Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
22 October Day 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's OwnDay 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's Own มีเสียงวิพากษ์ว่าผู้เขียนเนี่ย เขียนวกวนได้ใจ ในขณะที่การเขียนแบบวิทยาศาสตร์หรือการเมืองกฎหมาย จะเขียนเป็น linear กระชับและเป็นเหตุเป็นผล ดิชั้นขอรับไว้ในดุลยพินิจ และจะอธิบายแบบอ้อมๆ ในภายหลัง (note the temporal metaphor เพราะการอ้อมจะเกิดได้เมื่อมีแนวคิด linear อยู่ในหัว คนเรามักคิดและเข้าใจอะไรเป็นตรรกะสองขั้ว) เช้านี้ฟังซูซานให้สัมภาษณ์ออกโปรแกรมบีบีซีครบรอบแปดสิบปี A Room of One's Own อย่างสนุกสนาน มีพาเที่ยวบ้านของวูลฟ์ที่ซัสเซกส์ด้วย ก็ทำให้อยากจะเขียนฉลองวันครบรอบเกี่ยวกับแนวคิดของวูลฟ์ อยากให้เห็นว่า A Room ซึ่งมีหลายคนบอกว่าแนวการเขียนมันโบร่ำโบราณ anachronistic เนี่ย มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร (ไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรอก มันสำคัญกับทุกคนเพราะวิจารณ์ระบบสังคมที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ) มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร เอาอย่างนี้ดีักว่า จะให้ยกตัวอย่างที่ทันสมัย ไม่งั้นจะถูกหาว่า abstract เกิน (ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะ abstract จะมีได้ เพราะเมื่อเราเข้าใจ concrete และระบบชายเป็นใหญ่มักให้ค่า concrete มากกว่า abstract เพราะเห็นว่าอย่างแรกมั่นคงหนักแน่น "เป็นชาย" มากกว่าอย่างหลัง ซึ่งเป็นสิ่งสร้างอีกแหละ ) วูลฟ์ใช้วิธีการตั้งใจใช้ข้อมูลที่โบราณเพื่อย้ำเตือนพวกผู้หญิงทั้งหลายว่าเราเพิ่งได้รับสิทธิเท่าเทียมเืมื่อไม่นานมานี้เอง ดิชั้นจะใช้วิธีตรงกันข้าม แต่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ปีนี้เราฉลองดาร์วินกันเหลือเกิน ไป Natural history ก็มีรูปปั้นสวยเด่นเป็นสง่า นิทรรศการมากมาย เรารู้และเข้าใจกันว่าวิวัฒนาการมันฉีกแนวสิ่งที่ว่าไว้ในไบเบิล ทำให้ hierarchy รวน แต่จะมีใครกันที่จะนึกได้ว่าก่อนหน้าดาร์วิน มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ออกมาท้าทาย hierarchy นั้นๆ ก่อนหน้าดาร์วินหลายปีทีเดียว เชื่อว่าไม่มีใครตอบได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก ถ้าไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาหรืออ่านงานเขียนของเธอ เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่มีพื้นที่ยืนบนโพเดียมคนที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีที่ใน Natural History ให้รูปปั้นของเธอ ผู้หญิงคนนี้ชื่อแมรี โวลสโตนคราฟท์ ซึ่งเกิดปี 1759 (ก่อนดาร์วินตั้งครึ่งศตวรรษ) เป็นคนที่พลิก hierarchy ชายเหนือกว่าหญิง บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเพศมันมีสาเหตุจากความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา หรือ โอกาสการเสริมสร้างปัญญา การใช้เหตุผล หรือคำของเธอคือ "Intellect" ส่งผลให้สังคมไม่พัฒนา หากจะให้สังคมพัฒนา ต้องแก้ที่จุดนี้ ต้องเลิกจำกัดสิทธิของผู้หญิง ทางแก้คือต้องพัฒนาการศึกษาของผู้หญิง แน่นอน ความคิดนี้มันสุดโต่งในยุคของเธอ แต่พวกเราก็จะบอกได้ว่ามันยังสุดโต่งไม่พอสำหรับเราซึ่งเป็นผู้หญิงยุคใหม่นักเรียนมหาวิทยาลัย (~อย่าลืมว่าผู้หญิงเพิ่งได้รับสิทธิเข้าเรียนเอง ไม่ถึงสองร้อยปีั)เพราะยังไงซะ เธอก็ยังไม่ตั้งคำถาม status quo ไม่พลิกหรือตั้งคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Intellect มันแฝงอำนาจชายเป็นใหญ่หรือไม่ ทำไมการเขียนแบบให้เหตุผล a = not b หรือวิทยาศาสตร์และกฎหมายดู masculine มากกว่าการคิดและการเขียนแบบตรงข้าม ไม่ตั้งคำถามว่า อะไรคือ masculine และ อะไรคือ feminine แต่นั่นก็เป็นก้าวที่เพียงพอแล้วล่ะ ที่จะจารึกชื่อของเธอให้เป็นที่จดจำ (อย่าลืมว่ายุคของเธอผู้หญิงไม่มีสิทธิเรียนหนังสือ) เพราะเธอหักล้าง hierarchy (ถ้าจะใช้คำวิทยาศาสตร์) ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน คือ มนุษย์ ดาร์วินยังคิดไม่ถึงเลย (~และมองข้ามกระมัง) งานเขียนของเธอเนี่ยแหละเป็นฐานของการออกกฎหมาย property rights ให้ผู้หญิงมีทรัพย์ส่วนบุคคลได้ประมาณปี 1880 (129 ปีที่แล้วเอง) และเมื่อปี 1890 มิลิเซนต์ ฟอว์เซต ก็ใช้งานเขียนของเธอ คือ A Vindication for the Rights of Woman ในการช่วยประท้วงขอให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะอะไร การที่เรานึกคิดถึงประวัติศาสตร์ในเชิงพื้นที่ คือ Temporal Space เช่น สุโขทัยก่อนอยุธยา เราหลับตาเป็นพื้นที่ในหัว เป็นกล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่านี่คือสูโขทัย และอีกกล่องเราแปะไว้ว่าเป็นอยุธยา ในกล่องนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคิดว่ามี "ความเป็นสุโขทัย" และ "อยุธยา" เช่น รูปทรงพระพุทธรูป ผังเมือง กล่องขาวสุโขทัยถูกจัดหมวดหมู่ในสมองว่ามันมาก่อนกล่องขาวที่สอง เพราะเราเรียนในห้องเรียน มีคนทำการทดลองหินทางวิทยาศาสตร์ แล้วเราจึงเชื่อเช่นนั้น แต่ไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิธีคิดดังกล่าวในเชิงอำนาจมาก่อน เช่น จริงๆ แล้วศิลาจารึกเป็นสิ่งสร้าง? รอยต่อจากคำว่า "สยาม" มาเป็นประเทศ "ไทย" มันเป็นผลของแนวคิดชาตินิยม?? การสร้างและการให้ค่าประวัติศาสตร์ มันอยู่กับเรามานานแล้วล่ะ เห็นได้ตั้งแต่ตำนานเรื่องยุคทองของ Hesiod เรื่องน้ำท่วมโลกจนถึงความคิดความเชื่อเรื่องยุคพระศรีอาริย์ เวลาเราพยายามเข้าใจตัวเราเอง เราจะพยายาม situate ตัวเราในยุคๆ หนึ่ง เช่นตอนนี้ หลายคนจะคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ต่างจากพ่อแม่ ทีวีไม่ใช่ขาวดำ เราบีบีหากันได้ทั้งวันทั้งคืน เราอยู่ในยุครอยต่อความเปลี่ยนแปลง A Room of One's Own พูดถึงการคิดในเชิงพื้นที่เนี่ยแหละ แต่เป็นงานชิ้นแรกที่มองและวิเคราะห์ในมุมมองของผู้หญิง และการสร้างสรรค์งานศิลป์ของผู้หญิง ก่อนหน้านี้ (~หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้) ไม่มีหรอก ประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ที่ผู้ชายเท่านั้นเป็นใหญ่ เพราะผู้ชายเท่านั้นเป็นคนให้คุณค่า และเรื่องความคิดความเชื่อที่ฝังหัวมานานหลายชั่วคนมันน้อยมากที่จะได้รับการตั้งคำถาม ไม่งั้นทุกวันนี้เราคงจะเรียนกันในห้องเรียนว่า โวลสโตนคราฟท์มาก่อนดาร์วินในเชิงประวัคิศาสตร์ภูมิปัญญา สิ่งที่วูลฟ์ทำคือชี้บอกว่าประวัติศาสตร์หรือกล่องขาวที่มีในหัวน่ะ เป็นสิ่งสร้าง ที่เราเชื่อสิ่งที่เราเชื่อ เช่น การแต่งงานและมีลูกเป็นหน้าที่ที่เราเกิดมาทำเท่านั้น หากไม่ทำแสดงว่าเราเป็นผู้หฺญิงที่ไม่ดี มันเป็นผลจากหนังสือหลายเล่มที่ผู้ชายเขียน เป็นผลจากการที่เราไม่มีวันได้อ่านหนังสือที่ผู้หญิงอาจจะเขียนหรือเขียนแต่เขียนในหัว (เพราะไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่จะถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือที่สังคมชายเป็นใหญ่ยอมรับ) ใครจะรู้เล่าว่าในใจของผู้หญิงหลายศตวรรษที่เพื่อนเราที่เรียนประวัติศาสตร์อ่านหาต้นฉบับลายมืออนุทินหรือบันทึกความในใจไม่เจอเนี่ย มันเป็นเช่นไร และมันไม่ใช่แค่เรื่องเพศ มันเป็นเรื่องชนชั้นด้วย ใครจะไปล่วงรู้ชีวิตและความในใจของข้าราชบริพารและคนใช้ของผู้นำคนสำคัญๆ เล่า คนใช้ยุควิคตอเรียนซึ่งไมมีชื่ออยู่ในอัตชีวประวัติของนาย แต่สำคัญเท่าเทียมกัน และคำว่า "สำคัญ" แปลว่าอะไร เราไม่มีวันรู้หรอก แต่เราจินตนาการได้ เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตของวูลฟ์ เธอพยายามแสดงให้เห็นว่า fact และ fiction มันเชื่อมโยงและหักล้างกันและกัน ชีวประวัติ ซึ่งเรามักไว้ในกล่องขาวที่แปะป้ายว่า fact แท้จริงเป็น fiction สิ่งสร้าง เธอจึงพยายามเขียนเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงในอดีตทั้งหลาย ผู้หญิง คนใช้ แต่เธอก็ practical เพราะการจะคิดนอกกรอบ การสร้างสรรค์งานศิลป์ที่แหวกขนบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องมีเงิน และพื้นที่ของตัวเอง เงิน แน่นอนหมายถึงอำนาจ ถ้าไม่มีเิงินก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้หรอก พวกคุณๆ ที่มาอ่านมานั่งเขียนบลอค ถ้าไม่มีเงินต้องกระเสือกกระสนมาก คุณคงไม่มีโอกาสได้คิดหรือทำอะไรแบบนี้ ผู้หญิงต้องมี พื้นที่ของตัวเอง A Room ห้องหับส่วนตัวที่เราจะเป็นอิสระตามใจคิด พื้นที่ของตัวเอง mental space กล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่า "ชีวีิตและประสบการณ์ของฉัน" ที่ไม่มีใครอาจเข้าใจตรงกับเราและไม่มีอำนาจภายนอกใดใดที่จะมารวมกล่องสีขาวเข้าไว้ด้วยกัน และแปะป้ายไว้กว้างๆ ว่า "ของผู้หญิง = ต้อง not b คือ ไม่ใช่ของผู้ชาย" ทุกอย่างคาบเกี่ยวกัน งานเขียนของวูลฟ์สำคัญต่อผู้หญิง เพราะเปิดให้เราใช้ภาษาเชิงพื้นที่ในการวิพากษ์อำนาจ (~แค่คำ jargon ที่ใช้ในประโยคนี้ หากไม่มีหนังสือก่อนหน้านี้ เราคงไม่สามารถเข้าใจหรือใช้มันได้ คลังคำจะเกิดเพราะบรรดาหนังสือหลายเล่มที่เกาะบนคอนในห้องสมุดมันกระพือคำใส่ไปในกล่องสีขาวในหัวของเรา นี้คือสิ่งที่วูลฟ์ต้องการแสดง ?หรือเปล่า?) และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เราเห็นความสำคัญของผู้หญิงหลายคนก่อนหน้าเรา ทั้งที่มีชื่อให้จดจำ หรือนิรนาม ซึ่งมีส่วนให้เรามีการศึกษา สามารถวิพากษ์อำนาจวิจารณ์ระบบสังคมได้ และเมื่อเรามองระบบสังคม เราต้องแก้ตรงนั้น ไม่ใช่ตะโกนเย้วๆ เกลียดผู้ชายและเผาบรา ที่สถานะไม่เท่าเทียมกันเพราะมันหลายศตวรรษมาแล้วที่ผู้ชายมีเงินเก็บ ส่วนเราเพื่งมี ผู้หญิงมีลูก ทำงานบ้าน ไม่ได้รับค่าจ้าง และในโลกทุนนิยม การไม่มีเงินหมายถึงการพึ่งพาสามี ลูกชาย พี่ชาย และน้องชาย น่าสนใจคือ A Room เกิดจากบทเลคเชอร์ที่วูลฟ์ไปพูดให้นักเรียนผู้หญิงรุ่นแรกๆ ที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะเลคเชอร์เรื่อง women และ fiction แต่ไปๆ มาๆ ไม่ได้ "~เข้าเรื่อง" สักที เพราะมัวไปตั้งคำถามเรื่องระบบสังคม linear narrative การเขียนแบบ point a ไป b ที่นักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมายล้วนโปรดปรานถูก deconstruct อย่างสิ้นซาก เราจึงพูดได้ว่า A Room of one's own เป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าการศึกษาและการเขียนแบบ a ไป b เพราะ c นี้ (~และการสรุปโดยกลับมาที่จุดเริ่มต้นที่ผู้เขียนกำลังแสดงให้เห็น) เป็นผลของระบบความคิดที่ฝังตัวอยู่ในสมองเรามานานแล้ว และทั้งหมดนี้เกิดจากรอยหยักสมองและปลายปากกาของผู้หญิง เมื่อประมาณวันนี้ เดือนนี้ 80 ปีที่แล้ว เรามากันไกล แต่หลายคนยังติดกับ ไม่คิดตั้งคำถามอะไร หนทางจึงยังอีกยาวไกล SALUT! สวัสดีั ปล. ลองย้อนอ่านไปเมื่อวันที่เขียนเกี่ยวกับการได้สอนออร์ลันโดเป็นครั้งแรกที่นี่ (เพื่อเช็คว่าเราไม่พูดอะไรที่ซ้ำกับที่พิมพ์ไว้เมื่อประมาณสองร้อยวันที่แล้ว!) ก็อยากจะเก็บมาโพสต์ไว้เผื่อนักเรียนที่เมืองไทยสนใจศีกษาต่อ Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด กลับจากอีสเตอร์ก็ต้องสอนออร์ลันโด ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ดีใจที่อาจารย์เลือกเรื่องนี้ สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่อ่านง่ายและ accessible ที่สุดแล้ว ในบรรดางานของวูลฟ์ การไปดื่มและพูดคุยกับเด็ก undergrad ในผับคืนที่เตรียมตัวสอนออร์ลันโด ทำให้รู้ว่าพวกนี้ (~ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน) ส่วนใหญ่เกลียดและกลัวเวอร์จิเนียวูลฟ์อย่างมาก และก็บ่นอุบว่าวิชาบังคับ Virginia Woolf ทำให้เกรดตกกันไปตามๆ กัน น่าสนใจ เพราะเมื่อถามเหคุผลว่าทำไมต้อง "เกลียด" และทำไมต้อง "กลัว" สรุปเหตุผลตามอันดับท็อปฮิตได้ว่า ก) เธอเป็นหญิงบ้า เดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม ข) เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด ค) เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา ง) เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual พอได้คำตอบดังนี้ ก็จดไว้ในหัว และระหว่างเดินฝ่าความหนาวกลับบ้าน ก็ คิดหาวิธีการที่จะทำให้พวกนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นสมมติฐานเท็จ และตัดสินใจว่าก่อนจะมาอ่าน ออร์ลันโด เราควรจะแก้ต่างให้เธอเสียก่อน ก) "เธอเป็นหญิงบ้า เิดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม" เราก็ปรินต์โปรดักในอีเบย์ให้ดู ทุกวันนี้หน้าของเวอร์จิเนียวูลฟฺ์ ซึ่่งเป็น cultural icon เนี่ย มีปรากฎอยู่บนปกหนังสือ ตุ๊กตา เสื้อ ยืด ผ้ากันเปื้อน จนถึง (และอันนี้ตลกมาก) กางเกงในผู้ชาย ทุกคนมาตื่นเต้นหวั่นกลัวความจริงที่ว่าธอเดินลงน้ำฆ่าตัวตาย แต่ทำไมลืมนึกไปว่าการให้ความสำคัญตรงจุดนั้นมันมีที่มาจากเลนส์ประเภทหนึ่ง ที่วูลฟ์เขียนถึงใน A Room of One's Own :ซึ่งคือเลนส์อคติทางเพศ ส่งผลให้ทุกอย่างที่เี่รามองหรือคิดว่าเข้าใจ มันถูกระบายด้วยสีแห่งความจอมปลอมไปเสียหมด ทำไมเราไม่มีบรารูปหน้าวอลเตอร์เบนยามิน หรือโปรดักแว็กซ์ขารูปเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเหมือนกัน ด้วยวิธีที่สวยน้อยกว่า และทำไมเราไม่กลัวว่าเราจะเป็นบ้าตามเฮมิงเวย์เมื่อเราอ่านเรื่องสู้วัวกระทิง ผู้ชายที่ไร้อวัยวะสืบพันธุ์ แหงสิ เพราะนั่นมันไม่ใช่ "จุดขาย" ของเฮมิงเวย์ เลนส์อคติทางเพศมักจะจับเรดาร์ผู้หญิงเท่านั้น แก้ไขโดย: ให้นักเรียนอ่านส่วน highlight ของ A Room of One's Own เพราะจริงๆ วูลฟ์เป็นนักเขียนบทความที่เก่งได้ใจมาก ผล: เด็กทึ่งเพราะไม่เคยอ่านมาก่อน วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า And how small a part of a woman's life is that; and how little can a man know even of that when he observes it through the black or rosy spectacles which sex puts upon his nose. ข) "เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด" เพื่อน นักดนตรีที่เราชื่นชมในความสามารถได้โทรศัพท์มาบ่นเมื่อวานนี้เช่นกัน สิ้นคำของเธอที่ว่ากำลังอ่านออร์ลันโดอยู่ และอ่านไม่รู้เรื่อง เราก็ยิ้มทันที มันก็แน่นอน การอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเป้าหมายหนึ่งของวูลฟ์ subtitle ของ Orlando คือ A Biography ชั่ว ชีวิตของวูลฟ์ ถ้าเราสามารถพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านที่วูลฟ์เกิดและเติบโตเนี่ย จะเห็นว่าห้องนอนของเธออยู่ข้างล่างห้องทำงานของพ่อคือ เซอร์เลสลี สตีเวน ผู้เขียนรวบรวมและบรรณาธิกรของ Dictionary of National Biography อันเป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคคลสำคัญสมัยวิคตอเรียน และคงไม่แปลกที่ rosy spectacle ก็อยู่บนจมูกของท่านเซอร์เช่นกัน บุคคล ที่สำคัญล้วนเป็นผู้ชาย ไม่มีใครใส่ใจเขียนเกี่ยวกับผู้หญิง และแม้จะเขียนเรื่องผู้ชายก็เถอะ สิ่งที่สำคัญที่ได้รับเลือกให้จดบันทึกเป็นเกียรติประวัติก็มีแต่ผลงาน ไม่มีใครเขียนเรื่องภรรยาของคาร์ไลล์ที่ต้องขนน้ำขึ้นมาให้นักเขียนผู้ยิ่ง ใหญ่ได้ดื่มได้ทำความสะอาดร่างกาย ไม่มีใครเขียนเรื่องสาวใช้ที่เอากระโถนของเขาไปทิ้ง ท้าทายและรื้อถอนขนบการเขียนชีวประวัติซึ่งจมติดอยู่กับระบบชายเป็นใหญ่ นี่ คือสิ่งที่วูลฟ์จงใจทำในงานเขียน ออร์ลันโดไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้ามีจริงก็คงแปลก เขาเกิดเป็นผู้ชายในช่วงอลิซบีธัน และวันหนึ่งตื่นมาเป็นผู้หญิงในขณะที่ไปเป็นทูตที่คอนสแตนติโนเปิล และมีชีวิตจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 แก้ไขโดย: ซีรอกซ์บางส่วนของ Eminent Victorians ของ ลิตตัน สแตรชชีให้อ่าน พร้อมให้อ่านงานน่าเบื่อๆ ในยุควิคตอเรียน ผล: นักเรียนก่นด่า เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ และหันมาอยากอ่านว่าวูลฟ์จะกัดอะไรคนพวกนี้ในออร์ลันโด ในที่สุดก็มีคนบอกว่าออร์ลันโดเป็นการปฏิวัติ genre และ gender ที่สร้างสรรค์ที่สุด วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า literature is impoverished beyond our counting by the doors that have been shut upon women. Married against their will, kept in one room, and to one occupation, how could a dramatist give a full or interesting or truthful account of them? Love was the only possible interpreter. ซึ่งนำเรามาสู่ข้อ ค ค) "เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา" ก่อนอื่นวูลฟ์ บอกว่าเราควรเผาคำว่าเฟมินิสต์ทิ้งไป เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์ end product และหลงลืมละทิ้งต้นตอของปัญหาสังคม เด่นชัดที่สุดในเหตุการณ์สงครามโลก เพราะวูลฟ์บอกว่าหญิงชายโดยเนื้อแท้เป็นคนเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือสังคม ซึ่งหมายรวมถึง เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน แต่ผู้ชายได้รับค่าจ้างเป็นเงินตรา ออกไปทำงานก็หาเลี้ยงผู้หญิงในบ้าน เผอิญโลกเราใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่หลายคนลืมไปว่าผู้หญิงก็ทำงานเช่นกัน การตั้งท้อง ออกลูก ใช้แรงงานทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า ล้วนเป็นการใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่ได้ค่าจ้างเล่า และถ้าการณ์มันกลับกัน มันจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้น ความไม่เสมอภาคมันเกิดเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ (อย่าลืมว่าเธอเป็นเพื่อนของเมนาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง) วูลฟ์ เป็นนักปรัชญาการเมืองและเป็นนักวิเคราะห์สังคมนะจะบอกให้ อย่าติดภาพนิโคล คิดแมนกับจมูกปลอมที่กลอกตาเดินไปเดินมา เพราะนั่นเป็นแค่ภาพที่นิยายและหนังสร้างขึ้น ดูเพื่อความบันเทิงได้ แต่ถ้าจะดูในเชิงภูมิปัญญาวิชาการให้ดูจากตัวงานเป็นหลัก เลสเบียน = เฟมินิสต์?? คำ ว่าเลสเบียน หรือ ความสัมพันธ์แบบแซฟฟิคสำหรับวูลฟ์มีอีกความหมาย เพราะเธอบอกว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของผู้หญิง นอกเหนือจากระบบที่กล่าวมาแล้ว ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าของพี่สาว/น้องสาว/แม่/สตรีเพศ สำหรับวูลฟ์ วูลฟ์บอกว่าตนชื่นชมผู้หญิง และรณรงค์ไม่ให้ผู้หญิงก่นด่ากันเอง ไม่ใช้เลนส์คุณค่าชายเป็นใหญ่มามองและตัดสินผู้หญิง ไม่เชิดชูบุรุษเพศมากกว่าผู้หญิง และถ้าเป็นไปได้ ให้มองให้ลึกลงไปในแก่นของความเป็นคน ของความลึกล้ำของประสบการณ์ของคนๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม และหันมาตั้งคำถามคุณค่าทางสังคม ใน ออร์ลันโด จะเห็นเลยว่าขนบการแต่งงาน การสวมแหวนแต่งงานเป็น "recent discovery" เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ระบายสีด้วยศาสนา แต่งแต้มด้วยความรู้สึกผิดบาปของอีฟ แน่นอนวูลฟ์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในทางที่ตนเลือก แต่เธออยากให้มองอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่กลไกของสังคม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผู้หญิงไม่ควรตัดสินด้วยแหวนบนนิ้ว หรือจำนวนเด็กในเปล (~แต่ไม่ยักเป็นจำนวนผู้ชายในชีวิตหรือสามีที่แต่งงานด้วย เพราะกฎมีไว้วุ่้าผู้หญิง "ที่ดี" ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้นั้น... ต้องรักเดียวใจเดียว:P) แก้ไขโดย: ให้ลองนิยามเล่นๆ ว่าอะไรคือเฟมินิสม์และเลสเบียนนิสม์ในความเข้าใจของนักเรียน และในความหมายของวูลฟ์ ในบริบทสังคมสมัยนั้น และข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่า เธอเองก็ชอบบราอยู่นะ และคงขอเผาความคิดจอมปลอมมากกว่าเสื้อชั้นใน หรือเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือประมาณ วูลฟ์กล่าวไว้ใน Three Guineas: What more fitting than to destroy an old word, a vicious and corrupt wordผล: นักเรียนร้องอ้า เพิ่งรู้ เพราะภาพที่สื่อต่างๆ มักชักให้เชื่อคือวูลฟ์เป็นสุดยอดเฟมินิสต์เกลียดผู้ชายตัวแม่ แต่นี่เธอมาลอบบี้ให้ชายหญิงร่วมมือกัน เหลือข้อ ง ง) "เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual" ซึ่ง เป็นข้อที่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจเล็กๆ กระหยิ่มใจน้อยๆ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียน รู้สึกจะคนเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ ที่้เขียนทั้งอนุทินส่วนตัว อนุทินงานเขียน อนุทินหนังสือที่อ่าน และอนุทินดนตรีที่ฟัง และเธอเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ สิ่งที่เขียนคือบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์และหนังสือที่เธออ่าน จริงอยู่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เธอได้อ่านหนังสือสำคัญๆ ของยุค เพราะทั้งหมดมันตั้งอยู่ในบ้านของเซอร์เลสลีผู้เป็นบิดา อ่านอนุทินหนังสือแล้วจะตกใจ เธอมีความรู้ภาษากรีกเป็นอย่างดี อ่านตั้งแต่นิยาย ละครสำคัญของยุค จนถึงคู่มือการใช้กล้องโกดัก ซึ่งเธอเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาว จริงเธอมักจะรู้สึกขมขื่นที่ถูกตราหน้าเป็น outsider ในระบบการศึกษา และอาจอิจฉาพี่ชายน้องชายเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ความรู้สึกนั้นมันมาจากความรักที่จะเรียนรู้ และความรู้สึกคับแค้นใจที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้ เวลาอ่านอะไรงามๆ ไม่ใ้ช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย และพอสงครามโลกปะทุ พวกผู้ชายก็วิ่งรี่มาให้ผู้หญิงช่วย Dig for Victory หรือทำงานแทนผู้ชายที่ไปรบ พร้อมถามว่าผู้หญิงเราจะช่วยหยุดลดละเลิกสงครามได้อย่างไร วูลฟ์บอกว่าแหม เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนี่งของระบบเธอมาตั้งนานแล้ว ทำไมมาขอให้ช่วยตอนนี้ ถ้าให้ฉันได้รับการศึกษา ได้ค่าจ้าง ได้พื้นที่ของตัวเอง เราคงพอจะผนึกกำลังกันได้ งานเขียนของเธอเป็นสหบท เต็มไปด้วย allusions กล่าวถึงวรรณคดีกรีก เช่น Lysistrata จนถึง Dante จนถึง พรูสต์ จอยซ์ และทีเอสเอลเลียต ถ้าไม่ intellectual ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แก้ไข โดย: ให้นักเรียนได้เห็นอนุทินหนังสือของเธอ และอ่านบทความรีวิวออสเตนของเธอ ที่เีขียนดีมาก พร้อมให้คิดว่าชื่อเรื่อง Orlando มันมาจากไหน Orlando Furioso หรือเปล่า พร้อมเล่าให้ฟังว่าเอมมา อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขสองได้ไปค้นพบลายมือของสามีภรรยาวูลฟ์บนปก (~เปลือก) แผ่นเสียง และที่น่าสนใจคือบันทึกละเอียดมากว่าฟังเพลงบีโธเฟนวันไหน ปีอะไร กี่โมง กี่ครั้ง ช่วงสงครามโลกสองคนนี้ฟังแต่เพลงอุปรากรเยอรมันทั้งวัน ส่วนตัวตีความว่าคงไม่อยาก dehumanise คนเยอรมันว่าเลวไปเสียหมด พอสงครามสงบก็ฟังเพลงอุปรากรอิตาเลียน พอเวอร์จิเนียตาย เลนเนิร์ดก็จดบันทึกต่อ มีหายจากอนุทินดนตรีไปประมาณห้าวัน แล้วก็ฟังใหม่ โดยฟังเพลงที่เวอร์จิเนียชอบ และฟังบ่อยตอนมีชีวิตอยู่ ซ้ำไปมา ขนลุกมั้ย ผล: นักเรียนสนใจ ซูซาน อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์หลังห้องโทรมาบอกอีกวันว่าผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี (~หวังว่าไม่ใช่เพราะเราพานักเรียนเข้าผับก่อนเรียนนะ) และจึงอยากให้ช่วยสอนออร์ลันโดนักเรัยนปริญญาโทที่เรียน Women Writing and Gender ด้วย ซึ่งมีประมาณ ห้าคน ผลคือพวกนี้มีความเห็นเอนเอียงมาข้อ ข) และ (อยากให้เราเน้นพูดทฤษฎีของ Cixous เรื่องการเขียนแบบ "~ผู้หญิง" ซึ่งวูลฟ์มักจะพูดอะไรที่แย้งตัวเองอยู่เรื่อย) เป็นส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรที่น่าสนใจเท่านักเรียนปริญญาตรี สอนเสร็จกำลังเดินลงมาจากตึกของภาควิชา ก็เจอปีเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยด่าว่าวูลฟ์เป็น creepy woman ในผับหลังดื่ม ale เป็นไพน์ที่สอง ปีเตอร์บอกว่า "V, Virginia Woolf is sexy. I can see it now. Change the way I look at things" และนี่ทำให้รู้สึกดีกว่าคำชมใดใดในโลก ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 04 October Day 367-379: แข่งยิงธนู? Day 367-379: แข่งยิงธนู? หัวข้อของบลอคดูจะไม่น่าเป็นไปได้ในสายตาของผู้อ่านอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นในสายตาของผู้พิมพ์ ซึ่งมีประวัติตกพละตั้งแต่ประถม และไม่เชี่ยวชาญกีฬาใดใดเลย เล่นบาสเป็นตัวแทนหอก็เล่นงูๆ ปลาๆ ชีวิตนี้ไม่มีทางได้เดินเส้นทางนักกีฬา ส่งงานเสร็จ พอมีเวลาทำกิจกรรมข้างนอก (แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะอากาศเริ่มหนาว) ตีสควอชและตีกอลฟ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ แต่เราก็อยากจะเล่นกีฬาอื่นที่มันเป็นเอกลักษณ์เล่นได้ที่นี่ที่เดียว (นอกจากกอล์ฟ) ครั้นจะสมัครชมรมแคนูคายัก แค่ตื่นมาตอนเช้า คิดว่าต้องตื่นไปพายเรือตัวเปียกน้ำซึ่งอุณหภูมิต่ำเกินจะรู้สึกเจ็บปวด (เพราะชาไปหมด) ก็ไม่อยากจะตื่นแล้ว ครั้นจะสมัครชมรมพายเรือที่คิดไว้แต่แรก ขาก็ยาวไม่ถึง ตัวเล็ก แถมชมรมนี้ต้องมีงบสูงพอควร ไม่เล่นดีกว่า เชื่อเสมอว่ากีฬาต้องเป็นสิ่งที่ฟรีหรือย่อมเยาพอที่จะเล่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกอะไร เมืองนี้เป็นเมืองที่ตีกอล์ฟราคาย่อมเยาที่สุด มากกว่าเมืองไทยเสียอีก คิดแล้วรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดี ยิงธนูคงจะเป็นหนทางที่ดี มหาวิทยาลัยนี้มีแข่งธนูประจำทุกปีเป็นประเพณีเก่าแก่นานหลายศตวรรษมาแล้ว อีกอย่างคือดูท่าจะสนุกดี เราเองก็ชอบยิงปืน หรือกีฬาช้าๆ (ยกเ้ว้นสควอช) ไม่ชอบเล่นเป็นทีม เพราะประหม่าแล้วขาจะก้าวไม่ออก ก็เลยลองไปยิงธนูมา ตอนแรกโค้ชบอกว่าจะถนัดมืออะไรมาไม่เกี่ยวต้องดูว่าถนัดตาข้างไหน ก็ให้เราทำเทสต์ง่ายๆ ดูแป๊บเดียวก็รู้เลยว่าตาซ้าย จึงต้องเหนี่ยวคันธนูด้วยมือซ้าย ไม่ถนัดเอามากๆ แต่ก็ต้องเชื่อเขา โค้ชให้ลองหกดอก ลงตรงกลางทั้งหมดหกดอก ตอนแรกไม่รู้ตัวหรอกนะ เพราะยิงไปแล้วไม่เห็นว่ามันไปลงไหน (ก็สายตาดีมาาาาาาากออกอย่างนั้น) เห็นมีร้องวู้ๆ ข้างหลังนึกว่าโห่เห็นเราเล่นห่วย จนโค้ชพาไปดู เออ จริง ทุกคนบอกว่าสมัครเป็นสมาชิกเถอะ เพราะจะมีแข่งระดับ beginners ต้องคิดหนัก เพราะหากสมัครหมายความว่าต้องไปซ้อมบ่อยมาก มองซ้ายขวามีแต่เด็กปริญญาตรีซึ่งมีเวลาเหลือเฟือในมือ เราเองต้องไปโน่นมานี่เขียนงาน แต่เซ็นมั้ยคะ ก็เซ็น หลงกลซะแล้ว ยิงแล้วสนุกได้ใจดี คล้ายๆ ยิงปืนแต่เสียงไม่ดัง และท่าสวยงามกว่า กลายเป็นว่าเป็นอีกกีฬาที่ฟลุคอีกแล้ว กำลังคิดว่าถ้าครั้งหน้ายิงอีกทีไม่ถูกสักลูก เขาจะเสียใจมั้ย 555 ไม่เป็นไร ได้พักผ่อนก็พอ เสร็จจากธนูก็ลองไปเยี่ยมมองผู้คนในชมรมสควอช เขาให้สมาชิกตีแข่งทันที เล่นกับเด็กปริญญาตรีแล้วรู้สึกว่าเราแก่แล้วจริงๆ วิ่งเร็วอะไรล่ะ แต่ก็ดีใจที่ยังวิ่งทันดูไม่น่าเกลียดมาก ตีถูกขาคู่ต่อสู้คนเดียวกันถึงสองครั้ง อีกคนหนึ่งเราก็เกือบจะตีไปถูกหัวเขา เขาคงไม่อยากจะเล่นกับเราอีกต่อไป แต่ทุกคนก็เป็นมิตรดี มีคนมาถามว่าเรียนเอกแล้วหาเวลามาเล่นแบบนี้ได้ไงคะ ไม่เหนื่อยเหรอ เราก็บอกได้คำเดียวว่า เราบ้าค่ะ บ้าไปแล้ว ตอนนี้งานไม่ประดังเข้ามามาก แต่ต่อไปสิ คงจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมากมาย แปลกที่ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการเล่นกีฬาเหลือเกิน ปกติจำได้ว่าชั่วโมงพละเวียนมาทีไร ไ่ม่ชอบเลย อยากนอนป่้วยอยู่ห้องพยาบาล เกลียดมาก ทั้งที่ตอนที่เด็กกว่านี้ มีพละกำลังฟิตกว่านี้ เราน่าจะชอบ ตอนนี้เวลาเขีนงานเบื่อๆ ก็อยากจะออกไปเดินหรือวิ่งตรงทะเล เล่นฟุตบอลกับเพื่อน ตีกอล์ฟ ตีสควอช และ (ที่เพิ่งเพิ่มมาใหม่) ยิงธนู อากิบอกว่าเพราะเราแอบเป็นคนชอบแข่งขัน แต่เราว่าไม่จริงอะ เพราะเราก็ไ่ม่ซีเรียสนะ กอล์ฟ ธนู ก็แข่งกับตัวเองทั้งนั้น ฟุตบอลก็ขำๆ เว้นแต่สควอช อันนี้เอาจริง คิดแล้วก็แปลกเหมือนกัน ใครเป็นเหมือนกันและมีคำอธิบายดีๆ บ้าง |
|
|