีคุณค่า ไม่อยากได้ใครมา represent เป็นปากเป็นเสียงให้ดิฉัน
    ดิฉัน represent ตัวเองได้สบาย
    ความรักไม่ใช่เรื่องของ representation และไม่มีใครเหนือกว่าใคร

    ข้อสอง ดิฉันไม่ต้องการแหวนบนนิ้วเพื่อทำให้รู้สึกดีกับตัวเอง หรือต้องควงแขนใครเพื่อป่าวประกาศความเป็นเจ้าของ
    เพราะความรักไม่ใช่การเป็นเจ้าของ
    แต่คือความสมัครใจของทั้งสองฝ่ายที่จะเติมเต็มให้รู้สึกว่ามันคุ้มค่าที่ต้องตื่นมาทุกเช้า และปัญหาชีวิตและการพลัดพรากเป็นเรื่องเล็ก

    ข้อสาม ความรักและสถาบันการแต่งงานมันแยกกันโดยสิ้นเชิง จริงมีหลายคนโชคดีได้สองอย่าง แต่อย่าลืมว่าสถาบันเป็นสิ่งสร้าง เหมือนตึกรามบ้านช่องที่ว่างเปล่า มันไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ ความรักคือผู้คนที่จะมาอาศัยในตึกนั้นๆ และทำให้มันดีขึ้น หรือพยายามทำให้มันดีขึ้น ไม่เคยเชื่อในความสมบูรณ์แบบของการแต่งงานอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน ชอบไปงานแต่งงาน เพราะรู้สึกว่าเป็น cultural production ที่น่าสนใจ (โดยเฉพาะส่วนที่เป็นคลิปวิดีโอ ตลกดี) แต่ไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญอะไร ข้อสำคัญคือมันทำให้เพื่อนมีความสุขหรือไม่ ในกรณีงานของเพื่อน ถ้ามี เราก็ดีใจด้วย ชีวิตมันสั้น มีความสุขได้ก็มีไปเหอะ ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะชวนปีศาจอย่างดิฉันไปงานแต่ง (ถ้ามีอาหารญี่ปุ่นในงานจะดีมาก 555)

    ข้อสี่ ดิฉันใช้ชีวิตของตัวเองเป็นตัวยืนยันสิ่งที่ว่ามา
    ใครที่บอกว่าของแบบนี้เป็นไปไม่ได้ ลองใช้แว่นขยายส่องดูชีวิตดิฉันเป็นตัวอย่างการทดลองก็ได้
    ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

    อย่างที่ว่า
    This apology is not an apology...
    17 November

    Day Fifty Nine: เดด+ไลน์

    Day Fifty Nine: เดด+ไลน์

    จะ "เดด" ก็คราวนี้แหละค่ะ งานประดังประเดเข้ามามากเหลือเกิน
    ตอนนี้กำลังเขียนงานเกี่ยวกับนิยายที่เป็น "underdog" ของวูลฟ์ (ก็มันเป็นเรื่องของหมา และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ) นั่นคือ Flush
    Flush เป็นชื่อหมาพันธุ์คอกเกอร์สแปเนียลของอลิซเบธ แบเรต บราวนิง กวีวิคตอเรียน
    อ่านเป็นครั้งที่สามแล้วแ้ต่ก็พบอะไรใหม่ๆ ทุกครั้ง
    แล้วเรื่องนี้มันสนุกดี มัน charming อะ ชอบ
    แต่แม้จะบันเทิงขนาดไหน หนทางการเขียนมันอีกยาวไกลค่ะ งานมัน rich มากเหลือเกิน
     
    งานเก่ายังไม่ทันหาย งานใหม่มารออยู่บนโต๊ะ
    ซุปนัดพบ ต้องพรีเซนต์เปเปอร์
    แล้วจะให้ดิชั้นสอนหนังสืออีก มันคงจะไม่ได้จริงๆ ค่ะ

    ต้องทำทีละอย่าง และประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่าบ่นไปก็ไม่ช่วยไร
    ต้องก้มหน้าก้มตาทำงานไป

    วันนี้น่าสนใจมาก เรียนเกี่ยวกับ editing text
    มีการทดลองอ่านงานของ Lawrence เป็นลายมือของเขาเอง อ่านง่ายมาก เพราะลายมือเป็นระเบียบ ไม่เหมือนงานของผู้หญิงที่ดิชั้นอ่านอยู่
    ไม่ใช่การ edit งานของตัวเองและคนอื่นนะ แต่เกี่ยวกับการเอา text วรรณคดีมาตีพิมพ์ใหม่
    มีเรื่องน่ากลัวมากที่ Dr Herbert เล่า (ต้องนึกภาพชายชรา มาด Dumbledore ที่เชี่ยวชาญเรื่อง D.H. Lawrence และชอบปล่อยมุกตลกเหน็บแนมคล้ายอาจารย์ไรท์ แต่เนิร์ดกว่า และเลขาภาคกับอาจารย์ท่านอื่นบอกว่าจะเริ่มทำตัวตลกเฉพาะเมื่อเราเอาขนมหวานๆ ไปให้อาจารย์ทาน อย่างทอฟฟี เอ้อ แปลกล่ะ แต่วันนี้พิสูจน์แล้ว จริ๊ง)

    อ่ะ ต่อ อาจารย์เล่าให้ฟังว่าได้รับเชิญให้ไปนั่งสอบวิทยานิพนธ์ที่ Oxford ปรากฎกว่านักเรียนใช้ text ของ Lawrence ในการวิเคราะห์เป็นของ penguin ฉบับเก่า ซึ่งผิดพลาดจากต้นฉบับ (พวก Cambridge กับ Oxford นิยมกลับไปดูต้นฉบับของนักเขียนและ restore text ใหม่ ซึ่งในกรณีดิกเคนส์ แธคเคอเร และวูลฟ์จะตลกมาก เพราะพวกนี้เขียนอย่างชุ่ย ไม่ใช่ ชุ่ยหรอก แค่เขียนไปอย่างไม่สน accidentals อย่าง punctuation หรือ spelling เพราะมีคนมา edit งานให้อีกที อย่างกรณีวูลฟ์ก็คือ Leonard เป็นคน edit กลับกลายเป็นว่าปัจจุบันนี้สำนักพิมพ์ฟื้นเอาที่ "original" สะกดผิดสะกดถูกมาพิมพ์ ถ้านักเขียนพวกนี้ยังอยู่คงอายอะ อย่างวูลฟ์เนี่ยถ้าไปดูต้นฉบับที่ British Library สะกดคำว่า Shakespeare ไม่เหมือนกันห้าหกที่ แล้วไม่เหมือนกับที่เราสะกด เป็นต้น วูลฟ์รู้คงบอกว่าทำไม๊ไม่เอาที่สามีชั้นตรวจปรูฟให้ มีบางคนเอาไปตีความอีกว่าสามีมาแทรกแซงงานของภรรยา เอาเข้าไป)
    กลายเป็นว่านักเรียนคนนั้นไม่ได้ใช้ text ที่เป็น standard ต้นฉบับมันว่าไว้ในทางที่ตรงกันข้ามกับที่ว่าไว้ในธีสิส
    argument ต่างๆ ก็เหมือนตั้งอยู่บนปราสาททรายอะ ล้มครืนเลยทีเดียว ก็เลยสอบตกไป

    ฟังแล้วกลัวมาก เพราะเวอร์จิเนียวูลฟ์เนี่ย มีสอง text คือ text ที่ตีพิมพ์ที่อังกฤษ กับที่อเมริกา แล้วมันไม่เหมือนกัน ก็เลยยกมือถามว่าเราต้องทำไง ตอนนี้กำลังดูจากต้นฉบับที่อังกฤษ (แล้วลายมือวูลฟ์อ่านยากอะไรล่ะ อย่าบอกนะว่าต้องมานั่ง check ที่คนอื่นเขา transcribe) เราต้องอ่านทั้งสอง text เลยหรือ อาจารย์ก็บอกว่าใช่ แล้วต้องบอกเหตุผลด้วยว่าทำไมเลือกส่วนนี้มาวิเคราะห์ text นี้ต่างจากอีกอันอย่างไรบ้างก็จดบันทึกไปแล้วล่ะ ว่าต้องทำ อาจารน์ก็บอกว่าอ่านงานของผู้หญิงคนนี้ Blessed Virginia ต้องลำบากหน่อย ซึ่งไม่รู้จะว่าไง มันจริงค่ะ

    อีกเรื่องที่น่าสนใจคือเรื่อง Sons and Lovers มันมีเรื่องยุ่งยากหน่อย ที่พิสูจน์ว่า ใช่ว่าพิมพ์ครั้งแรกจะไม่มีข้อผิดพลาด มันมีตอนที่ Paul ตัวเอก สวดภาวนาขอให้พ่อถูกฆ่าตาย พิมพ์ครั้งแรกไม่รู้ว่ self-censorship หรือ โรงพิมพ์คิดว่าผิดศีลธรรมหรือย่างไร กลายเป็นว่าพิมพ์ไปว่า Paul สวดภาวนาขอ ไม่ให้ พ่อถูกฆ่าตาย ซึ่งผิดความเป็น Lawrence มากๆ มารู้ว่าผิดตอนที่อาจารย์ที่ Cambridge มา edit text จากต้นฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นสำหรับเรา เรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์เลยว่า New Criticism มีช่องโหว่ คนที่พอใจจะนั่งส่องแว่นขยายวิเคราะห์จะตัวบทโดยไม่ดูบริบทอะไรเลย เพราะคิดว่าวรรณคดีมันแยกจากบริบททางกาลเวลา สังคมวัฒนธรรมและชีวประวัตินักเขียน มันต้องดูหลายอย่างร่วมกัน ไม่งั้นจะล้มครืนได้ชั่วข้ามครืน

    และการดูบริบทเนี่ยคือความสนุก ความมันส์ของการเรียนวรรณคดี

    เอาละ พิมพ์เยอะเกิน
    ต้องกลับไปทำงานต่อค่ะ
    Flush รออยู่:)

    Day Fifty Five to Day Fifty Eight: The most beautiful version of the most beautiful song

     


    Love it!!
    เพลงนี้เรียบง่ายแต่ภาษาสวยมาก
    และเวอร์ชันปี 1967 เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดที่เคยมีมาและพึงจะมีในอนาคตด้วย
    Aretha Franklin เป็นอัจฉริยะทางดนตรีจริงๆ:)

    Sweet, sweet bitter love...
    The taste still lingers, going through my, my helpless fingers
    You slipped away...

    Sweet bitter love,
    what joy you taught me,
    what pain you brought me
    And so sure to stay...

    My magic dreams have lost, have lost their spell.
    And where there, where there was hope,
    There's an empty, there's just an empty shell...

    Oh sweet, my sweet bitter love,
    Why have you awaken and then... forsaken
    A trusting heart, a heart like mine?

    Those magic, oh all our magic dreams,
    They have all, they have all lost their spell.
    And why, why just a little bit of hope,
    You didn't leave me,
    you didn't leave me anything but an empty shell?

    Sweet, my sweet, oh sweet bitter love
    Tell me, why have you awaken and then,
    and then you forsaken
    A trusting heart like mine?

    http://www.youtube.com/watch?v=E7oDIxOzJM4
    12 November

    Day Fifty Three and Fifty Four: สตรีนิยมแท้ vs สตรีนิยมเทียม

    Day Fifty Three and Fifty Four: สตรีนิยมแท้ vs สตรีนิยมเทียม

    สตรีนิยมแท้ไม่เคยกดผู้อื่นให้แบนจมปฐพีด้วยความรู้สึก "เหนือกว่า" เพราะนั่นผิดหลักการความรู้สึก
    สตรีนิยมเทียมคอยแต่หาโอกาสเยาะเย้ยถากถาง เพราะนั่นคือหลักการเดียวที่มีในการสร้างอัตลักษณ์ "ข้าคือสตรีนิยม (~เทียม)"

    สตรีนิยมแท้รับมนุษย์ทุกเพศ วัย เชื้อชาติ และความคิดไว้ในอ้อมกอด โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าใครถูกหรือผิด
    สตรีนิยมเทียมเลือกรับเฉพาะผู้ที่คิดเห็นไปในทางค้ำจุนตน และผลักไสผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง

    สตรีนิยมแท้รักวิชาความรู้ในทุกแขนง โดยมองในบริบทของชีวิตและคุณค่าความเป็นมนุษย์ พร้อมๆ กับตั้งคำถามคุณค่าที่ยึดถือกันมาอย่างสง่าผ่าเผย
    สตรีนิยมเทียมมักมองหาข้อเสียของวิชาความรู้ โดยมองในบริบทของอำนาจเพียงอย่างเดียว นิ้วชี้พร้อมที่จะยกขึ้นมาด่าทอระบบ

    สตรีนิยมแท้ไม่เหนิืื่อยหน่ายที่จะอธิบาย ยิ้มสู้ไม่ท้อถอยเมื่อพบผู้ที่ไม่เข้าใจและต่ิอต้าน
    สตรีนิยมเทียมไม่เหนื่อยหน่้ายที่จะเถียงและทำให้อีกฝ่ายรู้สึกด้อยกว่า หัวชนฝาไม่ถอยเมื่อพบผู้ที่คิดต่างจากตน

    สตรีนิยมแท้ไม่ต่อต้านการแต่งงาน ไม่เผาเสื้อชั้นใน ไม่ตะโกนโหวกเหวกชูแผ่นป้าย หากใช้ชีวิตของตนในวิถีทางที่เชื่อ และใช้ชีวิตตนเป็นข้ออธิบายให้ผู้อื่นได้รับทราบถึงหลักการ
    สตรีนิยมเทียมต่อต้านสถานบันแต่งงาน เผาเสื้อชั้นใน (และเผาอะไรมากมายนอกจากนั้น) ตะโกนโหวกเหวก ยื้อคนเดินไปมาตามถนน แต่กลับใช้ชีวิตในทางที่ตนกำลังต่อต้าน เพราะที่ลุกขึ้นมาเดือดร้อนเป็นการตอบโต้ซึ่งค้ำจุนปิตาธิปไตยที่ตนเกลียดหนักหนา

    สตรีนิยมแท้จะยิ้มขอบคุณเมื่อคนอื่น โดยเฉพาะเพศตรงข้ามเปิดประตูให้ ถือของให้ เพราะเราเข้าใจถึงความแตกต่างของสรีระระหว่างเพศ เราไม่ได้พยายามทำตัวบึกบึนเป็นบุรุษ หรือพยายามใช้กำลังเกิดพิกัดเป็นซุปเปอร์วูแมน เราแค่มีดีกันคนละด้าน
    สตรีนิยมเทียมปากก็บอกว่าเกลียดที่เพศตรงข้ามประพฤติราวตนง่อยเปลี้ย แต่ด้วยความพยายามทำตัวเป็นบุุรุษและซูปเปอร์วูแมน หารู้ไม่ว่าคนกำลังแปะป้ายว่าตนง่อยเปลี้ยด้วยไม่ภาคภูมิใจที่เป็นตัวของตัวเอง ไม่ภูมิใจในสรีระและห้วงคำนึงความเป็นสตรี

    "สตรีนิยม" สามารถนิยมบุรุษและสตรีได้ในเวลาเดียวกัน และโดยการนิยมโดยไม่แยกแยะ ก็นำมาซึ่งการตั้งคำถามคุณค่าและอำนาจที่มนุษย์มักแปะป้ายให้คำๆ หนึ่งเหนือกว่าคำหนึ่ง เช่น บุรุษ เหนือกว่า สตรี เป็นต้น

    "สตรีนิยม" ไม่ได้จำกัดเฉพาะสตรี ทุกเพศทุกวัยทุกชนชั้นทุกเชื้อชาติสามารถเป็นนักสตรีนิยมได้อย่างเสมอภาค

    "สตรีนิยม" ใช่ "นิยมสตรี"
    (บางครั้งชื่อก็อาจทำให้เราเข้าใจผิด เฉกคำว่า "ใช่" ในที่นี้หมายถึง "ไม่ใช่")
    และสตรีนิยมแท้เท่านั้นที่จะเข้าใจว่าเหตุใดคำๆ หนึ่ง เช่น "สตรีนิยม" แท้จริงแล้วมีความหมายไปในอีกทางหนึ่ง และทำไมคำและภาษาและอำนาจจึงสำคัญและเกี่ยวโยงกัน

    "สตรีนิยม" คือคนที่สามารถอ่านที่เราเขียนวันนี้ได้อย่างอดทนและเข้าใจ
    ไม่ว่าคุณจะสวมส้นสูง ผ่านการทำจมูก เหลาคาง
    เข้าประกวดนางสาวไทย ราชินีช้าง หรือมิสทิฟฟานี
    แปลงเพศ ใส่เสื้อผ้าวาบหวิว
    ทำงานบริการทางเพศ ชอบมีความสัมพันธ์ one night stand
    ชายรักชาย หญิงรักหญิง ชายรักหญิง หรือชายหญิงรักอะไรอย่างอื่นก็ว่าไป
    กำลังจะแต่งงานหรือแต่งงานแล้ว
    เพิ่งทำกับข้าวให้สามี ทำกับข้าวให้ภรรยา
    เพิ่งรับลูกจากโรงเรียน

    "สตรีนิยม" ทุกคนจะยิ้มเล็กๆ เมื่ออ่านจบถึงตรงนี้

    10 November

    Day Fifty, Fifty One and Fifty Two: งานเยอะ

    Day Fifty, Fifty One and Fifty Two: งานเยอะ

    อัพรวบสามวันเพราะงานท่วมหัวค่ะ ตอนนี้กำลังอ่านหนังสือพร้อมกันสามเล่ม เกี่ยวกับ performativity ทั้งหมด น่าสนใจอยู่
    ที่ชอบสุดคงเป็นของ Paul De Man กับ Judith Butler ได้อ่านเต็มๆ จากปกหน้าถึงปกหลังก็คราวนี้

    นอกจากนี้แล้วยังมีหนังสือที่ต้องอ่านต้องดูอันเกี่ยวเนื่องกับงานเขียนค่ะ ใจจริงอยากอ่านอันนี้แบบเต็มๆ ไปเลยมากกว่า
    แต่มันมี coursework ก็เลยต้องพักไว้ก่อน

    งานเยอะก็เป็นสาเหตุทำให้ไม่มีเวลาเล่นมาก ไม่มีเวลาอัพมาก

    วันเสาร์ดาเนียลาใจดีบอกจะทำอาหารเที่ยงให้รับประทาน เราก็เสนอตัวช่วยทำ เพราะมาอยู่นี่ไม่ได้ทำอาหารเลย
    คิดถึงการเข้าครัวเหมือนกัน
    เราก็เลยเดินไปซื้อของหวานที่ร้านโดนัทเจ้าอร่อยที่นี่กับดาเนียลา
    เราสองคนเลือกโดนัทชอกโกแลต ทาร์ตต่างๆ กับบาแกต แล้วเดินไปซื้อพวกเครื่องดื่มที่เทสโก สนุกสนาน
    แล้วก็มาที่หอ เราก็ช่วยเธอทำสลัดกุ้ง ง่ายมาก สุขภาพดีด้วย
    ในขณะที่หันไปเห็นเธอไฮโซมากค่ะ ทำ appetizer เป็นแคตาลูปห่อด้วย Prosciutto (ภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า แฮมนี่เอง)
    ตอนแรกเห็นแล้วก็หวั่นๆ
    เอ้อ เอาแฮมมาห่อผลไม้ จะดีเหรอคะ ดิชั้นยิ่งไม่สันทัดอะไรหวานๆ ปนคาว
    พอกัดเข้าไปคำสองคำ โว้ ของเค้าดีจริงๆ ค่ะ จัดการเรียบ
    วันหลังจะซื้อมาทำบ้าง



    เมื่อวาน (แม้จะงานเยอะมาก ก็ยังหาเรื่องไปเที่ยว) ไปดันดีมา
    ไปรอบนี้เน้นดูร้านรวง ก็สนุกดี
    แต่ทำให้นึกถึง Coventry กับ Birmingham ยังไงก็ไม่รู้
    ปกติไปดันดีก็จะไปดูแกลอรีต่างๆ คราวนี้แอบหวังอยากไปดูเรือดูวิวอะไรก็ว่าไป
    แต่เอาเข้าจริงมันหนาวเกิ๊น ทำไม่ได้
    คราวนี้ก็เลยอยู่แต่ในห้าง อุดอู้มาก
    รู้สึกว่ามาอยู่ St Andrews แล้วเริ่มไม่ชอบผู้คนพลุกพล่านยังไงก็ไม่รู้

    นอกจากเดินดูของไปมาก็ได้ไปกินอาหารจีนบุฟเฟต์ด้วย ก็อร่อยดี

    แต่ด้วยความที่รู้สึกว่ามันหนาวๆ ยังไงชอบกล กลับมาประมาณสี่ห้าโมง
    ก็รู้สึกง่วงมาก หลับไปตั้งแต่หนึ่งทุ่ม
    ตื่นมาอ่านหนังสือจบไปเล่มหนึ่ง ก็เข้านอนใหม่ตอนตีสองตีสาม
    แต่ตื่นมาเจ็ดโมงก็รู้สึกสดชื่น ไปเดินเล่นตรงท่าน้ำ
    ลมพัดแรงมากรู้สึกเหมือนจะปลิวตกทะเล
    การทำงานหลังออกกำลังกายมันรู้สึกดีจริงๆ ค่ะ
    ปกติอยู่กทม จะไม่ค่อยมีโอกาสงามๆ แบบนี้ ต้องฟิตตื่นเช้ามาวิ่งตรงหอกลาง ซึ่งทำได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง
    ก็จะพึ่งชากาแฟไรไป (จริงๆ กินกาแฟดำทุกวันตั้งแต่ปีหนึ่ง แย่มาก)
     
    มาคราวนี้ลองคิดดู ยังไม่ได้แตะกาแฟซักแอะเลยตั้งแต่มาอยู่นี่:)
    Amazing มาก

    ไปทำงานต่อแล้วค่ะ คิดถึงทุกคน

    ปล ช่วงนี้ฟังเพลงนี้บ่อยมาก ใครชอบเพลง 70s แนะนำค่ะ David Ruffin (นักร้องวง Temptations เดิม)
    http://www.youtube.com/watch?v=08i7KXKXbj0

       


    07 November

    Day Forty Eight and Forty Nine: แจซแบบฉุกละหุก

    Day Forty Eight and Forty Nine: แจซแบบฉุกละหุก

    ไม่รู้ว่าลิงค์นี้จะใช้ได้มั้ย
    อัพลงเฟซบุคไปอะ ยูทูบเป็นไรไม่รู้
    http://www.facebook.com/video/video.php?v=93338855580&ref=nf

    เมื่อวานรู้สึกเหนื่อยกับการทำงาน ประกอบกับนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากเล่นแจซขึ้นมา
    เจ้าของวงที่ Byre ก็คะยั้ยคะยอให้เล่นเมื่อคราวที่แล้ว แต่ตอนนั้นอยากนั่งดื่มมากกว่า ก็เลยไม่ได้เล่น
    เขาก็บอกว่าคราวหน้าต้องมาลเ่น ไม่งั้นจะบอกไม่ให้บาร์ขายเบียร์ให้ (~เราก็แอบหวังอยู่ว่าเขาจะเลี้ยงสักจอกสองจอก 555 ล้อเล่น)
    มาวันนี้พอจะเล่น เจ้าของก็บอกว่าโอ ลืมไป มีแจซวงประจำชาติสกอตแลนด์เล่นอยู่ข้างในหอประชุม และอาจจะมาแจมกับพวกเราตอนหลัง
    ซึ่งต้องรอนานมาก ปกติเล่นทุกพฤหัสสองทุ่มครึ่ง เมื่อวานรู้สึกวงจะเล่นจริงๆ ก็ห้าทุ่มครึ่งมั้ง ดึกเกิ๊น
    เขาบอกว่ากลัวมาก เพราะพวกนี้เก่งกันมาก เป็นเซียน

    แล้วเรากลัวมั้ยคะ
    ไม่ค่ะ

    แล้วเล่นเก่งมั้ยคะ
    ไม่ค่ะ

    ทำได้เพราะไม่อายค่ะ

    แหม ดนตรีมันไม่ใช่เรื่องแข่งขันประชันกัน เรากับแซมมีความเห็นตรงกันเรื่อง arts for art's sake ในแง่นี้
    เหมือนกีฬาอะ คุณไม่ต้องเก่งกอล์ฟ คุณก็สนุกกับมันได้ คนดูกีฬา คนฟังดนตรีก็มีความสุขกับมันได้เหมือนกัน

    นั่นแหละ เราก็ชวนเพื่อนมามากมาย มีเพื่อนคนไทยด้วย น้องนุ่งพวกนี้ พอรู้ว่าเขาต้องไปเต้นเคลี คือ Scottish dance ที่หอ
    ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที่ที่ทำให้ต้องรอนาน ไม่เล่นสักทีนี่นะ
    ก็เลยเดินไปบอกมือกลองที่เป็นเด็กหนุ่มกำลังกดเมสเสจอย่างเมามันว่า
    ป้า เอ้ย พี่จะขอเล่นสักเพลงตอนนี้เลยได้มั้ยน้อง รอไม่ไหวค่ะ
    เขาก็บอกว่าเอาเลยๆ เราก็ว่าเออ ดีเนอะ มันจะตีกลองให้เรา
    ข้อเสียของการมีกลองคือ มันกลบเสียงเปียโน
    ข้อดีคือมันคุมจังหวะให้แซมซึ่งเป่าทรัมเปตได้
    และเราไม่ต้องมาเล่นคอร์ดเล่นเบสประสานทุกลายน์ ประกอบกับเล่นเมโลดีด้วย ซึ่งแม้จะสนุกแต่เหนื่อยค่ะทำหลายอย่าง
    พอกลับมาที่โต๊ะ แซมกลับไม่มั่นใจเสียเอง ใช้เวลาสักพักอ่านโน้ต แต่ก็เดินมาเล่นจนได้
    แล้วมือกลองก็...หายไป
    คงเห็นพวกมือสมัครเล่นพวกนี้มาแล้วก็กลัวในความไม่อาย
    เอ้อ มันจะเล่นกันจริงๆ เร้อ

    ก็เลยจัดแจงเล่นเองเลยค่ะ
    เล่นไปมาก็สนุกมาก

    เสร็จก็รีบบอกลาเพื่อนแล้วไปเคลีที่หอของเพื่อนๆ น้องๆ คนไทย
    ก็สนุกดีเหมือนกัน ดีมีไวน์ฟรี มีหรือคะที่เราจะปฏิเสธ
    แล้วก็ไปเล่นปิงปอง ซึ่งแย่มาก คนอื่นเล่นกันสวยเฉิบๆ
    เดินกลับมาก็นอนไม่หลับค่ะ เพราะระยะางมันไกลมาก แล้วเราเดินเร็ว เวลา burn อะไรแล้วมันจะนอนไม่หลับ
    กว่าจะเข้านอนก็ตีสามกว่า
    เป็นอันเสร็จสิ้นวันที่แสนจะบันเทิงคือเมื่อวาน

    มาวันนี้จัดการเรื่องงานตัวเองเสร็จปุ๊บ ก็รีบกินข้าวค่ะ
    เพราะวันนี้มี A cappella ให้ดูฟรี เพราะดี ดูแล้วคิดถึงเพื่อนหลายคนที่ชอบฟังอะไรทำนองนี้ โดยเฉพาะน้องหนูกับโน้ต
    เพราะทั้งคู่คงอยากจะร้องกับวงแบบนี้ใจจะขาดรอน
    ก็บันทึกภาพและเสียงมาให้ชมกันด้วยค่ะ
    http://www.facebook.com/video/#/video/video.php?v=93456165580

    ต้องไปทำงานต่อแล้วค่ะ
    คิดถึงทุกคน:)
    05 November

    Day Forty Seven: คำถามเรื่องไม้ง่าม

    Day Forty Seven: คำถามเรื่องไม้ง่าม

    การเลือกตั้งอเมริกันผ่านพ้นไปแล้ว เมื่อวานมารีนาเพื่อนชาวสเปนมาปรับทุกข์ด้วย จริงๆ ก็บ่นน่ะแหละ
    ว่าเพื่อนชาวเมกันสองคน (50 เปอร์เซนต์ของคอร์สเธอ เพราะมีเรียนกันอยู่ีสี่คน) พูดเรื่องเลือกตั้งอยู่นั่นแหละ แล้วพูดในห้องเรียนด้วย
    ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ปกติเขาบอกไม่ให้พูดเรื่องการเมืองกับศาสนาใช่มั้ยคะ ที่นี่พูดกันจริงจัง
    มารีนาบอกวาแทบไม่ได้เรียน ช่วงหลังๆ เธอต้องเก็บคำถามที่อยากถามอาจารย์ไว้ในใจ เพราะเพื่อนพูดถึงแต่โอบามาและการเลือกตั้ง

    มาวันนี้ เมื่อเช้า กินข้าวเช้า ก็ลองสังเกตการณ์เล่นๆ ซิว่าเป็นไง
    คือต้องบอกก่อนว่าประชากรอเมริกันที่นี่เยอะมาก เคยมีเซอร์เวย์ นานมาแล้ว ของการ์เดียนมั้ง เขาว่าที่นี่เป็นเป้าหมายของคนอเมริกัน ivy league
    ซึ่งคิดไปมาก็จริง
    เรามีเพื่อนที่จบ Emory หกคน Yale สิบกว่าคน Harvard น้อยกว่านิดนึง เก้าคน555
    และก็มี Baylor ห้าหกคน โอแค่ในหอ Deans Court ก็เยอะมากค่ะ
    แล้วเช้านี้มีการนั่งแบ่งโซน เพราะเพื่อนก็มีแบ่งฝ่ายใครเป็น conservative เชียร์แมคเคน ใครเชียร์โอบามา
    กินไปฟังไปก็เพลินดี หลายคนก็พูดถึงพระเจ้ากับแมคเคน
    reference แบบนี้มักจะทำให้เราสะดุดกึก เพราะว่าไม่เข้าใจว่าจะ bring up ทำไม ไม่เห็นประโยชน์
    แล้วที่รู้สึกเบื่อแกมขำในใจแกมดูถูกดูแคลนนิดหน่อย (มันอดไม่ได้)

    คือ คิดในแง่ postcolonial ก็ได้
    พวกนี้มักจะคิดว่าเรื่องประธานาธิบดีอเมริกันเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับเรา เราซึ่งเป็นคนไทย
    คือไม่อะ ไม่สำคัญสำหรับเรา
    อเมริกาเป็นแค่ประเทศหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีอิืืทธิพลทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรมอะไรก็ว่าไป
    แต่้โลกนี้ไม่ได้หมุนรอบอเมริกาเป็นศูนย์กลางอย่างที่หลายคนเข้าใจค่ะ แล้วก็ไม่ได้หมุนรอบเกาะเล็กๆ แห่งนี้
    ที่เรามาเป็น USB ดูดพลังความรู้กลับไปพัฒนาประเทศเราด้วย

    พอเจอแบบนี้ เราก็เลยเล่าเรื่องการเมืองไทยให้เขาปวดหัวเล่นๆ
    เอาตั้งแต่เรื่องของคุณจักรภพ จนถึงเรื่องคลิปฉาว (~บุญแค่ไหนที่ไม่เล่าตั้งแต่อัลไตหรือหลวงวิจิตรวาทการกับเรื่องคำว่าประเทศไทย... อืม ไว้คราวหน้าดีกว่า ดูซิว่าในแง่ postcolonial -- ซึ่งเพื่อนชาวเมกัน ivy league พวกนี้ไม่ค่อยคุ้นเคยเนี่ย จะพอมี input ไรบ้าง)

    เพราะเรารู้เรื่องการเมืองอเมริกันอย่างดีอ่ะ ก็อ่านหนังสือพิมพ์ทุกเช้า
    อยากจะรู้นักว่าแล้ว you ล่ะ รู้เรื่องบ้านชั้นมั้ย หรือเอเชียประเทศใดก็ได้ไรงี้
    อย่างที่แน่คือ ไม่รู้ค่ะ

    สิ่งหนึ่งที่สังเกตคือเพื่อนเมกันส่วนใหญ่ conservative มากๆ มากจนทำให้ประหลาดใจ มากจนเราหรือเรื่อง postcolonial กลายเป็นเรื่องที่เขาสั่นหน้าบอกว่าไม่สำคัญสำหรับเขา มันเป็นแค่ reaction หนึ่งที่เดี๋ยวก็หาย ซึ่งทำให้เราต้องอึ้งกิมกี่ ไม่คาดคิดว่าจะได้พบนักวรรณคดีในศตวรรษที่ 21 ที่ไม่อ่าน Said Bhabha และไม่สนด้วย สนใจแต่เฮมิงเวย์และฟอล์คเนอร์ (~เฮ้อ) เพราะในห้องเรียนตัวอย่างที่เขาเสนอมักจะมาจากนักเขียนสองท่านนี้เท่านั้น แม้แต่ Sylvia Plath สำหรับนักเรียนวรรณคดีเพศชายนี่ เป็นอะไรที่ชายขอบมาก ซึ่งก็ทำให้เราเดือดขึ้นมาเหมือนกัน
    (ซึ่งทำให้คิดว่า ถ้าโอบามาเป็นผู้หญิงผิวดำเนี่ย เธอจะชนะการเลือกตั้งมั้ย เราว่าดูจากความคิดของคนรุ่นใหม่ แล้วพูดได้ทันทีว่า ยากค่ะ จริงมั้ยที่เขาว่าผู้หญิงนั้น doubly colonized เป็น subaltern ของ Spivak ที่ถูกครอบงำทั้งในแง่จักรวรรดิและในแง่อคติทางเพศ ลองไปคิดดู)
     
    คือมันเป็น predicament ของคนประเทศที่เรียกว่า "โลกที่สาม" อะนะ นักวิชาการชาวเอเชียที่จะเรียกได้ว่าเก่งเนี่ยไม่เพียงแต่จะต้องรู้เรื่องตัวเอง
    คือเช่นอย่างพวกเราคนไทย ก็ต้องรู้เกี่ยวกับเมืองไทย วัฒนธรรมไทย วรรณคดีไทย ใช้ภาษาไทยได้เป็นอย่างดี
    ไม่หยุดแค่นั้น ถ้าจะให้เป็นที่ยอมรับเราจะต้องรู้เรื่องตะวันตกด้วย เช่น การเมืองสหรัฐเป็นต้น เราต้องรู้ภาษาอังกฤษด้วย
    ทีนี้เราลองมาถามซิว่าพวกนักวิชาการตะวันตกต้องเรียนต้องรู้อะไรของเรามั้ย
    เขาต้องเรียนภาษาไทยมั้ย ต้องรู้อะไรอย่างที่เรารู้เพื่อที่ทั่วโลกจะยอมรับในความสามารถของเขามั้ย
    คำตอบคือไม่
    เพราะฉะนั้น เราในฐานะนักเรียนนักวิชาการประเทศโลกที่สาม รู้มากกว่าเขาเยอะ อย่าไปรู้สึก intimidate นะคะทุกคน
    มันเป็นประเด็นที่เราต้องคิดว่าอะไรเป็นศูนย์กลาง อะไรเป็นชายขอบ สิ่งเหล่านี้มันผูกติดกับทุนนิยมกับอำนาจในฐานะวาทกรรมทั้งนั้น
    มันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเท่านั้น
    เราจึงค่อนข้าง anti พวกที่บูชาฝรั่งทั้งหลาย
    อยากให้รู้ทันว่ามันมี technology ค่ะ เบื้องหลังความรู้สึกความคิดที่ว่าเอเชียด้อยกว่าหรือฝรั่งผิวขาวเหนือกว่าเนี่ย มันมีกลไกอะไรบางอย่างที่เทำให้พวกเราเชื่ออย่างฝังจิตฝังใจ

    วันนี้เหยื่อที่โชคดีของเราคือแซม ซึ่งผิดหวังมากที่แมคเคนไม่ได้รับการเลือกตั้ง และชวนเราคุยด่าโอบามา
    เราก็ไม่ว่าไร แต่รู้สึกเบื่อมากที่ต้องฟังแต่เรื่องพวกนี้ ก็เลยหันไปป้อนข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองไทยอย่างที่บอก จนเขาต้องขอตัวไปโด๊บกาแฟและหนีหายกลับห้องไปเลย พรุ่งนี้ไปอ่านข่าวไปคุยกับเขาต่อ แต่ดูเขาจะปวดหัวมาก (ไม่น้อยกว่าเรา) หลังคุยเช้านี้ 555 สมน้ำหน้า

    วันนี้ทำงานได้พอสมควรก็เดินทางไปประเดิมดูละครที่ Byre Theatre ซึ่งเป็นโรงละครน่ารักๆ
    มีผับ (ปกติ ตั้งแต่เปิดเทอมก็ใช้เวลาอยู่ในนั้น ไม่ได้ดูละคร วันนี้วันแรกค่ะ)

    ไปดูละคร เรื่อง The Lion, the Witch and the Wardrobe
    ค่ะ นาร์เนียภาคแรกน่ะแหละ สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านงานของ CS Lewis
    แม้ production นี้จะไม่มีเทคนิคอลังการอย่างในหนัง แต่รู้สึกว่ามันตรงกับหนังสือมากกว่าด้วยซ้ำ
    มี citation โดยตรงจากในหนังสือ อันนี้พูดได้จากความรู้สึก เพราะอ่าน CS Lewis ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่อยู่ ม ปลาย ค่ะ
    จำได้แค่บางตอน จำกลอนได้นิดหน่อย จำได้ว่าตอน ม 4 ยายส่งหนังสือเล่มนี้มาให้อ่านก่อน ส่ง Harry Potter ตอน ม 6
    และในขณะนั้นก็ไม่รู้หรอกค่ะ ว่ามันจะกลับมาฮิต บ่นกับแม่ตอนอ่านจบเล่มแรกๆ ด้วยซ้ำว่ายายส่งไรมาอ่านเนี่ย น่าเบื่อมาก หนังสือเด็ก
    (และนี่มาจากปากของคนที่ชื่นชอบ Nancy Drew แต่หลับตอนดูลอร์ด ออฟ เดอะ ริง 555)
    ตอนเด็กๆ ก็เริ่มจะ bias และ ปากไม่ค่อยดีแล้วค่ะ
    แต่ต้องขอบคุณยายมากๆ
    ยายเป็นคนที่รสนิยมด้านหนังสือดีมาก และเราคงไม่อ่านได้เยอะพอสมควรขนาดนี้ถ้ายายหรือมารดาไม่กรุณาลงทุนซื้อให้ 555

    นั่นแหละ แล้วแปลก ระหว่างที่ดูเนี่ย ก็ทำให้คิดไปโน่นไปนี่
    คือ CS Lewis เขียนได้น่าสนใจมาก เขียนอะไรที่ชี้ให้เห็นขั้วคู่ตรงข้ามชัดเจน ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ
    อัสลานดี แม่มดเลว นาร์เนียใต้การปกครองของแม่มดมีแต่หิมะ หนาวมาก นาร์เนียใต้การปกครองของอัสลานเป็นฤดูใบไม้ผลิ
    มี myth เต็มไปหมด เป็น intertext ที่รวม Edmund Spenser (ตัวละครน้องชายคนนึงก็ชื่อ Edmund) แฟรีควีน allegory ต่างๆ เช่น อัศวินกางเขนแดง
    ไปจนถึงนิทานอีสปหนูกับสิงโต
    มันเป็นหนังสือเด็กที่คลาสสิค ก็คงแง่นี้ เรามักจะเรียนรูผ่าน myth ที่คุ้นเคยเสมอ
    และเรามักจะรู้นิยามของขาวก็ต่อเมื่อไปเทียบกับดำ อย่างที่เดริดาว่าไว้ มี east ก็มี west
    ตอนแรกเราก็คิดว่า แหม มันทำให้เด็กคิดแค่นั้นอะ

    แต่แล้ว ลองคิดไปมา
    มันก็ deconstruct ไปในตัว เพราะในเมื่อสองขั้วนี้เหมือนไม้ง่าม
    (นึกภาพตอนตัวเองเรียนเนตรนารี ซึ่งก็เป็นหนึ่งใน technology คำ้จุนชาตินิยมที่รับมาจากเกาะเล็กๆ ที่เรียกว่าอังกฤษ)
    ที่ค้ำกันจึงจะตั้งอยู่ได้ แล้วอันไหนเหนือกว่าอันไหนล่ะ
    ไม้ไหนดีกว่า ไม้ไหนด้อยกว่า เพราะเอาออกอันนึง อันนึงก็ร่วง
    เรื่องการใส่คุณค่าว่าอะไรดีกว่า เหนือกว่า ทรงอิทธิพลกว่า

    มันควรจะถูกตั้งคำถาม และต้องรื้อถอนทุกวัน อย่าไปยึดติดให้เมามัว
    เพราะฉะนั้น ควรแล้วค่ะที่เด็กควรจะได้อ่านเรื่องนี้สักครั้งในชีวิต แต่อ่านแบบสร้างสรรค์นะ ไม่ใช่อ่านแล้วก็เชื่อว่าผู้หญิงทรงพลังจะต้องก้าวร้าว หลอกล่อทุกคนเสมอ หรือว่าสิงโตนั้นดี 100 เปอร์เซนต์และไม่วิ่งมากัดแขนกินขา555

    ให้อ่านในกรอบความคิดของ ไม้ง่าม ก็คงจะดีไม่น้อย อ่านข่าวเมืองไทยจะได้ตั้งคำถามว่าสื่อเนี่ย เป็นหนึ่งใน technology การสร้างความเข้าใจของเราหรือไม่ มีอะไรที่ขาวจริงดำจริง หรือสิ่งต่างๆ เป็นไปอย่างที่คนบางกลุ่มอยากให้เราคิดเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือไม่ มีความเป็นไปได้ที่ขาวเป็นขาวและดำเป็นดำ เป็นไปได้ว่าเกาะเล็กๆ นี้กำลังในสายตาคนไทยคือนาร์เนียที่พำนักพักพิงของ alter ego ของ Aslan อยู่ เอ้อ

    ถามหน่อยว่า
    วันนี้คุณตั้งคำถามเรื่องไม้ง่ามหรือยัง
    04 November

    Day Forty Six: หนาว

    Day Forty Six: หนาว

    วันนี้นั่งพิมพ์งานทั้งวัน ต้องบังคับให้ตัวเองทำค่ะ ไม่งั้นไม่ได้เรื่อง
    บทจะลงไปเล่นเปียโน ดูยูทูบ
    ฟัง Aretha Franklin
    และเดินเล่นริมทะเลท่าเดียว
    (ซึ่งวันนี้ก็ทำไปหมดแล้ว เขียนประโยคหรือย่อหน้าหนึ่ง ก็เข้าเนตที ลงไปข้างล่างที เล่นเปียโนที)

    เอ้อ อย่างนี้แหละนะ

    อากาศหนาวมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีเวลาเปิดปิดฮีเตอร์ คือนะ ขอบ่น
    ที่นี่ประหยัดเรื่องตู้เย็น เรื่องน้ำแข็ง ก็ประหยัดไปเหอะค่ะ
    เพราะสกอตแลนด์มันหนาวจริงๆ เราคงไม่อยากกินน้ำแข็งใส หรือไอศกรีมกันบ่อยๆ
    ไม่รู้ว่าทำไมต้องมาประหยัดฮีเตอร์ด้วย
    แล้วมักจะเปิดฮีเตอร์ตอนที่พวกเราไม่อยู่ในห้อง มาเปิดอีกทีดึกๆ
    แล้วปิดตอนเช้า ซึ่งอันนี้ร้ายมากค่ะ
    ตอนเช้าที่เราต้องลากตัวเองลงมาจากเตียง เข้าห้องน้ำ อาบน้ำไรงี้
    ไม่มีฮีเตอร์ หนาวจนปากคอสั่น
    ทุกคนบ่นกันใหญ่ค่ะ
    มีเพื่อนคนเมกันสองคนบอกว่าตื่นแล้วต้องรีบใส่ overcoat
    หนาวงั้นเลย
    มีคนไปบ่นกับคนที่ดูแลตึก ป้าก็บอกเพียงว่า welcome to Scotland
    ขอบคุณค่ะ
    แล้วก็ช่วยได้เพียงว่าจะเบิกผ้า่ห่มมาให้เพิ่ม ซึ่งไม่ได้ช่วยไรมากค่ะ เพื่อนคนนอร์เวย์บอก
    เดี๋ยวก่อน... นอร์เวย์มันน่าจะหนาวกว่าหนิ
    สงสัยที่นี่หฤโหดจริงๆ

    เราใช้ิวิธีแก้หนาวที่เก๋กว่าคือ
    เดินไปมาก็เอาผ้าห่มมาห่มเป็นชีไป ก็พอจะสามารถอยู่ได้ประมาณหนึ่ง
    อีกวิธีคือไม่อาบน้ำ แล้วลงมาวิ่ง วิ่งหรือเดินให้เหนื่อย
    กลับขึ้นไปก็ค่อยสามารถแตะน้ำเย็นๆ ได้ (ที่นี่มีเวลาเปิดปิดน้ำอุ่นอีก เอ้อ)

    แล้วตอนเขียนนี่เพิ่งจะสี่โมงครึ่งค่ะ แล้วมันหนาวมาก
    ไม่เคยรู้สึกหนาวมากขนาดนี้มาก่อน
    ตอนที่อยู่วอร์ริคคิดว่าหนาวแล้ว ที่นี่เราต้องมาตั้งนิยามใหม่ว่าหนาวคืออะไร

    เฮ้อ เห็นมั้ยว่าเขียนงานไปก็ต้องอู้มาเขียนบลอคบ่นไปบ่นมาจนได้
    ไปทำงานต่อค่ะ ครั้งนี้มันหนักหนาจริงๆ

    คิดถึงทุกคนนะคะ

    ปล. ชอบรูปนี้ ไม่รู้ทำไม สงสัยเพราะไม่เห็นหน้าเรามั้ง เห็นความเก่าของเปียโนดี
    วันนี้ส่วน ivory ของคีย์โดกลางลอกหลุดออกมาสวยงามค่ะ
    ป้าบอกว่าจะให้มีคนมาซ่อมและ tune เปียโนในไม่ช้า
    ทีเป็นเรื่องนี้ไม่ประหยัดค่ะ

    03 November

    Day Forty Five: Alexander McCall Smith

    วันนี้รับประทานอาหารเช้าเสร็จก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด อ่านของที่ควรอ่านเสร็จ
    เดินตามชั้นหนังสือก็หยิบ ABC of Reading ของ Ezra Pound มาอ่านเำพื่อความบันเทิง เห็นมานานแล้วล่ะ แต่ไม่มีเวลาอ่านเสียที วันนี้ได้ฤกษ์
    นั่งอ่านไปขำไปอยู่คนเดียว แนะนำให้อ่านค่ะ สนุกดี
    เป็นหนังสือสอนวิธีการอ่าน ซึ่ง (เราก็รู้ๆ กันอยู่ อย่าตัดสินหนังสือจากชื่อเรื่องหรือหน้าปก) แฝง manifesto ของ Pound เรื่องวรรณศิลป์
    เขาพยายามจะนิยามว่าอะไรคือวรรณศิลป์
    แล้วหน้าแรกๆ มีการเตือนด้วยว่าบทแรกเนี่ยน่าเบื่อนะ แต่ก็ต้องทนอ่านไป แล้วมีบทที่เขียนสำหรับครู เป็น tips การสอนหนังสือ
    ขึ้นประโยคแรกก็ชอบละ เขาบอกประมาณว่าทุกวันนี้ดูวิทยาศาสตร์สำคัญกว่าวรรณคดี เพราะเรายึดมาตรฐานที่ว่าอะไรที่ดู practical นั้นเป็นประโยชน์กว่าอะไรที่เกี่ยวกับความคิด เขาก็เล่าให้ฟังว่ามีนักเรียนปริญญาเอกคนนึง ได้เกียรตินิยม เก่งมาก ก็ไปเจอครูคนนึง ครูคนนั้นเอาปลาตัวนึงมาให้ดูแล้วบอกให้เขียนบรรยายปลาตัวนั้นซิ เป็น description แล้วนักเรียนคนนั้นก็เขียนเป็นรายงาน ว่าปลาเป็นพันธุ์โน้นพันธุ์นี้ เป็นปลาน้ำเค็มหรือน้ำจืด พอให้ครูอ่านครูก็บอกให้ดูปลาใหม่ซิ แล้วกลับไปเขียนใหม่ นักเรียนก็กลับไปเขียนเรื่องประวัติของปลา เขียนหลายแง่หลายมุม กลับมาครูก็บอกให้ดูที่ตัวปลาอีก ให้ Look... look look look อยู่นั่นแหละ เขียนยังไงก็ไม่พอใจเสียที เป็นอย่างนี้ประมาณเจ็ดวัน จนสุดท้ายปลามันเน่า เหม็นล่ะ
    และต้องให้ปลาเน่าเสียก่อน นักเรียนถึงจะ get ว่าครูให้ทำอะไร

    Ezra Pound เจ้าของประโยค Make it new ตามสไตล์ กวี Imagist ก็ไม่ได้บอกว่าคำตอบที่นักเรียนคนนั้น get คืออะไร
    แต่เขาก็พูดอ้อมๆ ประมาณว่าเวลาเราจะตอบคำถามเนี่ย เช่น ถ้าให้บรรยายหมาตัวนึงเนี่ย เรามักจะพยายามจัด category หมาว่าเป็นสัตว์สี่เท้า ชอบกินกระดูก เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยง เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคน เป็นต้น ซึ่งการตอบคำถามแบบนี้มันลุกลามไปเรื่อย คือมันไม่ตรงประเด็น เขาไม่อยากให้ ตอบแบบเหมารวม หรือ generalise แต่อยากให้เป็นเหมือนคนจีน (หลายคนคงจำได้ว่าสมัย Pound เนี่ย นิยมอะไรที่เป็นตะวันออก เช่น รูปแบบของไฮกุ) เวลาถามคนจีนว่าสีแดงเขียนยังไง เขาเอา character ที่แปลว่า ฟลาเมงโก เลือด และอะไรที่เป็นสีแดงมาไว้ที่เดียวกัน กลายเป็น character ตัวใหม่
    ฉะนั้น Ontology การสร้างองค์ความรู้แบบหาจุดร่วม แบบสร้าง image ในหัว ว่าสีแดงนี้คืออะไรเนี่ย Pound เขานิยมแบบนี้ มากกว่าการอธิบายว่าสีเกิดจากแสง แสงเกิดจาก.... ไปเรื่อยๆ และ Pound คิดว่าตัวอย่างของอักษรจีนมันคือตัวอย่างของปัจจัยทางวรรณศิลป์ เราจะรู้ว่าอะไรเป็นวรรณคดีได้เนี่ย จากการ associate ภาพตางๆ
    ไม่ใช่การ generalise พูดรวมๆ ไม่ใช่การบอกว่าปลาพันธุ์โน้นพันธุ์นี้ แต่การใช้ metaphor ที่มันกินความกินความรู้สึกและประสาทสัมผัสของเรา

    นั่นคือ Pound วันนี้ก็อ่านจนจบเล่มค่ะ
    เสร็จดูนาฬิกา ตายละหว่า มีนัดสำคัญตอนเที่ยง
    ก็รีีบวิ่งไป Lower College Hall ที่ St Salvator
    วันนี้เป็นวันสำคัญเพราะหนังสือเล่มล่าสุดของ Alexander McCall Smith


    ชื่อเรื่อง La's Orchestra Saves the World ตีัพิมพ์วันแรก เป็นนิยายที่เกี่ยวกับดนตรีในฐานะศิลปะและในฐานะตัวสร้างเสริมอัตลักษณ์ร่วมกัน ยังไม่ได้อ่นก็เลยอธิบายมากไม่ได้ ฟังจากที่เขาเล่าอย่างเดียว

    และที่เก๋คือ เขามาเยี่ยมพวกเราถึงที่นี่ (ก็ลูกสาวเขาเพิ่งจบจากที่นี่ปีนี้ กำลังรับปริญญา)
    มาอ่านบางบทบางตอนให้ฟัง มาพูดเรื่องงานต่างๆ ให้ฟัง ใครอยากฟังเสียงนุ่มๆ ของเขาให้คลิกที่นี่ค่ะ http://vupload.facebook.com/video/video.php?v=92228710580


    หลังงานเราก็เอาหนังสือ No1 Ladies' Detective Agency เล่มแรก (~เพราะเขาชอบเขียนเป็น Series) ไปให้เขาเซ็น 
    (ไม่ซื้อเล่มใหม่เพราะฟังดูแล้วไม่ใช่แนว) แล้วก็คุยกับเขานิดหน่อย

    ชอบวิธีการเขียนของเขาดี ชอบเขียนเกี่ยวกับผู้หญิงที่เก่งและเก๋อะ อย่าง Mma Precious Ramotswe ตัวเอกที่เป็นนักสืบเอกชนชาว Botswana ก็เก๋มาก
    (ที่ setting แปลกๆ ก็เพราะคนเขียนเป็นคนอังกฤษที่เกิดที่ Zimbabwe) อีกเล่มที่น่าอ่านมากคือ The Unbearable Lightness of Scones (ใช่ค่ะ คุณคิดถูกแล้ว มันล้อเลียน The Unbearable Lightness of Being ของคุนเดรา) ซึ่งนำตัวเอกของเล่มที่เราพูดถึงแล้ว มาพัฒนาเพิ่มเติม ทำแบบนี้มันทำให้คนอ่านผู้พันกับตัวละครดีนะ:) น่ารักดี
     
    อีกเล่มก็ The World According to Bertie ซึ่งเขียนใน point of view ของเด็กแสบชื่อ Bertie เขาบอกด้วยว่าเล่มหน้าจะให้ตัวเอกของเขาคือ Bertie ตอนโตเป็นวัยรุ่นเข้าเรียนที่ St Andrews เพราะเขาคิดว่าเป็นมหาลัยที่เยี่ยมที่สุด (ก็แหงค่ะ ลูกสาวเรียนที่นี่)

    นอกจากเนื้อหาที่น่าสนใจ ภาษาเขาก็เพราะมาก
    ไม่ได้ไหลลื่นเหมือนวูลฟ์ แต่จะเน้นประโยคขยายประโยคซ้อนประโยคยาวๆ อ่านออกเสียงแล้วเพราะดี

    ก่อนที่จะไปคุยกับเขา ด้วยความที่เรามาตัวคนเดียว แล้วก็อยากชักภาพร่วมกับนักเขียน ก็เล็งผู้ชายคนนึง เห็นว่าน่าจะทะมัดทะแมง
    น่าจะพอจะถ่ายรูปได้ ซึ่งจริงๆ กล้องดิจิตอลก็ไม่ได้ถ่ายยากอะไร แค่เล็งแล้วกดเท่านั้น ก็วานให้เขาถ่าย

    เสร็จมาเช็คทีหลัง (เมื่อกี้นี้เอง) ปรากฎว่า
    เบลอค่ะ.... ตามสไตล์ เฮ้อ
    ก็ไม่รู้จะกู้ภาพยังไง ต้องใช้วิธีการแต่งรูปเอา

    เสียดายจริง แต่ไม่เป็นไร
    ได้คุยเรื่องนิยายกับ Professor McCall Smith ก็ดีใจแล้ว นิยายของเขาจะอยู่ในรูปของหนัง Series ทาง HBO กับ BBC ในไม่ช้า
    ก็รู้สึกดีมาก อยากดูเร็วๆ

    เก็บภาพมาฝากค่ะ เบลอจริงจริ๊ง


    02 November

    Day Forty Four: Yeah I've got soul baby

    มีคนเคยถามว่าชอบเพลงประเภทไหนมากที่สุด ก็ชอบหลายอย่าง Jazz คลาสสิค ป๊อป ตราบใดที่มันเพราะอะนะ
    แต่ถ้าต้องให้เลือกประเภทจริงๆ ให้ต้อง pinpoint ลงไปจริงๆ
    ส่วนตัวแล้วชอบ Soul มากๆ

    เหตุผลแรกคือเำำพลง Soul ส่วนใหญ่เพราะมาก
    และความเพราะมันไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาอย่างเดียว มันอยู่ที่วิธีการถ่ายทอด
    คนที่จะร้องหรือถ่ายทอดเพลง Soul ได้นั้น จะต้องมี Soul คือต้องเอาประสบการณ์และความรู้สึกตัวเองเข้าไปผสมกับตัวเพลง ทั้งทำนองเนื้อเพลงทุกอย่างกับตัว subjectivity ของนักร้องและchorus เอง มันออกมาลงตัว

    ตัวอย่างเพลง Soul ที่คลาสสิก ไม่มีวันตายคือเพลงนี้ที่เรารู้จักกันดี http://www.youtube.com/watch?v=STKkWj2WpWM
    จะบอกว่า version นี้มัน perfect จริงๆ ไม่เพียงแต่นักร้องคือ Aretha Franklin ซึ่งคอเพลง Soul ยกไว้เป็นเจ้าแม่เนี่ย เป็นนักร้อง perfect pitch และร้องได้ creative สุดๆ แล้ว chorus ทำนอง ดนตรีมันเอื้อให้กันหมด ถือว่าเป็นเพลงที่ perfect ในความคิดเห็นส่วนตัว คนที่ร้องจะต้องมีความรู้ด้านดนตรีสูงมาก หรือไม่ก็ต้องโตมากับการร้องเพลงฟังเพลงแบบ intensive เพราะจะต้องรู้ว่าคอร์ดหนึ่งๆ มีตัวโน้ตประสานอย่างไร แล้วคอร์ดที่เป็น SUS ต่างๆ ที่เคลื่อนออกจากเสียงคอร์ดไปหนึ่งโน้ตขึ้นไปหรือแม้กระทั่งครึ่งโน้ตเนี่ย มันร้องยังไง
    ฉะนั้นที่ผู้หญิงในคลิปทำเนี่ย มันไม่ใช่ธรรมดาค่ะ

    นักร้องอังกฤษในปัจจุบันพยายามฟื้นเอา 60s 70s กลับมาให้เราฟัง ไม่ว่าจะเป็นนังไวน์เฮาส์หรืออะเดล หรือ Joss Stone
    ที่หลายคนบอกว่าเป็น White Chocolate หรือ Aretha Franklin ในภาคผิวขาว (~แต่เราไม่เห็นด้วยค่ะ ยังไม่ถึงขั้น)
    พวกนักร้องอังกฤษพวกนี้ก็เก่งกันมาก แต่เวลาเราฟังเราจะรู้สึกว่าพวกนี้เป็นแค่ rendition เป็น version หนึ่งของ Soul ที่ไม่สมบูรณ์
    นี่คือความเห็นส่วนตัวอะนะ มันขาด originality

    นักร้องคนดำปัจจุบันก็เอา Soul ผสม Rap ใส่จังหวะนิดหน่อยกลายเป็น R&B คนที่ทำได้ดีก็เช่น Usher Alicia Keys พวกนี้
    สำหรับเรามันขาดอะไรบางอย่าง เพราะ Soul มันเจือจางลง เมื่อต้องป้อนตลาดกระแสหลัก

    เหตุผลที่ชอบ Soul อีกเหตุผลหนึ่งคือมันกำ้กึ่งดี มันเกิดจาก Gospel ประมาณ Ray Charles ช่วงแรกๆ แล้วพัฒนามา ใส่เนื้อร้องที่เป็น secular ทางโลก
    ฉะนั้น จึงบอกได้ว่า Soul เป็น in between-ness ระหว่างศาสนาและทางโลก และความที่มันอยู่ตรงกลาง มันเป็น intertext และมันท้าทายกรอบเส้นกั้นระหว่างศาสนาและเรื่องทางโลก เรื่องความรัก เรื่อง Passion ทำให้เพลงมันมีมิติที่ลึกลงไปอีก

    นักร้องเกาหลีพยายามเลียนแบบ (~ทุกอย่างที่เป็นอเมริกัน) บางคนก็มีความสามารถดี เช่น Se7en ที่เลียนแบบ Usher หรือ Rain ที่ชอบรำไทเก๊กตอนเต้น
    แต่ด้วยความที่ Soul มันเกาะติดกับบริบทวัฒนธรรมที่ค่อนข้างจะ specific คือสังคมอเมริกันที่ผ่านการเรื่องราวการกดขี่ทาสคนดำ พวกนักร้องเกาหลีก็ยังไม่สามารถผลิต Soul ออกมาได้ดี เป็นแค่ Copycat เท่านั้น

    วันนี้อ่าน Kristeva อีกรอบ ไม่เคยคิดว่าจะได้มาแตะอีกอย่างลงลึก คือ course ที่นี่ เขาดีมาก ให้เราอ่าน text ทั้งหมดที่เป็นทฤษฎีพื้นฐานที่ควรรู้ทั้งหมด เพราะเชื่อว่าจะสร้างอะไรใหม่ๆ ได้เนี่ย พื้นฐานของเราต้องแน่นมากเสียก่อน ไม่งั้นพัง อ่านไปฟังอัลบั้ม Aretha Franklin ที่ยืมจากดาเนียลาไป โอย บันเทิง

    กลับมาที่เพลง

    จริงอยู่ที่เพลง Soul มีโครงสร้างที่ตายตัว เหมือน Blues คือ มี repetition หลายแห่ง มี Chorus ที่ร้องซ้ำกันไปมาวนไปงั้นแหละ แต่ภายใต้ Symbolic ในความหมายของ Kristeva มันมีการเล่นคำ มีการดัดแปลงคำ มีการหัวเราะใส่โครงสร้าง (สไตล์ที่ Bakhtin ชื่นชอบ) มีการใส่ตัวตนลงไปในเพลง มันมี Semiotic ที่คอยโผล่ให้เราเห็นเสมอ ไม่ว่าจะใน ad lib หรือ ในภาษากาย ท่าทาง ท่าเต้นของนักร้องและ Chorus
    หรืออยู่ใน ellipsis หรือการเว้นคำของนัำกร้องนำ ให้ Chorus มาเติมคำในช่องว่าง ส่วนตัวเองก็เสริมประสานให้ทำนองเด่นขึ้นมา

    แ้ล้ว tension ระหว่าง symbolic กัย semiotic ใน Soul มันก็เป็นปัจจัยให้เรารู้สึก Soulful

    นี่คือความมหัศจรรย์ของเพลงประเภทนี้:)

       

    01 November

    Day Forty Three: Music Therapy

    Day Forty Three: Music Therapy

    เช้าวันนี้ (~จริงๆ ก็สายอะนะ สิบโมง) ก็เข้าไปดูยูทูบของเจนเล่นๆ แล้วเปิดดูเพลงที่เราเล่นและร้องกันที่บ้านโน้ตที่นครสวรรค์ ขำกลิ้งตกเก้าอี้
    ใครอยากรู้ว่าเป็นไงลองคลิกเข้าไปดูได้ คนที่เครียดๆ อยู่จะหายเครียดทันที เพลงนี้ชื่อเพลง อีเอ๋ เ้พราะเป็นเรื่องของเพื่อนพวกเราที่ชื่ออีเอ๋ http://www.youtube.com/watch?v=UfZiSwSl7EA

       

    ดูแล้วคิดถึงเพื่อนๆ มากค่ะ

    อาบน้ำแต่งตัวก็รีบลงไปคอมมอนรูมเพราะนัดเพื่อนคือ ดาเนียลาไว้
    วันนี้เราจะมาลองเล่นเพลงชื่อ Corcovado เป็นเพลงภาษาโปรตุเกสที่ Frank Sinatra และนักร้องคนอื่นๆ ได้เอามาร้องเป็นภาษาอังกฤษ เราว่าเราชอบ version นี้มากกว่า ภาษาโปรตุเกสมันมีเสน่ห์มาก ดีที่ดาเนียลาพูดภาษาโปรตุเกสได้ อีกอย่างที่ชอบเพราะความหมายดีด้วย แต่ทีนี้ ด้วยความรู้ภาษาโปรตุเกสที่จำกัดมากๆ ทำให้แปลไม่ค่อยได้ค่ะ ต้องให้ผู้รู้มาช่วยแปลอีกที แต่เดี๋ยวจะลองดูเล่นๆ คงจะไม่มั่วเกิน

    Um cantinho, um violão
    บทเพลงบทหนึ่ง บทกวีบทหนึ่ง
    Esse amor, uma canção
    รักนี้ เพลงนี้
    Pra fazer feliz a quem se ama
    ทำให้ใจเป็นสุข
    Muita calma pra pensar
    บางครั้งเราต้องอยู่ที่เงียบสงบเพื่อคิด
    E ter tempo pra sonhar
    และต้องมีเวลาที่จะหยุด
    Da janela vê-se o Corcovado
    มองออกไปนอกหน้าต่างเห็น Corcovado (รูปปั้นพระคริสต์กางแขนที่ริโอ เด จานีโร ในรูป)

    O Redentor, que lindo!
    ก็ทำให้เป็นสุข

    Quero a vida sempre assim
    ชีวิตเป็นเช่นนี้
    Com você perto de mim
    เมื่อเธออยู่้กับฉัน
    Até o apagar da velha chama
    ไฟในใจไม่มีวันมอดดับ
    E eu que era triste
    ตอนที่รู้สึกเศร้าใจ
    Descrente deste mundo
    และตอนที่ไม่เชื่อมั่นในโลกใบนี้
    Ao encontrar você eu conheci
    เมื่อฉันพบเธอ
    O que é felicidade
    ทุกข์ก็มลาย
    Meu amor
    และใจฉันก็เป็นสุข

    คอร์ดเพลงนี้ยากมาก เพราะมันเป็น bossanova แกะยากมาก
    เปียโนเสียงเพี้ยนมาก คีย์สูงๆ บางทีบาดหูค่ะ ก็เลยนิยมเล่นต่ำ แค้เราก็ทำกันที่ดีที่สุดแล้ว
    สนุกดีเหมือนกัน
    เลยอัดเพลงมาให้ฟังให้ชมกันเล่นๆ คลายเครียดค่ะ
    http://www.youtube.com/watch?v=XCNnctBzyQ4