Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    31 October

    Day Forty One and Forty Two: เหนื่อยค่ะ

    Day Forty One and Forty Two: เหนื่อยค่ะ

    ไม่มีแรงอัพค่ะเมื่อวาน ก็เลยยกยอดมาวันนี้
    เมื่อวานพยายามเขียนแต่ก็ทำไม่ได้มาก
    ก็เลยรู้ว่าต้องหยุดแล้วล่ะ อยากไปคุยกับเพื่อน ก็เลยรุดไปห้องของดาเนียลา คุยกันสองสามชั่วโมง

    เสร็จดาเนียลากับแซมก็ชวนไปฟังเพลง jazz ที่ byre
    เจ้าของวงเห็นเรามาปุ๊บจะส่งหนังสือโน้ตเพลงกับคอร์ดให้เล่นล่ะ เพราะแซมไปคุยไว้ว่าพอเล่นได้ (~จริงๆ ไม่ได้หรอก)
    เหนื่อยค่ะ แล้วไม่มีอารมณ์ก็เลยบอกว่าไว้คราวหลัง คราวนี้ขอดื่มเบียร์ BEST และ St Andrews ale
    หัวหน้าวงบอกว่าวันหลังถ้าเล่น เขาจะเลี้ยงเบียร์
    แล้วเรามีเหรอคะจะปฎิเสธ
    ก็เลยรับปากไป (~ไม่ได้เห็นแำก่ดื่มเลยค่า)
    ถึงเวลานอนก็หลับเป็นตาย เหนื่อยจากไหนก็ไม่รู้

    วันนี้พยายามเขียนใหม่ ก็ดีขึ้น writer's block ถูกกำจัดไป
    แต่ก็มี block ใหม่ๆ อีกหลายอัน
    ก็เลยไปห้องสมุด ไปหาข้อมูลเพิ่มนิดหน่อย
    เสร็จก็ไปฟังสัมมนาเรื่อง อัตลักษณ์และ Modernism/ Inferiorization argument ใน ละตินอเมริกา
    ไปก็ไม่ได้่คาดหวังว่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่ทำอยู่
    แต่ที่ไหนได้ แหม มันดีจริงๆ
    ก็ได้ไอเดียเก๋ๆ มาเพิ่มเติม

    ขอแนะนำว่าคนที่มี writer's block ให้ลองไปทำกิจกรรมหรือหาหนังสืออะไรที่ดูจะไม่เกี่ยวกับศาสตร์หรือความสนใจของเรา
    เพราะมันมหัศจรรย์มาก เราจะพบว่าทุกอย่างมัน link กันหมด แ้ล้วมันจะทำให้เรามองงานของเราแบบสดใหม่มากขึ้น
    เกิดขึ้นหลายทีแล้วนะจากประสบการณ์

    อ้อ ลืมเล่าย้อนว่าตอนเที่ยงไปฟังคอนเสริตที่ Younger Hall ซึ่งเป็นหอประชุมที่นี่ ปกติเราก็ฟังทุกวันศุกร์อยู่แล้ว เพราะมันฟรี มันสบายดี คนน้อย แถมยังมีชากาแฟให้นำเข้าไปดื่มไปด้วยฟังไปด้วยได้ มัน relax ดี ทันยาก็ไปด้วยวันนี้ นั่งกันชั้นสอง เสียงดีมาก วันนี้ได้ฟังทั้ง Haydn และ Bach เป็น String Quartet ของพวก undergrad ฟังแล้วรู้สึกเสียดาย Haydn เพลงสุดท้ายของคิวเพลง เพราะน้องๆ ลืม tune เสียงให้ตรงกัน เชลโลกับวิโอลาไปกันคนละทางเลยค่ะ ก็ตลกดี แล้วฟังแล้วก็ปวดหูดี ทันยาถึงกับหันมาบอกว่าเออ เขาจะหยุดเล่นแล้ว tune เสียงให้ตรงกันก่อนได้มั้ยน่ะ

    วันนี้ Deans Court มี Costume Party ซึ่งไม่ไปค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะไม่เห็น point ของการฉลอง Halloween แหม เราก็คนไทย จะมา Happy Halloween มันก็กระไรอยู่ ส่วนหนึ่งคือไม่เห็น point ของการแต่งตัว และขี้เกียจหาด้วยนี่เอง อาจจะแว่บไปทีหลังตอนดึกๆ
    ตอนทุกคนเมา (จะได้ขโมยไวน์ดื่มเล็กน้อย 555 แหม ขำๆ) ทันยาก็บอกว่าให้มาตอนดึกๆ จะเก็บเบียร์ไว้ให้ ตอนแรกจะเก็บ port แต่ไม่ทราบใครที่นี้เป็นเหมือนกันมั้ย ไม่ชอบ port ค่ะ ชอบ sherry มากกว่่า ไม่รู้ทำไม โดยเฉพาะ sherry ราคาย่อมเยาที่ foodland เมืองไทย โว้ คิดแล้วเปรี้ยวปากค่ะ

    เอ๊ะ ทำไมวันนี้อัพมีแต่เรื่องแอลกอฮอล์ ต้องออกตัวก่อนนะคะ
    ว่าปกติไม่ค่อยดื่ม เราดื่มเพื่อเข้าสังคมและดื่มเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นเท่านั้น

    เอาละ ได้เวลาข้าวเย็นละ ต้องไปก่อนค่ะ
    ขอให้มีความสุขค่ะ ทุกคน
    Miss you!!

    29 October

    Day Forty: ฟองสบู่ ซึ่งทำให้การยึดติดเป็นเรื่องดี

    Day Forty: ฟองสบู่ ซึ่งทำให้การยึดติดเป็นเรื่องดี

    Part One

    มีหลายครั้งที่ฉันมองตัวเองในกระจก แล้วคิด... ย้ำกับตัวเองว่า

    ฉันอายุ 25 แล้ว
    ฉันเป็นผู้หญิง
    ฉันเป็นคนไทย
    ฉันมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้เดือนกว่า
    ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันกำลังจะพยายามทำนี้ เป็นสิ่งที่ฉันสามารถทำได้แน่นอน

    แต่แล้ว... ถ้าเป็นเช่นนั้น

    ฉันมาทำอะไรที่นี่??

    ต้องห่างบ้าน และเพื่อน และชีวิตที่บ้าน
    ต้องใช้เวลากว่าจะรู้ว่าชีวิตที่บ้านไม่เหมือนวิดีโอที่เราจะกด Pause แล้วพอเรียนจบก็กลับไป Resume กด Play ต่อได้
    โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราทุกคนเปลี่ยนแปลงไปทุกวินาที แม้กระทั่งตอนเขียนบลอคนี้
    ต้องใช้เวลานานกว่าจะทำตัวให้คุ้นเคยกับสภาพความรู้สึก in exile... ความ in between ของการที่ต่อไปนี้ เราจะเห็นเพียงแขกของที่นี่ และเป็นแขกที่มาเยือนบ้านเกิดเราได้ชั่วครั้งชั่วตราว
    และคงจะ settle ที่ใดไม่ได้จริงๆ จนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น
    (และนี่คือเหตุที่ชอบ postcolonial
    มันตรงกับชีวิตดี มันเป็นเป็นรูปธรรมที่สุดแล้ว)  

    มองตัวเองในกระจก ถามตัวเอง
    จำเป็นต้องมีกระดาษใบนั้น ใบที่จะบ่งชี้ว่าฉันทำสำเร็จแล้ว ด้วยงั้นหรือ
    ฉันมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง แล้วแค่นี้ไม่พอหรือ
    ฉันยังต้องการอะไรอีก

    (~น่าแปลกที่ชีวิตเราหลายคนถูกจำกัด ควบคุมด้วยกระดาษ ไม่ว่าจะเป็นธนบัตร ปริญญา หรือ ใบสมรส) 

    แต่นี่คือระบบ คือ technology ในการจัดการคนที่สังคมเราสร้างมานาน
    เราเป็นฟันเฟืองหนึ่ง และต้องระวังอย่าเป็นฟันเฟืองที่ตายด้าน ไม่ได้คิดอะไรมากนอกจาก หมุน และหมุน และหมุน จนกว่าจะมีมือวิเศษมาเปลี่ยนเราออกไป ทิ้งเรารวมกับกองขยะใหญ่ๆ และใส่ฟันเฟืองใหม่เข้าไป หมุนๆๆๆๆ เพื่อจรรโลงกระแสหลักที่ไม่มีใครตั้งคำถามเพราะคิดว่านี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต โดยที่อันที่จริงมันไม่ใช่

    --------------------------------------------------------------------------------------------------------
    Part Two

    ชีวิตมหาวิทยาลัยมีผลดีและผลเสีย

    ผลดีคือเราได้พัฒนาตัวเอง
    เพราะจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ใบกระดาษ ซึ่งเป็นแค่วัตถุ ไม่มีความหมายใดใด
    แต่อยู่กับระยะเวลาที่เราได้คิดอะไรจริงจัง ได้พุ่งสมาธิและแรงกายแรงใจไปกับงานของเรา ซึ่งหวังว่าจะยังประโยชน์ให้ส่วนรวม
    ได้อยู่กับสิ่งที่เรารัก ไม่ใช่วันๆ ไปทำงานอย่างซังกะตาย ซึ่งมีแต่จะฆ่าส่วนที่เป็นเราไปทีน้อยๆ
    ทำให้เรากลายเป็นคนตายด้านในที่สุด
    ไม่มีใครอยากเป็นเช่นนี้

    และเมื่อเราได้โอกาสที่คงไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ (~ที่ทุกวันเราจะรู้สึกนึกขอบคุณ ขอบคุณ และขอบคุณ ที่มีทุกวันนี้)
    ในการหล่อเลี้ยงจิตและสมองให้ตื่นตัว ทำในสิ่งที่รัก เพื่อกลับไปแบ่งปันคนที่บ้าน
    เราก็จะทุ่มเต็มที่

    ซึ่งนำมาสู้จุดที่ต้องการจะขยายความต่อไป 

    คือผลเสียของชีวิตมหาวิทยาลัย
    เห็นได้ชัดคือโลกความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนี้ เราไม่ได้แวดล้อมด้วยนักวิชาการ ในโลกของฟองสบู่
    และการคิดตลอดเวลา มันมีเส้นกั้นที่บางมากระหว่าง
    คิดอย่างเป็นวิชาการ กับ
    คิด... ฟุ้งซ่าน

    ยากที่สมองของเราจะต้องคิดเรื่องที่เป็นนามธรรม
    ในขณะที่เท้าของเราจะต้องติดดิน

    เพราะฉะนั้นการยึดติดอาจจะเข้ามามีประโยชน์

    พระพุทธเจ้้าสอนไม่ให้เรายึดติด ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง
    เราต้องกำหนด ต้องควบคุมและรู้ทันความรู้สึกของเราที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
    อย่าเศร้าเกิน อย่าสุขล้น
    อย่าลอยไปกับลูกโป่งแห่งนามธรรม แต่ต้องฉุดมันลงมามอบให้เด็กที่อยากได้ ทั้งหมดเพื่อรอยยิ้มเล็กๆ ตรงมุมปาก

    แต่ในที่นี้ การที่เท้าจะติดดิน เราจำเป็นที่จะต้องยึดติด
    เราำจำเป็นต้องยึดติดกับการละสายตาจากกระจกแล้ว
    อ่านข่าวบ้านการเมือง เราต้องละสายตาจากเอกสารในมือ
    และไปคุยกับทุกๆ คนที่พร้อมจะเปิดใจแบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ความรู้สึกต่างๆ



    และบางครั้งมันไม่ได้ทำได้ง่ายๆ...
    และบางครั้งมันไม่ได้ทำได้ง่ายๆ...
    28 October

    Day Thirty Nine: เมื่อการซ้อมบาสกลายเป็น... Tournament!!!

    Day Thirty Nine: เมื่อการซ้อมบาสกลายเป็น... Tournament!!!

    ค่ะ วันนี้ตอนเช้ากัปตันทีมคือวิคตอเรียเดินเข้ามาตบไหล่พร้อมบอกว่าเย็นนี้ทุ่มสี่ห้า เราจะนั่งรถไปสนามบาสกัน
    เราก็เออ ดีเนอะ ได้ซ้อมสักนิด ถึงวันจริงจะได้ไม่หลงไรมาก ก็นั่งทำงานสวยๆ ไปไม่คิดไรมาก
    หลังทานอาหารก็เดินเล่นแถวทะเลสบายใจเฉิบ

    กลับเข้ามา
    เมย์ ซึ่งเป็นเพื่อนชาวไต้หวันบอกว่าวันนี้ตื่นเต้นมากเพราะแข่งจริง
    แข่งกับ Hall อื่นๆ ทั้งหมดของ St Andrews
    เราก็ ฮ๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
    อารายยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

    ตายละ แล้วคนไปดู ไปเชียร์เนี่ยเยอะมากล่ะ ผู้ชายทั้งนั้นด้วย เขินค่ะ เพราะไม่ได้เล่นเก่งอาร๊ายยยยยยยยยยยยยย

    แต่วิคตอเรียบอกว่าพวกเราเล่นเก่งกว่าผู้ชายแน่นอนเพราะผู้ชายไม่ได้แชมป์ค่ะ ได้แค่ที่สี่
    บางคนยังไม่รู้กฎบาสพื้นฐานเลยเช่นการเลี้ยงลูกสองมือเนี่ย มันยังคิดว่าผิด เป็นต้น

    ไปถึงปุ๊บวิคตอเรียก็บอกว่า เซอร์ไพรส์ค่ะ เราก็เออ ขอบคุณมาก
    เล่นเกมส์แรก เหลวค่ะ แพ้ไปหนึ่งลูก เพราะเราเล่นสะเปะมาก ไม่ได้ซ้อมกันมาก่อน
    ก่อนเริ่มเกมส์ต่อไปเราก็เลยเสนอตัวขอเป็นการ์ด เพราะเกมส์แรกได้บลอคผู้หญิง (ตัวใหญ่มาก เหมือนยักษ์) ได้ด้วยการพุ่งน้ำหนักตัวและใช้บั้นท้ายในการดันไม่ให้เธอมาแย่งบอลจากชู๊ตเตอร์ได้ ก็เลยได้คะแนน ผู้ชายถึงกับโห่ร้องในความ...ยังไงล่ะ ความพยายามทำตัวเป็นยักษ์ของเรา
    เกมส์สองโลกกล๊ม เจอเพื่อนที่รู้จักชื่อ Joy เป็นคนฮ่องกง เจอกันตอนไปชิมวิสสะกัี้
    เราก็เลยเอาวะ บลอคคนนี้ล่ะ ผู้หญิงคนเอเชียมาตรฐานสู้กระดูกดิชั้นไม่ได้ค่ะ ก็วิ่งตามเลยค่ะ แย่งบอลจากมือ ฟาวล์หลายครั้งล่ะ
    เพื่อนเธอก็มาศอกสวยๆ เราก็ยังไงคะ ศอกกลับ สนุกสนาน แต่ก็ตบมือ hi five กันหลังจากนั้นไม่มีไร

    Joy เป็นชูตเตอร์ เจอเรา
    ก็เลยไม่ได้ชู้ตสักลูก คงรำคาญเราเหมือนกัน แต่ก็นะ มันเป็นเกมส์ เราก็เลยชนะลอยลมไป
    ไม่ได้จะบอกว่าเพราะเราทีมจึงชนะหรอกนะคะ วิคตอเรียและเคลซีเพื่อนเมกันเก่งไม่ทีที่เป็นเมกันจริงๆ ค่ะ เล่นกันสวยๆ

    เกมส์สามดิชั้นเริ่มเดี้ยง เจอ undergrad ไปสองเกมส์ รู้สึกว่าสังขารชั้นเหมือนเป็นป้าคอยวิ่งตามเด็กเพราะมันวิ่งกันเร็วไรล่ะ เผลอแป๊บหนึงหายๆ
    ก็เลยตบมือให้เมย์ลงแทน รู้สึกหายใจไม่ทันด้วยค่ะ แสบปอด อากาศมันหนาว
    แต่เมย์ตัวเล็กกว่าเรา และแม้จะเร็วกว่าแต่เธอโดนทับค่ะ (~ดีที่ไม่เกิดชะตากรรมนี้กับเรา) คงช้ำไปหลาย
    เกมส์ต่อไปจึงลง (เล่นทั้งหมด 6 เกมส์!!! เกมส์ละแปดนาที)
    แล้วทีมเราก็ชนะรวดค่ะ เพราะเริ่มเข้าขากัน


    (บรรยายภาพ) เอ่อ ทันยาเป็นคนถ่ายรูป แล้วในรูปเราคิดว่าเรากำลัง High five กับวิคตอเรีย
    แต่ว่าทุกอย่างคงจะเร็วมาก เราเคลื่อนไหวกันเร็วค่ะ เป็นป้า speedy กัน

    เล่าต่อ... เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด คือมีนังอ้วนคนนึง คือไม่อยากไม่สุภาพ แต่มันจริง
    ไม่ได้สูงนะคะ อ้วนและแรงเยอะมาก มาบลอคดิชั้นค่ะ แล้วไม่พอ ศอกดิชั้นที่สีข้างค่ะ
    แล้วเกิดเหตุนี้มีใครเห็นมั้ย ไม่มี๊ ไม่มีจริงๆ
    ก็จุกค่ะ เจ็บมากถึงขั้นอยากให้เมย์ลงมาเล่นตอนนั้นเลย แต่ไม่ได้ เพราะเธอทำท่าจะขโมยลูกชู้ตเอง
    ก็เลยกระโดดตบบอลค่ะ เหมือนวอลเล่ย์แต่ไม่ใช่ คือใช้แรกจุกทั้งหมดอัดบอลลงพื้น
    แล้วก็พลาดค่ะ ล้มเองกลางสนามสวยงาม เป็นอันเรียกเสียงฮาแกมสงสารจากไอ้เพื่อนผู้ชายนิสัยไม่ดีไป
    เราก็โกรธเล็กๆ ก็ไม่เป็นไร เราก็เข้าไปบลอคเขาค่ะ
    เขาทำไงคะ จั๊กกะจี้เราค่ะ มียังงี้ด้วย เวลาบลอคเราใช้หลังและบั้นท้ายและเอวใช่มั้ยคะ นังนี่เก๋มากค่ะ ใช้นิ้วจิ้มเอว
    เราก็ฮะ เกิดไรขึ้น ทำงี้ได้ด้วย แต่มันขำอะ 55555
    ก็หัวเราะตบไหล่้กันไป ได้เพื่อนเพิ่มมา

    และเราก็ชนะ แต่พิษของคุณเธอคือทำให้เกมส์สุดท้ายถึงกับเล่นไม่ได้เลยทีเดียว หายใจไม่ทัน แล้วปวดสีข้าง
    ต้องส่งใจให้น้องเมย์ลง
    ซึ่งก็ทำได้ดี เกือบแพ้ร่อแร่ ดีที่ท้ายสุดเราได้คะแนนจากลูกชู้ตที่หวาดเสียวของวิคตอเ้รีย

    ผลคือพวกเรากลายเป็นแชมป์บาสหญิงไป มีถ้วยรางวัลโดยปริยาย นับเป็นประวัติการ
    เพราะ Deans Court ไม่ได้ชนะมานานแล้ว
    ก็รู้สึกสนุกนะ พวก Undergrad ทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำว่า วัยชรา ค่ะ
    เพราะเราไม่สามารถเร็วได้เท่ากับตอนที่เราอายุเท่าพวกนั้น

    แต่ก็นะ แก่กว่าหมายถึงกระดูกแข็งกว่า ประสบการณ์เยอะกว่า
    และ VIOLENT (เพราะด้าน) กว่าค่ะ ทำให้ช่วงชิงชัยชนะมาได้

    ต้องตบมือให้กับความเก่งของเพื่อนๆ ทุกคนในทีมจริงๆ เราเป็นแค่การ์ด เราคงทำให้ทีมชนะไม่ได้ถ้าไม่มีชูตเตอร์และคนอื่นๆ
    เก่งมากค่ะ Deans Court Ballers!!!


    (บรรยายภาพ จากซ้าย เมย์ ฟีบี ลอเรน วิคตอเรีย เคลซี และดิชั้น หลังแข่งค่ะ เหนื่อยมาก แล้วที่ล้วงกระเป๋าไม่ใช่ไร มันปวดค่ะ ปวดสีข้างงงงง)
    27 October

    Day Thirty Seven and Thirty Eight: วันนี้วันดี (~แต่ไม่ใช่สำหรับ New Criticism)

    Day Thirty Seven and Thirty Eight: วันนี้วันดี (~แต่ไม่ใช่สำหรับ New Criticism)

    Kindness

    Kindness glides about my house.
    Dame Kindness, she is so nice!
    The blue and red jewels of her rings smoke
    In the windows, the mirrors
    Are filling with smiles.

    What is so real as the cry of a child?
    A rabbit's cry may be wilder
    But it has no soul.
    Sugar can cure everything, so Kindness says.
    Sugar is a necessary fluid,

    Its crystals a little poultice.
    O kindness, kindness
    Sweetly picking up pieces!
    My Japanese silks, desperate butterflies,
    May be pinned any minute, anesthetized.

    And here you come, with a cup of tea
    Wreathed in steam.
    The blood jet is poetry,
    There is no stopping it.
    You hand me two children, two roses. วันนี้เป็นวันดี วันคล้ายวันเกิดของคนที่เขียนกลอนที่ได้ copy มาแปะไว้ข้างบน
    และเป็นว้นที่เราได้รับ feedback ที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาสองท่าน รู้สึกมีกำลังใจมากๆ
    เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นวันดีสองเท่า:)

    อ่านจากตัวบทเพียงอย่างเดียว
    คงจะไม่มีใครทายถูกว่าเจ้าของวันเกิดวันนี้เป็นใคร
    เพราะคงไม่มีใคร

    คาดคิดว่า

    ผู้หญิงคนนี้



    Sylvia Plath (1932-1963)

    จะสามารถเขียนกลอนมองโลกในแง่ดี หรือ ไม่ค่อยมืดมนมากนักนี้ได้
    จริงๆ เธอเขียนไว้เยอะเชียวแหละ
    เพียงแต่มันไม่โด่งดังเท่า Daddy หรือกลอนที่อ่านแล้วรู้สึำกสยอง หรืออึ้งหรือทึ่ง บทอื่นๆ
    การเลือก text มาสอนในมหาวิทยาลัยมีผลในการ shape ความรู้สึกของคน หรือการ label ตัวบทของเรา

    เป็นธรรมดาที่คนที่รู้สึก secure กับ New Criticism (คือ การอ่านและวิเคราะห์ตัวบทอย่างเดียว โดยไม่ดูบริบททางสังคม วัฒนธรรม หรือชีวประวัตินักเขียน) จะรู้สึกเกลียดชังหรือเกรงกลัวงานแบบนี้ - งาน confessional-

    แซมเป็นตัวอย่างที่ดี
    เขาบอกว่าเขาชอบดูงานยุคกลาง ชอบอ่านต้นฉบับ แปลละติน เพราะเขาจะได้แยกชีวิตและตัวงานได้
    เขาไม่ชอบวูลฟ์ ไม่ชอบซิลเวีย ไม่ชอบงานที่เขาเรียกว่า "ซับซ้อน" เขาเชื่อว่าไม่ควรตีพิมพ์อนุทินของนักเขียนด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นสถานที่ส่วนตัว ที่เราในฐานะผู้อ่านไม่ควรเข้าไปยุ่ง เหมือนเข้าไปค้นของชาวบ้าน

    เราก็จะขอ (เถึยง) เสนอว่าแหม งานศิลปะมันมาจากไหน มันมาจากชีวิตของคนที่เขียน มาจากสภาพสัังคม clip ข่าวในหนังสือพิมพ์ในวันที่ผู้เขียนจับปากกาเขียน มาจากคนอื่นๆ ในชีวิตของนักเขียน มาจากเพลงที่ฟัง ละครที่ดู สัตว์เลี้ยงที่เคยเลี้ยง โอย ซับซ้อน
    และการตัดทุกอย่างมาดูตัวบทอย่างเดียว มันทิ้งความซับซ้อนของชีวิตไป

    การเขียนอนุทินบางทีเราก็พูดว่าเป็น private sphere ไม่ได้เต็มร้อย เราเขียนเพราะราอยากสื่อสาร และนั่นก็พอแล้วล่ะ
    แม้การสื่อสารกับตัวเองมันก็มีกระบวนการตีความ ตัวตนของเราเปลี่ยนไปทุกขณะ เพราะฉนั้นมันคงไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัวได้จริงๆ หรือได้นานหรอก
    บางคนหวังจะให้มีคนมาอ่านหลังจากที่ตัวเองไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว
    Schopenhauer ก็ว่าไว้ว่าทุกสิ่งที่เราทำมันมาจากการที่เรารู้ว่าสักวันความตายจะมาพรากตัวตนของเราจากตัวเรา
    เราจึงพยายาม struggle พยายามทิ้งอะไรบางอย่างของเราบนโลกนี้ให้คนอื่นได้จดจำ

    พวกพิพิธภัณฑ์เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างพื้นที่ในการ REMEMBER จดจำ และ RE-MEMBER ปะติดปะต่อตัวตนและความทรงจำที่ขาดหายไป

    การเขียนบลอคเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครที่เขียนโดยไม่นึกถึงคนอ่าน
    เราเขียนเพราะเราอยากจะสื่อสาร
    อยากให้รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของ Sylvia Plath และอยากเล่าว่าเราคิดเห็นเป็นอย่างไร เกิดไรบ้าง เป็นต้น

    แรงบันดาลใจในการเขียนบลอค ของการผลิตตัวบท online นี้ เกิดจากการที่เรานึกถึงงานของSylvia
    พอนึกถึงงานของเธอก็นึกถึงเพื่อนชาวอเมริกันที่ไม่ค่อย appreciate ตัวเธอ
    การเลือกกลอนมา post ไว้ในนี้มันมาจากการอ่านข่าวในผู้จัดการเช้านี้ที่อ่านแล้วรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่บ้าน
    มันมืดไปหมด จนไม่คิดว่าวันนี้จะเลือกตัวบทที่มืดมนของ Sylvia มา post

    เราเขียนเพราะวันนี้เราได้พบอาจารย์ที่ปรึกษา และเรามีความสุข โล่งอก
    เราเขียนเพราะเรามีชีวิตที่ซับซ้อน และความรู้สึกที่ผ่านไปผ่านมา
    เราเขียนเพราะอยากจะเสนอทางเลือกอื่นนอกจาก New Criticism ที่แสนจะจำกัดความคิด
    และอะไรอีกหลายอย่าง เพลง Alicia Keys การจูนเปียโนในห้อง common room
    กลิ่นชา Ceylon ในห้องนอน

    และอีกมากมาย

    ตัวบทในตัวของมันเองเก็บทุกอย่างไม่ได้หรอก
    (และแม้การดูบริบทที่แวดล้อมจะไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด -และทางที่ดีที่สุดเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้- แต่มันก็ยังดีกว่าการ limit ตัวเองแค่นั้น)

    ใครว่าจริงมั้ย

    25 October

    Day Thirty Five and Thirty Six: อาหาร Bronte และ Woolf

    Day Thirty Five and Thirty Six: อาหาร Bronte และ Woolf

    เมื่อวานฟังสัมมนาเรื่อง Feeding and Starvation in Charlotte Bronte's Novels ก็น่าสนใจดี
    เพราะอ่าน Jane Eyre มานาน แล้วรู้สึกสงสัยมานานว่าทำไมนางเอกมันผ๊อมผอมจัง เน้นเหลื๊อเกินเรื่องหุ่นของนางเอกว่าเหมือนเด็กบ้างล่ะ
    ผู้ชายยก (~เหมือนตุ๊กตา หรือสิ่งของ) หรืออุ้มได้ง่าย เพราะน้ำหนักน้อยบ้างล่ะ โครงเล็กบ้างล่ะ
    (~เรื่องอื่นๆ ก็เช่นกัน นางเอกของ Bronte ต้องผอมล่ะ ซึ่งเทียบกับค่านิยมในสมัยนั้น แหม มันไม่น่าจะเ้ข้า)

    การบรรยายอาหารเนี่ยก็สองแง่สองง่าม อย่างหนึ่งคือเป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่จะ provide อาหารให้ผู้ชาย เหมือนตอนจบที่นังเจนถือคนโทหรือเหยือก (จำไม่ค่อยได้แล้ว ใครช่วยมาแก้ที อาจารย์คารินาคงจะทราบเป็นอย่างดี) ไปเติมน้ำให้กับสามีที่ตาบอด เป็นภารกิจของ Angel in the House ที่วูลฟ์ทั้งรักและทั้งพยายามจะฆ่าให้ตายคามือ (ที่ถือปากกา) เป็นหน้าที่ของผู้หญิงที่จะต้อง self-starve อดอาหารล่ะ เพราะเชื่อว่า (รากมาจากคริสตศาสนา อย่าลืมว่าพ่อของคนเขียนทำอาชีพอะไร ใครไป Haworth กับเราคราวที่แล้วคงจะจำได้ โบ ไหว่ เจน ตอบมาสิคะ) การกินมากจนอ้วนเนี่ยมัน signal เรื่องบาปโลภอาหารจนถึงการหมกมุ่นในเรื่องกามกำหนัดจนเกินงาม ซึ่งเป็นความคิดที่งี่เง่าสุดจะบรรยาย และแน่นอนมัน patriarchal เพราะปลูกฝังให้ผู้หญิงปฏิเสธความต้องการและสิทธิในการบริโภคของตัวเอง หลายคนเชื่อกันว่า Charlotte Bronte เองก็ตายเพราะขาดอาหารและน้ำ ไม่ใช่ TB อย่างที่เข้าใจ (ไป Haworth คราวที่แล้วเห็นเอกสารบทบรรยายเรื่องมันฝรั่ง คือ แม้ครอบครัวนี้จะไม่ได้จนหรือขาดแคลนอาหาร แต่บางมื้อพวก Bronte กินแต่มันฝรั่ง!! จะอดทำมายยย)

    นี่คือสิ่งที่ทำอย่างไร อ่านยังไง เราก็ไม่ชื่นชอบ Jane Eyre แบบมากๆๆๆๆ สักที

    อีกแง่หนึ่งคือ ที่วิคตอเรีย นักเรียน ป เอกที่นี่สำรวจและเสนอในเปเปอร์คือ self-starvation เป็นวิธีการ articulate หรือ ส่งเสียงเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง
    ก็ยกตัวอย่างเป็นฉาก (~รู้สึกว่าจะอยู่ใน The Professor มั้ง) ที่ผู้ชายพยายามป้อนอาหารให้นางเอก แล้วนางเอกไม่ยอมกิน
    ผู้เสนอเปเปอร์ก็แนะว่ามันเก๋ เพราะเป็นการไม่ยอมให้ผู้ชายมีอำนาจเหนือสิทธิในการบริโภคของตัวเอง

    และในที่นี่เราก็ต้องค้าน (โดยละม่อม) ว่ามัน too far แล้วล่ะ เราก็ยกมือถามว่าแล้ว standard นี้น่ะ มันมีใช้กับผู้ชายมั้ย เพราะเท่าที่อ่านมาเนี่ย (~และเท่าที่จำได้) ผู้ชายของ Bronte จะต้องตัวสูงใหญ่ล่ำซำ สามารถยกผู้หญิงได้ กินไรได้เยอะแยะล่ะ ผู้หญิงสิต้องมีหน้าที่ป้อนอาหารให้ผู้ชาย
    ไม่มีบทบรรยายด่าผู้ชายอ้วน มีแต่บทบรรยายด่าผู้หญิงอ้วน
    และด่าผู้หญิงที่กรนตอนนอนเพราะมัน signal การปล่อยเนื้อปล่อยตัว (อ่านแล้วก็หงุดหงิดนิดหน่อย ทำไมชั้นจะอ้วนและกรนไม่ได้ฮะ!! 555)
    จะหมายความว่าผู้ชายมี rights to gluttony และเรื่องเพศมากกว่าผู้หญิงใช่มะฮะ

    คนเสนอเปเปอร์ก็เออเนอะ
    ไม่เห็นแฮะ รู้สึก standard นี้ (เช่นเดียวกับ standard ส่วนมากในโลก) มักจะใช้กับผู้หญิงเท่านั้น

    ถ้าจะมอง Bronte ในแง่นี้ เราว่าเรื่องของอาหารและการบริโภคในงานของ Bronte เป็น ambivalence ซะมากกว่า
    คือมันยังไม่ชัดเจนว่างานของ Bronte มัน revolutionary ในแง่นั้น
    แต่จะไม่ได้บอกว่า Bronte ไม่เก๋ เพราะความ ambivalence มันก็ท้าทายกรอบความคิดกระแสหลักแล้วล่ะ
    มันอยู่ที่วิธีการอ่านและตีความ
    เราคงไม่กล้าบอกว่าผู้เขียนมี agency ตระหนักรู้ว่ากำลัง rally เรื่องสิทธิผู้หญิงผ่านการเขียนเรื่องอาหาร
    มันเยอะไปค่ะ

    ทำให้นึกถึงวูลฟ์ ใน To the Lighthouse
    หลายคนคงจะจำ Boeuf en Daube ได้
    Boeuf en Daube เป็นอาหารที่ Mildred ซึ่งเป็นแม่ครัวของครอบครัว Ramsay ได้อุตส่าห์เสียเวลาทั้งวันตระเตรียม
    และการเสริฟจานนี้มันต้องร้อน ทุกอย่างจะต้องลงตัวพอเหมาะ วูลฟ์ก็บรรยายว่า Mrs Ramsay ก็ sublimate หรือ ยกอาหารจานนี้เป็น masterpiece ในการวัดคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของชีวิตและคุณค่าความงามของปัจจุบันกาล

    and they were having Mildred’s masterpiece—BOEUF EN DAUBE. Everything depended upon things being served up to the precise moment they were ready. The beef, the bayleaf, and the wine—all must be done to a turn. To keep it waiting was out of the question. Yet of course tonight, of all nights, out they went, and they came in late, and things had to be sent out, things had to be kept hot; the BOEUF EN DAUBE would be entirely spoilt.

    ซึ่งเป็นตัวอย่างของ ambivalence คือ ในแง่หนึ่งนี่คือ Angel in the House (Mrs Ramsay) ที่กำลังปฎิบัติหน้าที่เป็น provider ให้ทุกคนมีความสุขระหว่างกินข้าว วางแผนเป็นแม่สื่อจับคู่ให้คนบ้างล่ะ ต้องคุยให้คนรู้็สึกดีบ้างล่ะ

    แต่อีกแง่หนึ่ง การบรรยายจนเห็นภาพว่าอาหารนี้เหมือน masterpiece เป็นผลงานทางศิลปะของผู้หญิง ที่เวลาชิมหรือลิ้มรสเนี่ย ทุกอย่างมันต้อง perfect เป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่มีวันทำได้ และไม่มีวันเข้าใจ นี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าศิลปะอาจจะเป็นช่องทางที่ผู้หญิงจะ articulate ความเป็นตัวตน ความต้องการ และสิทธิในการบริโภค ในแง่นี้อาจจะไม่ใช่แค่ได้เสพ Boeuf en Daube แต่ได้สัมผัสอำนาจการสร้างสรรค์ที่อยู่เบื้องหลัง ที่อยู่ในมือและส่งผ่านแบ่งปันให้คนอื่นผ่านจิตใจอันกว้างขวางของผู้หญิง

    There it was, all round them. It partook, she felt, carefully helping Mr Bankes to a specially tender piece, of eternity; as she had already felt about something different once before that afternoon; there is a coherence in things, a stability; something, she meant, is immune from change, and shines out (she glanced at the window with its ripple of reflected lights) in the face of the flowing, the fleeting, the spectral, like a ruby; so that again tonight she had the feeling she had had once today, already, of peace, of rest. Of such moments, she thought, the thing is made that endures.

    “Yes,” she assured William Bankes, “there is plenty for everybody.” “Andrew,” she said, “hold your plate lower, or I shall spill it.” (The BOEUF EN DAUBE was a perfect triumph.)

    เป็นชัยชนะที่สมบูรณ์แบบจริงๆ ว่ามั้ย:)

    ปล Ambivalence มันชัดเจนยิ่งขึ้นถ้าเรารู้ว่าวูลฟ์เองก็ถูกสามีบังคับให้กินข้าวให้เป็นเวลา ไดอารีเต็มไปด้วยเรื่องของอาหารที่คนรับใช้คือ Nelly ต้องมานั่งทำแล้วเธอต้องมานั่งกระเดือกด้วยความเกรงใจและไม่สบายใจและหงุดหงิดใจทุกวัน

    Ambivalence ชัดขึ้นเมื่อเรารู้ว่าวูลฟ์เองเป็น anorexia

    ฤา Boeuf en Daube และอาหารทั้งหลายที่แท้จริงจะพบได้แค่ในงานศิลปะ
    ชีวิตในศิลปะ ทำลายชีวิตทางกายภาพ??
    ฤาวูลฟ์เป็นปฏิพากย์ซ้อนปฏิพากย์ซ้อนปฏิพากย์ในตัวเอง??

    น่าคิดต่อไป

    23 October

    Day Thirty Four: คุยงานกับเวอร์จิเนียวูลฟ์

    Day Thirty Four: คุยงานกับเวอร์จิเนียวูลฟ์

    และแล้วอุปสรรคแรกของการมาเรียนที่นี่ก็เผยตัวออกมาให้เราได้ประสบพบเจอในการนัดคุยงานครั้งแรกกับซุปเปอร์ไวเซอร์
    ซึ่งกินเวลาร่วมสองสามชั่วโมง

    ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่ความโหดของซุปเปอร์ไวเซอร์ (เช่นที่พบพานมาในอดีต) หรือความใจดีเกินเหตุ (ซึ่งมีผลเสียคนละแบบ)

    แต่อยู่ตรงที่ว่า ซุปเปอร์ไวเซอร์ของดิฉัน คือ embodiment ของเวอร์จิเนียวูลฟ์จริงๆ
    คือทั้ง eccentric intimidating และ น่าสนใจ
    ความรู้สึกที่ได้จากการคุยกันเหมือนกับความรู้สึกตอนอ่าน The Waves ไม่เข้าใจในตอนแรกๆ
    เหมือนความรู้สึกตอนที่ "หลงสรรพนาม" หา pronoun ในงานของวูลฟ์ไม่เจอ ว่าเอ ตกลงที่พูดมาสิบสองหน้าเนี่ย มันเป็น soliloquy มัน monologue ของใคร (~คาดว่าหลายคนคงจะรู้สึกเหมือนกัน)
    เหมือนความรู้สึกตอนที่อ่าน Orlando แล้วงุนงงว่าผู้เขียนคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไร
    เหมือนอ่านอะไรงามๆ sublime ที่ทำให้ร้องไห้ หรือต้องวางหนังสือบอกว่า รับไม่ได้แล้ว มันสวยเกินไป ต้องหยุดๆๆ
    และอ่านอะไรที่ snobbish เช่นที่เขียนในอนุทินส่้วนตัว ว่าตอนที่วูลฟ์เดินตรงถนนแล้วเจอคนพิการ ก็รู้็สึก repulsive เกลียดยิวบ้างล่ะ (แต่ก็แต่งงานกับคนยิว) มันมี ambivalence มีปฏิพากย์ อะไรบางอย่างที่ทั้งทำให้เหนื่อยในการติดต่อสื่อสาร และรู้สึกตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

    จะเล่าให้คนที่บ้านฟัง ไม่ได้จะนินทาครูบาอาจารย์นะคะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องร้าย
    แต่อยากจะแบ่งปันความรู้สึกของวันนี้ขณะคุยงานว่า
    ถ้าวูลฟ์ยังมีชีวิตอยู่ วูลฟ์ต้องเป็นเหมือนสุภาพสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าแน่นอน จะยกตัวอย่างให้ฟัง

    ทักทายกัน เราก็คุยเรื่องสภาพอากาศ วันนี้ไม่ดีเลย ไม่มีแดดเลยสักแอะ ลมแรง ฝนตก หนาว
    อาจารย์ก็หยุดกึก หันมาบอกว่านี่มีเรื่องซีเรียสมากที่เธอต้องรู้และต้องทำ
    เราก็ถามว่า อะไรคะ ก็นึกว่าเรื่องงาน
    อาจารย์ก็บอกว่าถ้าวันไหนแดดออกต้อง stop everything ไม่ว่าจะพิมพ์งานหน้าคอม หรือนั่งอ่านหนังสือ คุยกับเพื่อน
    แล้วออกมาเดินข้างนอก เดินตรงชายทะเล รับแสงแดด เพราะนั่นเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่ได้มีวันดีๆ อย่างนั้นทุกวัน
    เราก็ฮะ นึกว่าเรื่องอื่น

    แล้วด้วยความที่อาจารย์เป็นนักเขียน เป็นศิลปินอย่างวูลฟ์ และในขณะเดียวกันก็ academic มากๆ เป็น professor ที่แปลทฤษฎีของ Cixous เป็นเพื่อนสนิทของ Cixous เราก็จะได้คำแนะนำแบบขัดแย้งกันเองเช่น "ทำไมไม่ใช้สรรพนาม I ในการเสนอทฤษฎีของเราเอง ทำไมใช้ We" แต่ขณะเดียวกันก็บอกว่า
    "การเขียนงาน academic เราต้อง objective" เราก็  ฮะ! งง จนต้องหาทางประนีประนอมเสนอว่าเขียนเป็น We เพื่อความ subjective แต่ในขณะเดียวกันก็ทิ้งสัญญาณให้คนรู้ว่าเป็นตัวเราที่กำลังเสนอได้มั้ย อาจารย์ก็คิดนาน แล้วไม่ใช่คิดอย่างเดียวค่ะ ซักพักก็ชวนเราคุยเรื่อง skype เรื่องการเมืองไทย เรื่องสีของเกลียวคลื่น เรื่องกลิ่นของชาใน North Point เรื่องวูลฟ์และ cinema เรื่องจักรวรรดิ เรื่องดอกแมกโนเลีย และเรื่องรอยเปื้อนบนรองเท้า
     
    หลายนาทีผ่านไป เราคิดว่าอาจารย์คงลืมคำถามและข้อเสนอของเรา
    พลัน อาจารย์ก็พูดว่า ค่ะ ได้ ทำตามนั้นละกัน

    นี่มัน stream of consciousness หรือเปล่าล่ะนั่น

    แล้วการบ้านที่อาจารย์ให้ ต้องเล่าย้อนว่าเราได้ส่ง draft ไป เป็นทฤษฎีล้วนๆ แต่ส่งไปตามคำแนะนำของซุปเปอร์ไวเซอร์คนที่สอง
    อาจารย์ซูซานยังไม่ได้อ่านงานนั้น แล้วมันเป็น rough draft เรายังไม่ได้ใส่ทฤษฎี Foucault และหลายๆ คนเข้าไป
    ด้วยความที่อาจารย์เป็นกึ่งศิลปินกึ่งนักวิชาการที่คิดว่านักวิชาการไม่ควรอยู่บนหอคอยงาช้าง คืออาจารย์เชื่อว่าเราต้องสามารถอธิบายวูลฟ์ อธิบาย Foucault ให้เด็กห้าขวบเข้าใจ นั่นคือ นักวิชาการที่อาจารย์ต้องการปลุกปั้นให้เราเป็น พอฟังแล้วก็เครียด เพราะงานของวูลฟ์มันซับซ้อนอะ ตัวเราเองยังไม่เข้าใจเลยบางที มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถ่ายทอด in lay terms แต่อาจารย์ก็บอกว่าต้องทำได้
    ก็กลายเป็นว่าการบ้านที่อาจารย์เสนอให้ทำคือ ต้องเขียน E-mail หาอาจารย์ ขึ้นต้น Dear Susan, แล้วอธิบาย Foucault ทั้งหมด ในภาษาที่คนธรรมดาใช้กัน ห้ามใช้คำว่า technology หรือ discourse หรือ docile bodies อะไรทั้งสิ้น
    และถ้าใช้ก็ต้องให้ตัวอย่างกำกับอย่้่างละเอียด... แล้วให้เวลาทำ... เดือนเดียว!!!

    ฟังแล้วอยากจะทึ้งผมตัวเองและกรี๊ดค่ะ หรือไม่ก็เดินลงน้ำเดี๋ยวนั้น

    ก็เลยพูดตรงๆ ขอประนีประนอมเป็นทำ survey ของทฤษฎีและให้ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจาก text ได้มั้ย จะได้เอามาใส่ในธีสิส หรือไปเสนอเปเปอร์
    อย่างน้อยมันก็ไม่เสียเปล่า คือ แม้เราจะ in กับ text และสิ่งที่อ่าน แต่เราก็ยังสามารถ detach ตัวเองค่ะ รูปแบบของ e-mail มันเอามาให้ประโยชน์ไม่ได้ อย่างน้อยเรายังเป็นประโยชน์นิยมอยู่นิดนึง ความเป็นศิลปินของเรายังน้อยกว่าความเป็นนักวิชาการที่ต้องการทำงานให้สำเร็จ

    ก็คิดอีก แล้ววนไปถามเรื่องนิยายของวูลฟ์ทุกเรื่อง ของเดซายทุกเรื่อง ให้แน่ใจว่าเราอ่านจริงๆ และให้เราพูดเรื่อง essay ของวูลฟ์
    งานเขียนอื่นๆ ของเดซาย

    เหงื่อตกเลยค่ะ มันยากมาก แล้วภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาที่สองของเรามันช่างจำกัดเหลื่อเกิน ภาษาในตัวของมันเองมันไม่พอที่จะบรรยายความรู้สึกและเนื้อหาสาระของงานของนักเขียนสุภาพสตรีสองท่านนี้

    แล้วมาบอกเหตุผลทีหลังว่าอยากให้ทำอย่างนั้นเพราะอยากจะทำความรู้จักว่าเรารู้สึกยังไงกับวูลฟ์กับเดซาย อยากรู้ว่าเรารู้จริงหรือไม่ด้วย
    เห็นมั้ยว่ามันขัดแย้งกัน ขั้วคู่ตรงข้าม: อารมณ์ความรู้สึำก vs วิชาการ
    สิบนามีผ่านไป stream ก็พา consciousness ของอาจารย์กลับมาที่เดิม
    ก็ตอบว่า ได้ค่ะ เดดไลน์คงเดิม
    เราก็โล่งอกไป คงต้องใช้เวลากว่าเราจะคุ้นเคยกับการคุยงานแบบนี้
    แบบ fragmented และ tunneling

    แต่อยากให้คนที่บ้านหรือเืพื่อนๆ ได้มาพบกับเวอร์จิเนีย วูลฟ์อวตารนี้จริงๆ
    มันเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัวและในขณะเดียวกันก็ amazing มากๆ
    ไม่เคยเจออาจารย์ที่บอกให้ไปเขียนงานวิชาการ พร้อมๆ กับบอกให้ไปเขียนกลอนเกี่ยวกับวูลฟ์มาก่อน
    คือสำหรับอาจารย์เนี่ย ศิลปะและวิชาการ
    สองอย่างมันต้องไปคู่กัน มันต้องยื้อต้องทึ้งกันขัดแย้งกัน ซึ่งมันเหนื่อยมาก เพราะการคุยกับผู้ที่เชื่อแบบนี้ เราต้องใช้เหตุผลซ้อนเหตุผลซ้อนเหตุผลในการ persuade ให้เห็นและเชื่อและยอมอนุญาตให้เราเขียนในแบบและในสิ่งที่เราอยากเขียน

    ก็ไม่ได้จะบ่นนะคะ เพราะว่าวันนี้ก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะดี แค่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ และบอกว่า

    I finally get to see Virginia Woolf in flesh today!
    22 October

    Day Thirty Three: Scones and Surprises

    Day Thirty Three: Scones and Surprises

    มีสัมมนาตอนบ่าย เป็นนักเขียนมาพูดเรื่องการสร้าง scene ในงานเขียน ที่น่าสนใจมากคือนักเขียนคนนี้เริ่มเ้ขียนเรื่องสั้นและนิยายจากการบรรยายภาพในหัว แล้วจึงจะ "form" ตัวละครจากการกระืำืำทำและปฏิกิริยาที่ตัวละครมีหรืออาจจะมีต่อสถานที่ ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับ Scene-making ของวูลฟ์ และวิธีการเขียนแบบเหมือนจริงของเดซาย
     
    นักเขียนที่เป็นวิทยากรวันนี้ไม่เห็นด้วยกับการเขียนโดย set ธีม หรือ พลอตให้ fix ก่อนในแบบที่คนทั่วไปทำ
    เพราะมันจำกัดจินตนาการ

    เนื้อหาสัมมนาอ่านจาก abstract แล้วก็เห็นว่าเข้ากับหัวข้อที่ทำอยู่อย่างมาก
    ก็เลยไปฟังด้วยความมั่นใจว่ามัน apply จริงๆ
    ปรากฎมีพูดถึงวูลฟ์ด้วย ก็ยิ่งดีัไปใหญ่
    เลคเชอร์เสร็จเธอก็อ่านเรื่องสั้นที่เพิ่งเขียนและยังไม่ได้ตีพิมพ์ให้ฟัง
    ฟังแล้วขนลุำกเพราะมันดีจริงๆ

    ตอนช่วง Q&A
    มีคำถามมากมาย และเราก็หันไปดูนักเรียนถามคำถามบ้าง ครู creative writing ที่มาฟังก็ถามเรื่องเทคนิคการสอนต่างๆ
    พลันก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากหลังห้อง เราหันไปมองไม่ได้เพราะเรานั่งหน้าอยู่
    เป็นเสียงผู้หญิงสำเนียงอังกฤษแบบอังกฤษจริงๆ อะค่ะ คือฟังชัดเจนทุกถ้อยคำทุกพยางค์
    ก็ถามคำถามเรื่องการใช้คำว่า scene ว่าคำนี้มันเหมาะแล้วเหรอ ถ้าสถานที่ในหัวในจินตนาการคือ รวมสถานที่ทางกายภาพเข้ากับ sense of place การที่เราใช้คำว่า scene มาจำกัดความ มันทำให้นึำกถึง scene ละคร ที่ถูก set เหมือนพลอคไป (คิดถึงเบอร์นาร์ด ชอว์)
    ก็ยอมรับว่าน่าสนใจ

    พอได้โอกาสหันไปมองคนที่ถาม
    โว้ ซุปเปอร์ไวเซอร์และผู้เขียนหนังสือ Vanessa and Virginia เองค่ะ
    ก็ surprise มากเพราะเรานัดกันพรุ่งนี้ first meeting ไมนึกว่าจะได้พบวันนี้
    จบสัมมนาก็เดินไปจับมือทักทาย น่ารักมาก
    ก็เลยเถิดไปคุยเรื่องงานและหนังสือไป อาจารย์ำก็สัญญาว่าจะคุยกันอีกที (เรื่องนิยายนะส่วนมาก) พรุ่งนี้
    คนมาห้อมล้อมซูนซานเยอะมาก คนทั่วไปก็เอสหนังสือมาให้เซ็น (~อยากได้ซัก copy นึง 555 ลองขอดีกว่าพรุ่งนี้ดีกว่า)
    ก็เลยขอตัวไปกินชากับสโตนกับอากิ ซึ่ง (surprise อีกล่ะ) มาฟังด้วยเเหมือนกัน
    แต่เขาบอกว่าเพราะไวน์มันฟรีหรอก555
    เฮฮาตามประสาอากิ

    ก็เดินมาที่ North Point ทุกทีที่มาจะอดกินสโคนทุกที เพราะหมดค่ะ ของที่มีในร้านเขาจะเอาไปเขียนบนกระดานดำ แล้ววันนี้ ก็เซอร์ไพรส์ซ้ำแล้วซ้ำอีก มี
    สโคนสตอเบอรีค่ะ ก็เลยสั่งมากินกับน้ำชา ร้านนี้ราคาย่อมเยาและอร่อย เข้า concept:)



    อากิหิวจัดก็สั่งเมนูชื่อ Quick Lunch เป็นซุปฟักทองกับแซนวิชทูนา แน่นอนช่วงนี้ฟักทองเกลื่อนเพราะใกล้ฮัลโลวีน คนเขาแกะสลักฟักทองกัน ไส้ก็เอามาทำเป็นซุปและหลายสิ่งอัน

    หันไปมองตรงประตูร้านอีกที
    อ้า เห็นซูซานและเอมมามานั่งดื่มชากัน คือร้านนี้ด้วยความที่อยู่ใกล้ภาคภาษาอังกฤษมาก ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะเป็นนักเรียนและอาจารย์ในภาค ก็อบอุ่นไปอีกแบบ หันไปทางไหนก็ต้องเจอคนรู้จัก จนเพื่อนคนอังกฤษบอกว่าร้านนี้ควรมีชื่อว่า School of English จึงจะเหมาะสม อาจารย์สองคนก็ยิ้มทักทายจากอีกโต๊ะหนึ่ง พรุ่งนี้จะได้พบและคุยเรื่องงานกับทั้งคู่ค่ะ

    วันนี้กำลังลุ้นอยู่ว่าต้องซ้อมบาสหรือไม่ ใจจริงไม่อยากเพราะคืนนี้มีนักเชลโลชื่อดัง ไม่รู้ใครรู้จักหรือเปล่า ชื่อ Truls Mork เป็นคนนอร์เวย์ ดังมากจากที่เขาสีเพลงของชูเบิร์ต ฟังแล้วรู้สึกเศร้าปนสุขยังไงก็ไม่รู้ ลองหาฟังดูนะคะ ใครที่ชอบชูเบิร์ต

    วันนี้เขาจะมาเล่น Haydn และ CPE Bach และ:ซิมโฟนีหมายเลขหนึ่งของ Beethoven ที่ Younger Hall
    ถ้าต้องซ้อมบาสก็อดไปฟัง เฮ้ออออออ
    อากิรู้ก็หัวเราะสมน้ำหน้า (ชอบกัดกันอย่างนีแหละค่ะ)

    ก็ขอจบฉากของวันนี้ที่เต็มไปด้วย nice surprises:)
    คิดถึงทุกคนนะคะ

    21 October

    Day Thirty Two: Vanessa and Virginia

    Day Thirty Two: Vanessa and Virginia

    อ่านนิยายของอาจารย์ที่ปรึกษาจบไปเมื่อสองวันก่อน แต่ก็มิวายกลับมาอ่านใหม่ มีหลายบทหลายตอนที่เพราะมากๆ
    อยากจะนำมาแ่บ่งปันให้ืทุกคนได้อ่านกัน

    ก่อนอื่นต้องขอวิจารณ์หน่อยว่าลีลาและกลวิธีการเขียนลึกซึ้งมาก
    เป็นการผสมศิลปะสองแขนงเข้าด้วยกัน คือ การเขียนหนังสือ และการเขียนภาพ
    พออ่านเนี่ยจะเห็นเลยว่าอิทธิพลของศิลปินผู้พี่อยู่ในงานของศิลปินผู้น้อง
    และอิทธิพลของศิลปินผู้น้องอยู่ในงานของศิลปินผู้พี่ อย่างไรบ้าง

    ด้วยความที่ทั้งคู่รักกันมาก (Vanessa เป็นเหมือนแม่คนที่สองของ Virginia เ้ลยทีเดียว)
    รักมากปานจะกลืนกินกันได้
    และพอรักมากก็ชังมาก แข่งกันล่ะ อิจฉากันล่ะ

    เรื่องศิลปะก็เหมือนกัน มีการแข่งกันตลอดเวลา เปรียบเทียบงานกัน ฝ่ายหนึ่งอยากจะทำให้ดีกว่าอีกฝ่าย
    จนไปๆ มาๆ เส้นกั้นระหว่าง painting กับ fiction มันหายไป
    รวมกันกลายเป็นอะไรที่วิเศษกว่านั้น

    เป็นศิลปะที่วิเศษ เป็นชีวิตที่วิเศษ
     
    แม้จะเขียนใน point of view ของจิตรกร พี่สาวของ Virginia ที่ชื่อ Vanessa Stephen (สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยประวัติ ต่อมาเธอได้แต่งงานกับศิลปินและนักวิจารณ์ศิลปะชื่อดัง Clive Bell และมีคนรักหลายคนมี Roger Fry ผู้โด่งดัง และDuncan Grant ซึ่งมีลูกกับเธอคนนึง)



    แต่อ่านไปเนี่ยจะได้เสียงสะท้อนจากงานของน้องสาวตลอด
    มีพูดบรรยาย woodcuts บรรยายแรงบันดาลใจที่มาของรูปที่ Vanessa เขียนให้เป็นปกหรือภาพประกอบหนังสือของน้องสาว

    ที่มัน touching มากๆ คือ Vanessa เล่าย้อนอดีตตั้งแต่เด็กจนวินาทีสุดท้ายที่น้องสาวทิ้งไม้เท้า
    เดินหาหินมาใส่กระเป๋าถ่วงน้ำก่อนเดินลงน้ำและไม่กลับขึ้นมาอีก
    เป็น point of view ของคนแก่ที่เสียสามี เสียคนรัก
    เสียลูกชายไปกับสงครามงี่เง่า
    และเสียน้องสาวไปด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างที่ไม่มีใครรู้แน่ชัด

    (นอกจากตัวของเธอเอง ซึ่งเราจะรู้ตอนสุดท้ายของเรื่อง)

    ที่แน่ๆ หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่ามันมีเหตุผลของมัน why she did what she did
    และเหตุผลนั้นมัน touching...
    ไม่บอกหรอกนะว่าอะไร ถ้าอยากรู้จริงๆ เขียนมาถามได้ 555
    หรือไม่ก็รอให้เราเอาหนังสือเล่มนี้ไปอ่านให้ฟังที่เมืองไทย

    มันเกินกว่าที่เราซึ่งเป็นนักอ่านที่ชื่นชอบวูลฟ์จะคาดคิด
    Woolf Scholars หรือ Bloomsbury Scholars เองคงจะพิศวงกับเหตุผลดังกล่าว

    จริงอยู่มันเป็นนิยายซ้อนนิยาย เป็นภาพเขียนของภาพเขียนอีกชั้นหนึ่ง แต่การตีความที่หลากหลายนำมาซึ่งความลึกซึ้งของงานศิลป์เป็นทวีคูณ

    อ่ะ
    บอกใบ้นิดนึงว่าทำไปเพราะ..............................
    ความรัก Love
    คำนี้คำเดียว (แต่ก็นั่นอีก เช่นเดียวกับตัวตนที่หลากหลายและซับซ้อน
    คำว่ารักในนิยามของแต่ละคนมันต่างกัน มันหลากหลายและซับซ้อน เหมือนผู้คนที่มอง text บนท้องฟ้า ใน Mrs Dalloway แล้วตีความกันไปหลายอย่าง ต่างๆ นาๆ เนี่ย เรื่องนี้ก็จะบอกว่าความรักเป็นเช่นนั้น ตัวตนของวูลฟ์และพี่สาวและตัวละครที่เคยมีชีวิตอยู่จริงๆ เป็นเช่นนั้น เราสรุปเหมารวมไม่ได้)

    ถ้ามาเทียบกับ The Hours แล้วจะเป็นคนละ interpretation ก็น่าสนใจไปอีกแบบ

    เอาล่ะ เราจะมาแบ่งปัน passage ที่เราชื่นชอบให้ลองอ่านกันเพื่อเรียกน้ำย่อย

    You walk along the bank searching for stones to fill your pockets. I think of you that day, staring into the fast-flowing river, the still leafless branches of the trees etched against the ghostly grey of the sky. I try to picture what went o inside your head. Did you remember me, Leonard, the children, as you left your stick on the bank and strode out into the swirling water, or were all your thoughts bent on escaping what you could no longer bear to endure?

    You see, even after all these years, I wonder if you really loved me.

    ที่จบไปเป็นตอนจบของบทที่หนึ่ง คือหลังที่ Vanessa เล่าเรื่องตอนเด็กๆ จบไปนิดนึง เธอก็หยุดคิดว่าเกิดอะไรขึ้นในหัวของน้องสาววันนั้น
    ไม่รู้เป็นไร (คือตอนเริ่มอ่านกำลังรอผ้าที่ซักอยู่) อ่านแล้วมัน touching ยังไงก็ไม่รู้
    คือ จนถึงป่านนี้ Vanessa ยังไม่แน่ใจว่า Virginia รักพี่สาวของตัวเองบ้างมั้ย อะไรทำให้เธอเดินลงน้ำ??

    แต่เมื่อ narrative มันขยับขยายไป Vanessa ได้คิดถึงอดีต คิดถึงคำพูดของวูลฟ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีต ท้ายที่สุดเธอก็เพิ่งมารู้ว่าเธอเข้าใจน้องสาวตัวเองผิดมาโดยตลอด (ต้องอ่านเองจึงจะเข้าใจค่ะ)

    อีกตอนหนึ่งที่ชอบ

    We were trained to be ladies. How was it you put it once? We learned to venerate the angel of virtue, whose selflessness was such that she had no requirements of her own. She was paraded constantly before us, our goal and unrelenting goad. She shamed us when we failed to imitate her, stood in the way of any ambitions we might have, Little wonder, then, that you murdered her, stabbed the point of your pen in her perfect, impossible breast.

    ที่จบไปเป็นตอนที่สองพี่น้องต้องออกงานสังคม เริ่มโตเป็นวัยรุ่น แทนที่จะไปเคมบริดจ์ก็ไปปาร์ตี้ ตามสมัยนิยม
    ตามคุณค่าที่สังคมขีดเส้นให้ผู้หญิงพึงกระทำ
    ใครที่อ่าน essay ต่างๆ ของวูลฟ์ ก็จะเห็นและเข้าใจว่าวูลฟ์ฆ่าผู้หญิงในอุดมคติของสังคมอย่างไร

    I ask you to sit for me. Somehow, I justify the time. I set my easel in the garden, sensing that my task will be easier if I suggest you simply daydream in a chair. I know how you hate being looked at. I block out the frame of your chair, the contours of your body. I work the warm sienna of your dress, the flame of your scarlet tie. As I paint, my feelings of isolation starts to recede. All the hurts and disappointments I have had to bear gradually diminish, until what I am left with is the thing before me and the rhythmic movement of my hand. I think of Mother in her deck-chair in the garden at St Ives, her eyes closed as she allowed herself a few minutes peace after lunch. My brush restores the caress of hands, the longed-for shelter of loving arms. I fill out the brim of your hat, the band of your hair framing your face. I form the arch of your nose, the bow of your mouth. When the features of your face are done I stop and examine the effect. I have failed. I pick up my knife and scrape the paint clear. I gaze at your closed eyelids, the back of your head resting against the chair. I was the entire oval of your face in a flesh tone. I look again. This time your expression is blank. I set my brush aside. I have painted what you are to me.



    ไปหาภาพมาจากในเนต มันมีความหมายลึกซึ้งดีเนอะ

    จริงๆ มีอีกหลายตอน แต่กลัวว่าถ้าใส่มากแล้ว จะรู้หมดว่าจบอย่างไร
    เอาเป็นว่าพอแค่นี้ดีกว่า:) เดี๋ยวยาวๆ

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    20 October

    Day Thirty One: เปียโนและบาสเกตบอล??

    Day Thirty One: เปียโนและบาสเกตบอล??

    และแล้วเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น
     
    เนิร์ดแว่นหนาอย่างดิฉัน เด็กที่เคยตกพละ และทำเรื่องน่าอับอายตอนกีฬาสีด้วยลีลานักกีฬาที่แย่สุด
    ล้มกลางสนามบ้างล่ะ ขัดขาตัวเองบ้างล่ะ
    ทับเพื่อน ถูกเพื่อนทับแบนบ้างล่ะ

    ก็ติดทีมบาสเกตบอลของ deans court
    เป็นนักกีฬามือสมัครเล่นประจำ hall อย่างเป็นทางการค่ะ

    และเปล่า
    เราไม่ได้มีการคัดตัวอะไรเป็นเรื่องเป็นราว
    โอ้ อย่าเพิ่งนึกภาพเราวิ่งๆ ฟิตๆ ส่งลูก
    ชู้ตสามคะนงคะแนน
    เพราะยังไม่ได้เคยไปเยือนหรือเหยียบสนามบาสของที่นี่เลยสักครั้งค่ะ

    และเปล่า
    อย่าคิดว่าเรามีทักษะทางกีฬา มีรูปร่างสมส่วนดูได้รูป
    เพราะเทียบกับเพื่อนที่นี่ ซึ่งเป็นหญิงทรงพลังร่างสูงชะลูดกล้ามโต
    ดิฉันซึ่งอ้วนมากในเมืองไทย
    กลายเป็นเตี้ยและบอบบางไปเสียถนัด
    เหมือนเป็น elf ในเมืองยักษ์

    และเปล่า อย่าเพิ่งคิดไปว่าที่นี่ผู้หญิงน้อย ฟอร์มทีมนักกีฬาบาสหญิงลำบาก
    เพราะตอนนี้การศึกษาระดับสูง ผู้หญิงเยอะกว่าผู้ชายอยู่แล้ว
    และหอเราก็เต็มไปด้วยผู้หญิงอังกฤษ เยอรมัน และอเมริกันกระดูกโตๆ ที่สามารถหอบผ้า laundry ได้กองโตเท่าเขาพระสุเมรุด้วยมือเดียว
    อีกมือหนึ่งกินแซนด์วิชไข่อย่างสบายอารมณ์ (เห็นอะ เมื่อวาน)

    เหตุผลที่วิคตอเรีย เพื่อนนักบาสประจำมหาลัยชาวเมกัน (ซึ่งตัวโตและหนามาก ถ้าทับเราคราวนี้คงต้องเข้า ICU)
    ได้ให้ไว้อย่างซาบซึ้งใจในวันนี้ขณะรับประทานข้าวเที่ยงคือ

    "คิดว่าเธอน่าจะเล่นบาสเก่งเหมือนที่เล่นเปียโนเมื่อคืนวันศุกร์ ก็เลยลงชื่อไป"

    แล้วมันลอจิกหนายยยยยยยยยคะ

    ก็ปรากฎว่าต้องไปซ้อมที่ศูนย์กีฬาพรุ่งนี้เป็นต้นไปค่ะ
    ซึ่งก็ไม่ค่อยกังวล เพราะบอกเพื่อนไว้แล้วว่า

    เล่นไม่เก่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงจริงๆๆๆๆๆ
    แล้วรูปร่างเตี้ยอย่างนี้ คงไม่ expect ให้ดิฉันชู้ตลูกหรอกนะคะ
    คงต้องต่อตัวเป็นเชียร์ลีดเดอร์แล้วล่ะิอย่างนั้น
    สายตาก็ดีเสียอีก ขนาดเพื่อนเดินผ่านอีกฟากของถนนยังมองไม่เห็นเล้ย โว้

    คาดว่าพรุ่งนี้พอเขาเห็นลีลา
    ฝึกวันแรกก็คงส่งเรากลับหอพัก ยกเลิกค่ะ ไปหาคนใหม่
     
    เราก็ได้นั่งอ่านหนังสือสวยๆ อุ่นๆ ในห้องต่อไป

    ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องน่าประหลาดใจอย่างนี้้เสมอเนอะ
    19 October

    Day Thirty: The Hebrides Overture

    วันนี้ไปดูคอนเสิร์ตมา รู้สึกเต็มอิ่มมาก



    มี Hebrides ของ Mendelssohn
    Piano Concerto No. 1 ของ Beethoven
    Symphony No. 5 ของ Beethoven

    แต่ที่ชอบสุดคือรายการแรกค่ะ
      คลิกฟังที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=a3MiETaBSnc

      


    แรงบันดาลใจในการประพันธ์ overture นี้ของ Felix Mendelssohn คือ The Hebrides
    หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Fingal's Cave ซึ่งเป็นถ้ำแห่งหนึ่งในสกอตแลนด์ (ในภาพ)

    สถานที่เนี่ยสามารถเป็นแรงบันดาลในการสรรค์สร้างศิลปะหลายแขนง น่าสนใจว่าการ represent หรือ portray สถานที่ในงานศิลปะเผยให้เห็นว่าสถานที่ไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว หรือจับต้องได้อย่างเดียว ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่ของเราเป็นสหบทของความรู้สึกของเราระคนกับความรู้สึกที่ถ่ายทอดมาในงานศิลปะ อย่างในที่นี้ Hebrides ในดนตรีของ Mendelssohn ก็เคยโผล่ในห้วงคิดคำนึงของผู้ชายที่เชื่อว่า
    "all good poetry is the spontaneous overflow of powerful feelings"

    (เด็กอักษรคงจะอ๋อและตอบได้ทันทีค่ะว่าใคร)
    William Wordsworth (1770–1850) นั่นเอง
     
    The Solitary Reaper
     
    BEHOLD her, single in the field,     
      Yon solitary Highland Lass!     
    Reaping and singing by herself;     
      Stop here, or gently pass!     
    Alone she cuts and binds the grain,           
    And sings a melancholy strain;     
    O listen! for the Vale profound     
    Is overflowing with the sound.     
     
    No Nightingale did ever chaunt     
      More welcome notes to weary bands     
    Of travellers in some shady haunt,     
      Among Arabian sands:     
    A voice so thrilling ne'er was heard     
    In spring-time from the Cuckoo-bird,     
    Breaking the silence of the seas     
    Among the farthest Hebrides.     
     
    Will no one tell me what she sings?—     
      Perhaps the plaintive numbers flow     
    For old, unhappy, far-off things,     
      And battles long ago:     
    Or is it some more humble lay,     
    Familiar matter of to-day?     
    Some natural sorrow, loss, or pain,     
    That has been, and may be again?     
     
    Whate'er the theme, the Maiden sang     
      As if her song could have no ending;     
    I saw her singing at her work,     
      And o'er the sickle bending;—     
    I listen'd, motionless and still;     
    And, as I mounted up the hill,     
    The music in my heart I bore,     
    Long after it was heard no more.     
     
    เทียบกัน Hebrides ในดนตรีจะยิ่งใหญ่อลังการ ล้อมรอบด้วยทะเล สามารถหลับตาแล้วได้ยินเสียงคลื่นทีเดียว
    ส่วน Hebrides ในกลอนนี้จะเป็นฉากของความโดดเดี่ยว ของบทเพลงที่ได้ยินแว่วมาแล้วผ่านไป
    เหมือนชีวิตที่ผ่านมาและผ่านไป เราล้วนเป็น solitary reaper

    ศิลปะมีพลังสรรค์สร้างและรื้อถอนสิ่งที่เราคิดว่าแน่นอนตายตัว
    หรือสิ่งที่เป็นรูปธรรมได้เสมอ

    และแม้โลกเราจะถูกหล่อหลอมด้วยความคิดทุนนิยม ด้วยความคิดที่ว่าการคิดอะไร การเรียนอะไรที่เป็นนามธรรม นั้นหากินไม่ได้
    มีประโยชน์ สู้เรียนเรื่องวิชาการเพิ่มกำไรให้บริษัทๆ หนึ่งไม่ได้
    สู้วิชาการรักษามะเร็งไม่ได้
    สู้วิชาการสร้างตึกและถนนไม่ได้
    สู้วิชาการคิดเงินในสมุดที่เต็มไปด้วยตัวเลขไม่ได้

    และแม้โลกเราจะบังคับให้ผู้ที่เรียนด้านมนุษยศาสตร์ต้องออกมา defend ว่าตนเลือกทางนี้ ทางที่ wishy washy
    ทางที่ไม่ใช่ "วิชาชีพ" "นามธรรม" ในความหมายของกระแสสังคมกระแสหลัก

    แต่เมื่อทุกคนได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของงานศิลปะ ได้นั่งฟังดนตรี ได้อ่านอะไรงามๆ
    ได้พินิจดูความมหัศจรรย์ของชีวิตและศักยภาพของมนุษย์ในการรังสรรค์ศิลปะ
    ในการ transcend สิ่งที่เป็นรูปธรรม transcend กาลเวลา และคุณค่ากระแสสังคมสมัยหลักที่คอยจองจำคนในทุกยุคทุกวัฒนธรรม

    เราก็จะได้แต่สงสัย และสงสัย และสงสัย
    และคำตอบที่ได้ ก็มีทวีคูณ ทวีคูณ ทวีคูณ
    และคำถามที่เกิดก็มีทวีคูณ ทวีคูณ ทวีคูณ
    แล้วความสุขก็จะเพิ่มพูน เพิ่มพูน เพิ่มพูน
    ความสุขที่ได้ ที่ REAP ได้ในความลึกลับและยิ่งใหญ่ที่ไหลมาจากปลายปากกาขนนก
    จนถึงปลายนิ้วที่กดคีย์เปียโน
    จนถึงปลายนิ้วที่จรดแป้นพิมพ์
    และกดคลิกเม้าส์

    นี่คือความสำคัญของศิลปะ

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    18 October

    Day Twenty Nine: Love

     

    Day Twenty Nine: Love

    นึกถึงคำๆ นี้เมื่อไหร่จะต้องนึกถึง scene สถานีรถไฟในเรื่อง The Hours ทุกที คลิกที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=d_zI7LJLIlk
    เพราะสำหรับเราแล้วฉากนี้มันคือนิยามในตัวของมันเอง ไม่ได้จะบอกว่า นิโคล คิดแมนเล่นเป็นเวอร์จิเนีย วูลฟ์ได้ดี
    มันเป็นแค่ crude representation เท่านั้น เพราะอย่างที่วูลฟ์บอกเองมันเป็นไปไม่ได้ที่จะสรุปตัวตนของใครออกมาเป็นรูปธรรมให้เราจับต้องได้ ชีวิตเราเป็นแสงลางเลือนหลาย layer ซ้อนทับกัน
    แต่ต้องนับว่าในความบกพร่องอะไรหลายๆ อย่าง The Hours นั้นสมบูรณ์แบบในแง่ของภาพยนต์ที่พาเราเข้าไปในหัวใจของ Mrs Dalloway ในจิตของคนเขียน และ พวกเราที่เป็นคนอ่านในโลกปัจจุบัน

    ใน scene นี้มีคำว่า love แค่ครั้งเดียว ถ้าสังเกตดู แล้วไม่ใช่พูดออกมาแบบหวานซึ้ง แต่โพล่งออกมาด้วยความโมโห
    ต้องขอเล่าเผื่อผู้ที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับชีวประวัติและงานของวูลฟ์นิดนึงว่า
    วูลฟ์เนี่ยมีประวัติจิตหลอน พยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้ง ก็ทั้งโชคดีและโชคร้ายที่ได้แต่งงานกับเลนเนิร์ด
    ที่โชคดีก็คือเลนเนิร์ดรักและห่วงใยเธอมาก แต่โชคร้ายที่ด้วยความรักมาก ประกอบกับการที่เป็นคนที่ "ตึง" เกินอะ เจ้าระเบียบ ตั้งกฎอะไรเยอะแยะล่ะ
    เช่นต้องให้เวอร์จิเนียกินข้าวให้เป็นเวลา ห้ามโหมทำงานหนัก ต้องนอนให้เป็นเวลา ห้ามไปไหน ย้ายบ้านมาอยู่ริชมอนด์เพราะคิดว่าแสงสีของลอนดอนทำให้จิตวูลฟ์พร่าเลือน (แล้ววูลฟ์เกิดและโตที่ลอนดอน มีชีวิตสังคมที่เก๋มาก ต้องทิ้งทั้งหมดเหมือนกัน) เขาอุตส่าห์ตั้ง Hogarth Press เพื่อพิมพ์งานของวูลฟ์เอง จุดประสงค์แรกเริ่มคือไว้เพื่อ therapy กลัวเธอจะ depress และพยายามฆ่าตัวตายอีกรอบ ทำทุกอย่างเลย มันก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะต้องรู้สึกว่าเวอร์จิเนียเนี่ยไม่สำนึกในบุญคุณ ยังจะหนีออกจากบ้านอีกนะ (ฉากก่อนหน้านี้เราจะเห็นเลนเนิร์ดรีบวิ่งออกจากบ้าน เขาคงกลัวหลายอย่าง อย่างหนึ่งที่แน่คือกลัวเธอจะฆ่าตัวตาย แต่ก็รู้ใจว่าเธอคงอยากกลับลอนดอน)

    แต่ที่เลเนิร์ดอาจจะลืมไปคือเรื่องนี้มันไม่ใช่ความผิดของเวอร์จิเนีย และเวอร์จิเนียก็มีชีวิตของเธอเหมือนกัน
    เขาลืมมองว่าระหว่างที่เสาะหาวิธีการรักษาฟื้นฟูสภาพจิตใจ
    ในยุคสมัยที่จิตแพทย์ยังเชื่อเรื่องการผ่าสมอง มัดขึงตัวไว้กับเตียง ให้ใช้กระแสไฟฟ้าชอตตัว ให้กินยารักษา "ความบ้า" เนี่ย
    เวอร์จิเนียก็ทนไม่ได้เหมือนกัน คือไม่ใช่ว่าไม่อยากหายขาดจากความรู้สึกนี้ที่มันอธิบายไม่ได้
    แต่คนเรามันก็มี limit เหมือนกัน

    บางครั้งความรักถ้ามีน้อยเกินหรือมากเกิน (~ไม่อยากใช้คำเชิงปริมาณ แต่ภาษามนุษย์มันจำกัดจริงๆ)
    ก็จะข้าม limit นั้นไป ทำให้ตัวเองและอีกฝ่ายต้องเจ็บและเสียใจ

    บางครั้งความรักที่กำลังพอดี อาจจะหมายถึงการที่สองฝ่ายเหยียบอยู่บนขอบเส้นที่กั้น limit นั้นๆ (ปริ่มจะตกมิตกเหว) ด้วยกัน
    และไม่ต้องใช้คำพูดใดใดมาเรียงร้อยบอกความในใจ แค่มองตา หรือเห็นอีกฝ่ายยินยอมออกมายืนตรงจุดอันตราย จุดที่เจ็บปวดที่สุดเพื่อเรา
    ทำสิ่งที่ตัวเองอาจจะไม่ชอบจริงๆ แต่ทำเพื่อเรา และเราก็ทำเพื่อเขา

    Leonard Woolf - Perhaps you can tell me exactly what you think you are doing?

    Virginia Woolf - What I was doing? I...

    Leonard Woolf - I went to look for you and you weren't there.

    Virginia Woolf - You were working in the garden, I didn't wish to disturb you.

    Leonard Woolf - You disturb me when you disappear.

    Virginia Woolf - I didn't disappear. I went for a walk.

    Leonard Woolf - A walk, is that all, just a walk?

    Virginia Woolf - (big sigh)

    Leonard Woolf - Virginia we must go home now, Nelly is cooking dinner, she's already had a very difficult day.
    It's just our obligation to eat Nelly's dinner.

    Virginia Woolf - There's no such obligation, no such obligation exists.

    Leonard Woolf - Virginia you have an obligation to your own sanity.

    Virginia Woolf - I've endured this custody. I've endured this imprisonment.

    Leonard Woolf - Oh Virginia!

    Virginia Woolf - I am attended by doctors, everywhere I am attended by doctors who inform me of my own interests.

    Leonard Woolf - They know your interests.

    Virginia Woolf - They do not! They do not speak for my interests.

    Leonard Woolf - Virginia I... I can see it must be hard for a woman of your...

    Virginia Woolf - Of my what? Of my what... exactly?

    Leonard Woolf - ...of your talents to see that she may not be the best judge of her own condition.

    Virginia Woolf - No? Who then is a better judge?

    Leonard Woolf - You have a history. You have a history of confinement. We brought you to Richmond because you have a history of fits,
    moods, blackouts, hearing voices. We brought you here to save you from the irrevocable damage you intended upon yourself. You tried to kill yourself twice. I live daily with that threat. I set up the press... we set up the printing press not just for itself, not just purely for itself, but so that you might have a ready source of absorption and a remedy..

    Virginia Woolf - Like needlework?

    Leonard Woolf - It was done for you! It was done for your betterment. It was done out of love! If I didn't know you better, I'd call this ingratitude.

    Virginia Woolf - I am ungrateful? You call me ungrateful? My life has been stolen from me. Living in a town I have no wish to live in. I'm living a life I have no wish to live. How did this happen? It is time for us to move back to London. I miss London. I miss London life.

    Leonard Woolf - This is not you speaking Virginia. This is an aspect of your illness.

    Virginia Woolf - It is my voice. It is mine and mine alone. It is not. It is MINE. I'm dying in this town.

    Leonard Woolf - If you were thinking clearly Virginia you will recall it was London that brought you low.

    Virginia Woolf - If I were thinking clearly...

    Leonard Woolf - We brought you to Richmond to give you peace.

    Virginia Woolf - If I were thinking clearly Leonard, then I would tell you that I wrestle alone in the dark, in the deep dark and only I can know, only I can understand my own condition. You live with the threat, you tell me you live with the threat of my extinction. Leonard, I live with it too. This is my right, 'tis the right of every human being. I choose not the suffocating anesthetic of the suburbs but the violent jolt of the capital, that is my choice. The meanest patient, yes, even the very lowest is allowed some say in the matter of her own prescription. Thereby she defines her humanity. I wish for your sake Leonard I could be happier in this quietness, but if it is a choice between Richmond and death, I choose death.


    Leonard - (Silent)......................... Very well, London, then. We go back to London... (Silently Cries)

    Virginia - (Silent).......................... (Looks at him)

    Leonard - You're hungry? I'm a little hungry myself...

    Virginia - (Silent)........................... (Smiles)

    Leonard - (Smiles)......................... (touches her back)

    Virginia - Come along...

    ไม่รู้ว่าถอดมาครบถูกต้องหรือเปล่า แต่เป็นฉากที่เราดูได้ทุกวันไม่เบื่อจริงๆ

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    Day Twenty Eight: St Andrews Thai Soc และ Deans Court Jam Session

    Day Twenty Eight: St Andrews Thai Soc และ Deans Court Jam Session

    วันนี้เป็นวันดี แม้ว่าจะเป็นวันที่รู้สึกว่าต้องรีบกินข้าวทั้งตอนเที่ยงตอนเย็นจนจุกไปหมดก็ตาม (เพราะตอนบ่ายโมงสิบห้ามีคอนเสิร์ตฟรี ไปดูกับแซมและอากิ ส่วนตอนเย็นมีนัดประชุม Thai Soc)
    ตอนเย็นได้มีโอกาสพบเพื่อนๆ พี่ๆ และน้องคนไทยที่นี่
    รู้สึกอบอุ่นมาก รู้สึกขอบคุณที่ให้ความร่วมมือกันอย่างดี
    เป็นสัญญาณบอกว่าอนาคตเราจะได้ทำกิจกรรมอะไรที่สร้างสรรค์และสนุกๆ ต่อไป
    Thai soc ของเราเพิ่งก่อตั้ง ก็ยังหวั่นๆ อยู่บ้างเรื่องจะเอาเข้า union ที่นี่ เพราะหมายความว่าเราต้องล่าลายเซ็นสมาชิกให้เกินยี่สิบคน แต่ละคนต้องจ่ายสองปอนด์ ตัวเราต้องไปประชุม committee กับ union ซึ่งเราคิดว่าปีนี้ ด้วยความที่งานเยอะมาก เราคงทำไม่ไหว ก็คงหวังจะส่งผ่านให้น้องๆ รุ่นหน้า หรือให้เราได้ขึ้นปีสองปีสามให้อยู่ตัวกว่านี้เสียก่อน

    เสร็จต้องรีบแจ้นมา Deans Court common room ตอนสามทุ่ม เพราะแซมและดาเนียลลานัดแจมเพลงแจซกัน ก็ปรากฎว่าเพื่อนสองคนหยิบกีตาร์มาร่วมแจม ก็กลายเป็นวงไป สนุกมาก เล่นจนมือและนิ้วบวม เพราะตอนท้าย (ตอนที่ทุกคนเริ่มเมานิดๆ) ก็มี request ขอเป็นเพลงดิสโก
    กรีดนิ้วไม่บันยะบันยังล่ะ

    แซมเล่นทรัมเป็ตได้ดีมาก ad lib ได้เก๋สุดๆ แต่ไม่ค่อยแน่นทฤษฎีโน้ต ส่วนดาเนียลลาร้องเพลงได้น้อย ก็เลยไม่ค่อยได้โชว์เท่าไหร่ แต่ก็ดีใจที่คนส่วนใหญ่ที่มาฟังบอกว่าสนุกมาก มีความสุข เพราะนั่นคือจุดประสงค์ของการเล่นดนตรี ทำให้ตัวเองและคนอื่นมีความสุข ก็เล่นตั้งแต่สามสี่ทุ่ม ถึง ห้าทุ่ม ไม่หยุดค่ะ เล่นตั้งแต่ What a wonderful world จนถึง I will survive ต้องขอบคุณสมุดโน้ตและคอร์ดแจซของแซม เพราะเพลงเพราะๆ เยอะมาก

    เหนื่อยค่ะ ต้องไปนอนแล้วล่ะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    16 October

    Day Twenty Seven: ทายาทคนดัง และส่งงานครั้งที่หนึ่ง

    Day Twenty Seven: ทายาทคนดัง และส่งงานครั้งที่หนึ่ง

    วันนี้นั่งกินข้าวข้างแซมตลอด คือคุยกันแล้วถูกคอล่ะ เพราะเรียนวิชาเดียวกัน ชอบเล่นและฟังดนตรีเหมือนกัน
    ชอบชกมวยเหมือนกัน (~แล้วจะให้เราไปซ้อมชกกระสอบด้วยกันซะงั้น ต้องไว้ก่อนเพราะตอนนี้ยังอยากถนอมมือค่ะ)
    แซมเล่นประเภทเครื่องเป่า และชอบแจซเหมือนกัน

    ไว้วันหลังเราจะถ่ายวิดีโอการผสมผสานกันระหว่างเปียโนกับเครื่องเป่าให้ดูและฟัง
    แต่ต้องรอให้แซมว่างจากการบ้านแปลละตินก่อน
    (~ซึ่งเราไม่ต้องทำ วะฮะฮะ ไม่ใช่ไรหรอก งานเยอะอยู่แล้วค่ะ)
    จะว่างเล่นด้วยกันคงอีกนาน

    แล้ววันนี้ก็ได้ค้นพบเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจมากๆ
    นั่งกินข้าวไป อยู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าแซมจริงๆ แ้ล้วไม่ได้ชื่อแซม แต่ชื่อวิลเลียม
    ก็เลยถามว่าเออทำไมให้เรียกแซมล่ะ เขาก็บอกว่าชอบชื่อนี้มากกว่า
    เราก็บอกว่าวิลเลียมดีออก เหมือนเจ้าชาย 55 แล้วก็เพราะนามสกุลนายก็แบรดฟอร์ด เก๋ดีออก ทำให้นึกถึง
    วิลเลียม แบรดฟอร์ด pioneer ของอเมริกาเลยนะ ลงมาจากเรือเมย์ฟลาวเวอร์ เป็นผู้บุกเบิกสร้างอเมริกากับมือไรงี้
    ก็แซวเล่นๆ หัวเราะขำๆ (คนเดียว) หันมาอีกที

    แซมซีเรียสมากแล้ววางช้อนส้อมหันมาบอกเราว่า
    นี่จะบอกอะไรให้ เขาน่ะสืบสกุลมาจากวิลเลียม แบรดฟอร์ด (1590-1657) คนนั้นเองนั่นแหละ
    (คนที่เรียน BACKGROUND to AMERICAN LIT ต้องอ่าน of plymouth plantation ใช่มั้ยค่ะ)
    นั่นแหละ บรรพบุรุษเขา ไปเยี่ยมที่บ้านเขาได้ มี manuscript กับของโบราณๆ เต็ม ของส่วนใหญ๋ให้พิพิธภัณฑ์ไปหมดแล้ว แต่มีของส่วนตัวหลายอย่าง
    ใครที่เรียนอเมริกันศึกษาคงจะอิจฉาเราล่ะสิ เราก็เออ ไว้มีโอกาส ไปแน่ค่ะ ไม่พลาด



    แล้วแซมก็เล่าประวัติครอบครัวยืดยาวล่ะ เป็นครอบครัวที่ intellectual มากส่วนมากเป็นหมอ เป็นทหาร เป็นจิตรกรก็มี
    ตัวเขาเองได้ทุนเรียนฟรีที่เซนต์แอนดรูวส์จากเอเมอรี ชื่อทุนบ๊อบบี โจนส์ ได้ยากมากนะ แสดงว่าแซมต้องเก่งมากๆ
     
    เราจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าวิลเลียม แบรดฟอร์ดก่อนย้ายไปอเมริกาเนี่ย
    เกิดและโตที่ York นี่เอง ก็ชี้ชวนให้แซมไปเยี่ยมบ้านเกิดบรรพบุรุษดู แซมก็เออ ไว้คริสมาสไป 

    ต่อมาก็เข้าคลาส แล้วก็กลับมาเขียนงานต่อในห้อง ก็ส่งงานไปเมื่อกี้นี้เองค่ะ 7,000 คำสำหรับ introduction draft แรก
    แม้หนทางจะอีกยาวไกล ต้องแก้ต้องเพิ่มอีกเยอะ
    แต่ตอนนี้ก็รู้สึกพอใจมาก:)
    มีเวลาอ่าน essay ของซุปเปอร์ไวเซอร์อย่างสบายอารมณ์ต่อไป (แถมยังพอมีเวลาไปกรุห้อง manuscript ด้วย! ในที่สุด!)

    แค่นี้แหละค่ะสำหรับวันนี้
    อยากจะบอกว่าคิดถึงทุกคนนะคะ

    15 October

    Day Twenty Six: Natalia Ginzberg

    Day Twenty Six: Natalia Ginzberg

    วันนี้เราตัดสินใจไม่ไปฟังสัมมนาที่ภาคอังกฤษในหัวข้อเรื่องกลอนภาษาเกลิคเพราะคิดดูแล้วมันไ่่ม่้เกี่ยวกับที่กำลังเขียนอยู่เท่าไหร่

    โชคดีที่ Institute of European Cultural Identity Studies จัดสัมมนาน่าสนใจมาก
    หัวข้อคือ "Natalia Ginzberg and the Paradox of Identity"

    จริงๆ ไม่รู้เรื่องวรรณคดีอิตาเลียนเลย โดยเฉพาะงานของ Natalia Ginzberg ซึ่งจัดเป็น post/modernist เนี่ย ไม่เคยอ่านค่ะ
    แต่ก็ตัดสินใจไปเข้าฟังเพราะมีเกี่ยวกับประเด็นของอัตลักษณ์ ก็ลองเสี่ยงดู ถ้าไม่เข้ากับหัวข้อก็ไม่เป็นไรฟังเป็นความรู้ (คงจะรู้เรื่องกว่าการไปนั่งฟังเขาอ่านภาษาเกลิค)

    เดินไปตึก Modern Language ซึ่งอยู่ใกล้ Market Street
    ข้างในดูมืดมาก เพราะมาก่อนเวลานิดหน่อย ก็นั่งรอ สักพักคนก็เริ่มมากัน

    พลันเราก็เห็นสัญญาณที่ค่อนข้างดี (ดีมากเลยแหละ) ที่บ่งชี้ว่าสัมมนานี้จะต้องสนุกสนาน
    เพราะเจ้าหน้าที่ที่ดูแลงานสัมมนาเดินเข้ามาพร้อมไวน์เป็นลัง!!
    โอ้ ช่างดีจริงๆ ค่ะ แล้วอาจารย์เดินมารินไวน์แดงให้ถึงที่ค่ะ
    มีเหรอคะจะปฏิเสธ 555 ดูจากสไตล์การนั่งจิบไวน์ไปฟังสัมมนาไปเนี่ย มันอิตาเลียนสมชื่อจริงๆ
    (~เราน่าจะทำอย่างนี้ที่ภาคอังกฤษบ้าง แต่เปลี่ยนจากเหล้าเป็นเบียร์นะ -- โดยเฉพาะตอนอ่านและคุยเรื่อง Falstaff?? -- ไม่ใช่เพราะไรหรอก
    เพราะราคาถูกกว่า)

    ตอนแรกที่คิดว่าคงไม่ต้องจดเนื้อหาอะไรมาก
    เพราะรายละเอียดของสัมมนาคงเจาะจงไปที่นักเขียนมากกว่าประเด็นและทฤษฎีเรื่องอัตลักษณ์
    แต่พอเอาเข้าจริง มือเป็นระวิงเลยค่ะ มันเกี่ยวข้องกับบทในอนาคตข้างหน้าที่ต้องเขียน ฟังแล้วมีความสุขมาก ก็อยากจะมาแบ่งปันเพื่อความบันเทิงของผู้อ่านนะคะ (ใครเอกอิตาเลียนลองเอางานเธอไปแปลเป็นไทยดู ท่าจะดีนะ)

    Natalia Ginzberg (1916-1991) เกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นชาวยิว และเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง
    แล้วช่วงที่เธอเขียนงานแรกๆ เนี่ย ต้องใช้นามปากกาอย่างเดียว เพราะเป็นช่วงฟาสซิสต์ต้านยิวอย่างรุนแรง
    เรื่องชื่อ เรื่องอัตลักษณ์มันโยงกันมาตั้งแต่เธอเริ่มเขียนหนังสือแรกๆ แล้วมันมาเห็นชัดมากในงานชื่อ The Autobiography in the Third Person ซึ่งเป็นอัตชีวิประวัติที่เธอเขียนเองนะ แต่ที่เก๋คือ เขียนเป็นบุรุษที่สาม เหมือนเขียน describe ตัวเองอะ มองตัวเองในกระจกไรงี้ แล้วมันมีหลายเรื่องเช่นเรื่อง trauma สามีคนแรกถูกจับเพราะเป็นยิว และก็ถูกตำรวจเยอรมันตีตาย ที่เธอพูดสั้นๆ แค่บรรทัดเดียว สองประโยคมั้งว่าสมีถูกจับ แล้วถูกทำร้ายจนตาย จบ ดูเป็นเรื่องของ Trauma Theory ด้วย เพราะเรื่องบางเรื่องที่ละไว้ ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเพราะมันเป็นเรื่องที่กระทบจิตใจมากๆ

    แล้วอาจารย์ก็เน้นวิเคราะห์ดูอัตลักษณ์ที่เธอพยายามสร้างในงานชีวประวัติ มันมี paradox หลายแห่ง อย่างแรกที่คิดว่าเหมือนวูลฟ์มาก เธอไม่ชอบคำว่า Feminism เพราะเธอเชื่อว่าหญิงชายนั้นเท่าเทียมกัน โดยเนื้อแท้แล้วเหมือนกัน ไม่ได้อยากให้ใครใหญ่กว่าใคร อย่างที่สอง เธอพยายามเขียนแบบไม่ sentimental เพราะเชื่อว่าจะได้ต่อต้าน stereotype ของนักเขียนหญิงหรือผู้หญิงโดยรวมว่าส่วนใหญ๋มักจะ sentimental เขียน l'ecriture feminine เป็นต้น มันเป็นปฏิพากษ์ในตัวเอง แล้วมันมีหลายแห่งที่จับได้

    ส่วนที่ชอบมากที่สุดของสัมมนาวันนี้คือได้อ่านกลอนของเธอ (ที่แปลเป็นอังกฤษแล้ว เพราะไม่งั้นดิชั้นก็จะไม่รู้เรื่องค่ะ)
    ก็จะขอพิมพ์เก็บไว้เป็นที่ระลึก อยากให้ทุกคนได้อ่านเป็นการทิ้งท้ายในวันนี้ค่ะ เราจะมาดูว่าเธอมองอัตลักษณ์ของพระเจ้าว่าิอย่างไร
    แล้วจะเห็น paradox ที่สำคัญอีกอย่าง และอาจรู้สึกอย่างที่เรารู้สึกว่า มันมีความ subjective ในความพยายามที่จะ objective
    มันมีความ sentimental ในความพยายามที่จะไม่ sentimental
    เพราะท้ายที่สุด แม้จะมาจาก background ทางวิทยาศาสตร์ และยึดมั่นในวิทยาศาสตร์มากเหลือเกิน
    Ginzberg เนี่ย เป็นคาธอลิคที่เคร่งมากๆ (นึกถึงนิวตันกับไอน์สไตน์เนอะ)

    We cannot know
    We cannot know. No one has said.
    Perhaps there's nothing there other than a worn out bedspring.
    Four chairs with tattered straw seats and an old slipper,
    Gnawed at by mice. There's a chance that God is a mouse
    And that he runs away to hide as soon as we get there.
    And there's the chance that he's the old, worn-out and nibbled
    Slipper. We cannot know.

    Perhaps God is afraid of us and will run away, and for ages
    We'll need to call him and call him with the sweetest names
    To make him come back. From a distant spot
    Int he room he will stare at us, motionless.

    Perhaps God is small like a speck of dust
    And we'll be able to see him only through the microscope,
    Tiny blue shadow on the slide, minute
    Black wing lost in the night of the microscope,
    With us standing up, speechless, in suspense, looking.
    Perhaps God is as big as the sea and he froths and thunders.
    Perhaps God is cold like winter wind,
    Perhaps he howls and rumbles like a deafening noice,
    And we'll have to put our hand to cover our ears,
    With our blood running cold, trembling, crouching on the ground,
    We cannot know what God is like. And of all things
    We would like to know, it is the only really essential one.

    Perhaps God is boring, boring like the rain,
    And that heaven of his is deadly boredom.
    Perhaps God has dark glasses, a silk scarf
    and two Pomeranian dogs on a lead. Perhaps he wears spats,
    sits in a corner and does not utter a word.
    Perhaps he has dyed hair, a transistor radio,
    And tans his legs on the roof of a skyscraper.
    We cannot know. No one knows anything.
    PErhaps just as we get there, he sends to the shop
    for bread and salami and a bottle of wine.

    Perhaps God is boring, boring like the rain
    And that heaven of his is the same old music,
    A fluttering of veils, of feathers, of clouds,
    A smell of cut lilies, a boredom of death,
    And a half word here and there to pass the time.
    Perhaps God is two, a married couple
    Overcome by sleep at the table of a pub.

    Perhaps God has no time. He'll tell us to go away
    And come back later. We'll take a walk;
    We'll sit on a bench counting trains passing by,
    Ants, birds, ships. From that high window,
    God will appear looking at the night and the street.

    We cannot know. No one knows.
    There's also a chance that God is hungry and we have to feed him,
    Perhaps he's dying of hunger, is cold and shivers with fever,
    Under a dirty blanket, riddled with bugs,
    And we'll have to run looking for milk and firewood,
    And ring up a doctor, and who knows if quickly
    We will find a phone, and a token and the number,
    In the crowded night, who knows if we'll have enough money.


    (และสำหรับเธอ God ก็ยังเป็น He อะนะ)

    14 October

    Day Twenty Five: Formal Hall Dinner

    Day Twenty Five: Formal Hall Dinner

    วันนี้ทั้งวันก็ทำงานอ่านหนังสือปกติ พอใกล้จะห้าโมงครึ่งก็แต่งตัวใส่สูทกระโปรงค่ะ
    (~ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันใส่ ถ้าไม่ใช่ไปสัมมนา)
    เพราะวันนี้มี Formal Hall Dinner

    ธรรมเนียม Formal Hall Dinner สำหรับคนที่ไม่รู้ คือ
    อาหารค่ำปกตินั่นแหละ ที่พิเศษคือจะมีดริงค์ก่อนเล็กน้อยตอนหกโมงเย็น
    หกโมงครึ่งก็ลงมากินข้าวห้องใต้ดิน ต้องรอให้ warden และ ทีม และอาจารย์ที่เชิญมาพูดลงไปก่อน
    แล้วเราก็เดินไปประจำที่
    ถึงที่ก็ยังนั่งไม่ได้ ต้องยืนรอ warden สวดเป็นภาษาละติน
    เสร็จก็นั่งรับประทานได้ อาหารจะไฮโซกว่าปกตินิดหน่อย



    จะเห็นบรรยากาศห้องกินข้าวที่เราต้องลงมาสามมื้อทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เราเรียกกันว่า "cozy dungeon"



    พอเสร็จของหวาน อาจารย์ที่เป็นแขกรับเชิญ ก็ลุกขึ้นพูด เสร็จตามด้วยประธานหอกล่าวนำชนแก้ว cheers หลายครั้ง แล้วก็ขึ้นไป common room ไปทานเหล้า port หรือ กาแฟ (หรือในกรณีดิชั้น ที่กล่าวมาทั้งหมด บวกเบียร์ และไซเดอร์ 555 ล้อเล่นค่ะ)


    รู้สึกชอบธรรมเนียมนี้มาก คือตอนอยู่วอร์ริค เราก็มีอะไรทำนองนี้เหมือนกัน แต่เป็น dinner กับอาจารย์ที่ปรึกษากับนักเรียนปริญญาเอกในภาค
    แล้วอาจารย์ที่ปรึกษาที่วอร์ริคก็นิยม Rum ค่ะ (แล้ว Rum บริสุทธิ์ไม่ผสมอ้ะ) ไม่เหมือนที่นี่ formal กว่านิดนึง
    ได้ความรู้ดี วันนี้วิทยากรชื่อ Ian Munro จาก School of Management ก็มาเล่ามาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับแขนงวิชานี้ให้ฟัง มีประเด็น Information Warfare, Systems Thinking, Organization Studiers, Business Ethics/Corporate Governance (น่าเบื่อสำหรับเรา เพราะทุกอย่างของธุรกิจดูจะเป็นเรื่อง Common sense เกิ๊น แต่ดีที่อาจารย์เป็นคนตลก แล้วมีพูดถึง Oscar Wilde ด้วยนิดหน่อย แล้วมีไวน์ไม่ขาดสาย ก็เลยไม่หลับค่ะ)

    วันนี้ก็ได้คุยกับคนเยอะมาก ได้เห็นทุกคนในชุด formal ดูไปก็ตลกดีเหมือนกัน ปกติเราต้องใส่ครุยลงมา แต่เนื่องด้วยมีเพื่อนอเมริกันเยอะ
    เราและพวกคนอังกฤษที่นี่ก็เห็นใจ (และขี้เกียจด้วยล่ะ หนาวก็หนาว)
    ใส่ธรรมดาไปก็ดีแล้ว จริงๆ แซมเพื่อนเราถึงกับลงทุนขอให้แม่ส่งครุยมาจากแอตแลนตา จอร์เจีย เลยทีเดียว เพื่อวันหน้าจะได้ใส่ หรือไม่ก็ไว้ใส่ตอนไปโบสถ์ แต่เราว่ามันไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอกมั้ง คือ เป็นวัฒนธรรมที่น่าดูนะ เก๋ดี แต่ไม่ค่อย practical



    กับ ริชาร์ด และ แดเนียลลา



    แซมกับเหล้าพอร์ต

    ได้ยินว่าเราจะมี Formal Hall อีกตอนใกล้ X'mas ก็อยากให้มาถึงเร็วๆ แล้วล่ะ
    (จะเป็นไงเนอะ ถ้ามหาลัยบ้านเรามีอย่างนี้ด้วย มันได้ความรู้ดีนะ และก็ได้ใกล้ชิดกับอาจารย์และเพื่อนๆ)
    สนุกดี

    วันนี้มาเล่าแค่นี้แหละค่ะ
    ราตรีสวัสดิ์
    13 October

    Day Twenty Four: สติแตกในห้องเรียน History of Books

    Day Twenty Four: สติแตกในห้องเรียน History of Books

    หัวข้อเลคเชอร์วันนี้คือ ประวัติศาสตร์ของหนังสือ

    ตั้งแต่เรียนวรรณคดีมาไม่เคยคิดว่าจะได้เรียนอะไรแบบนี้ ตลอดเวลาเรามองหนังสือเป็นตัวบทอย่างหนึ่ง new criticism และหลาย ism ต่อมาหล่อหลอมให้เราอ่าน text วิจารณ์ text เพราะฉะนั้นหนังสือเป็นอะไรที่ abstract มากๆ เป็นสื่อหรือเป็นพาหะนำตัวบทมาให้เราอ่านอย่างสะดวก

    แต่วันนี้ เราได้มองอีกมุมหนึ่ง คุณอลิซเบธ เฮนเดอร์สัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลต้นฉบับและหนังสือหายาก ได้เล่าประวัติความเป็นมาของหนังสือ
    และชี้ให้เห็นความสำคัญของการมองหนังสือเป็น tangible object วัตถุสิ่งของที่เราจับต้องได้ มองเห็นได้ ดมแล้วได้กลิ่น โดยการนำตัวอย่างจากกรุ archive มหาลัยมา ยกตัวอย่างคือต้นฉบับตำราพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ซึ่งเขียนด้วยลายมือล้วนๆ (เพราะการพิมพ์กูเตนเบิร์กยังไม่มี) เป็นภาษาละติน ก็ได้ใช้ความรู้ละตินกระท่อนกระแท่นอ่านไปมา แล้วโอ้โห ให้พวกเราทุกคนในห้องจับหนังสือล่ะ คือเนื้อหามันเขียนลงบนหนังสัตว์ ศัพท์เทคนิคเรียก parchment แล้วบางที่มีรูมีบางหน้าแหว่งด้วย ตอนแรกก็นึกว่ามันเสื่อมเพราะกาลเวลา แต่พอดูใกล้ๆ อย่างที่คุณวิทยากรวันนี้แนะนำ จะ amaze มากเพราะด้วยความที่มันเป็นหนังสัตว์ รูและรอยต่างๆ มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถามว่ารู้ได้ไง ก็ตัวลายมือสิ มันบิดไปมา เบี่ยงหลบรูล่ะ หลบหน้าที่แหว่งล่ะ คือรักษาสภาพได้ดีมาก มัน amazing จริงๆ

    ถัดมาที่ได้เห็นเป็นบุณตาคือ facsimile ของ Luttrel Psalter (ศตวรรษที่ 14) สวยมากๆ ตัวจริงอยู่ที่ British Library เคยเห็นหนังสือวางขายด้วย
    แต่ไม่ขนาดใหญ่อย่างที่ St Andrews ซึื้อมา
    Psalter คือ อะไร
    ก็คือ Book of Psalm นั่นแหละ มักเขียนเป็นภาษาละติน แล้วก็ต้องมีภาพวาดสวยๆ ประกอบ
    อย่างที่วันนี้พลิกเจอหน้า 171r เป็นภาพของชาวนากำลังไถนา ซึ่งใครเคยอ่าน Piers Plowman จะจำรูปได้เลย เพราะรูปนี้ใช้เป็นหน้าปกหนังสือมาหลาย edition เราก็เปิดอ่านกันซาบซึ้ง เพราะมันสวยจริงๆ ถ่ายมาอย่างสมบูรณ์มาก



    ที่มันน่าสนใจคือรูปแบบของหนังสือ ตัว text ซึ่่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาสนาเนี่ยจะอยู่ตรงกลาง
    ในขณะที่รูปภาพที่บรรยายชีวิตประจำวันของคนธรรมดามักจะอยู่ตรง margin
    มันก็ก่อให้เกิดคำถามว่าที่เป็นอย่างนี้เนี่ย เพราะต้องการจะสื่อว่าศาสนาเป็น centre แล้ว มนุษย์สัตบุรุษทั้งหลายเนี่ยเป็นคนธรรมดาที่สำคัญน้อยกว่า marginalized หรือไม่ ซึ่งการวิจารณ์ในแง่นี้ เราจะไม่มีในหัวถ้าเราอ่านเฉพาะ text ที่เขาพิมพ์ใหม่เป็นหนังสือบ้างล่ะ นี่คือข้อดีของการอ่านจากต้นฉบับ มันได้ aspect อะไรใหม่ๆ จากประสบการณ์ตรงตลอด

    แ่ต่แล้วมันก็มีเรื่องเศร้าเหมือนกัน คือ ปกติ text เวลาขึ้นต้นบทเนี่ย เราอาจจะเคยเห็นกันก็ได้นะ มันจะขึ้นแบบนี้ สมมตินะ

    Once upon a time, there was a great writer named Virginia Woolf...

    ตัวโอที่ใหญ่ๆ มันเรียกศัพท์เทคนิคว่า ornate icon เพราะมันจะมีการประดับประดาด้วยเส้นสีภาพวาดต่างๆ สีที่ pop สมัยกลางก็สีแดง สีน้ำเงิน
    แล้วทีนี้ พอเราพลิกต้นฉบับไปมา ก็สังเกตเห็นว่าหลายหน้าเนี่ย ตัว icon มันหายไป!! เหมือนมีคนเอาคัตเตอร์ตัดไปซะงั้น เช่นตัวโอที่ยกตัวอย่างเนี่ย
    มันหายไปทั้งดุ้นล่ะ เสียดายมาก เขาก็อธิบายว่าสมัยศตวรรษที่ 19 มันมีแฟชั่นนิยมอะไรเก่าๆ mysticๆ หน่อย แล้วคนก็มาตัด ornate icon นี่ไปแปะในสมุดบันทึกส่วนตัวบ้างล่ะ ขายบ้างล่ะ เก็บเป็นที่ระลึกไว้เองบ้างล่ะ (แปะฝาบ้าน??) ซึ่งทำให้ต้นฉบับสมัยกลางหลายเล่มเสียหายมาก
    ตอนนี้ก็มีเวปที่พยายาม restore เอา icon มา match กับต้นฉบับ แต่ก็นะ ทำไม่ได้เต็มที่หรอก ยากจะตาย เราจะรู้ได้ไงว่า icon นี้อยู่ในเล่มไหนบ่้าง แต่ก็มีบางเล่มที่ทำได้ ก็เป็นที่น่าเสียดายมาก

    แล้วคุณฮนเดอร์สันเนี่ย ไม่เพียงแต่ยกหนังสือสุดหนักหลายเล่มเช่นเล่มเมื่อกี้มาให้ดู ร้ายและเก๋กว่านั้นค่ะ
    เธอยังให้พวกเราได้จับได้อ่านได้ดมหนังสือไล่มาตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา
    วันนี้ก็ได้จับ แคนเทอเบอรีเทลส์ ฉบับเขียนหลังChaucerตายไม่กี่สิบปี สวยมากล่ะ แล้วก็ได้จับหนังสือที่ Caxton พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์กรีก ทุกคนที่เป็นนักเรียนภาคอังกฤษใจพองโต แทบจะน้ำตาไหล เมื่อได้จับ John Donne พิมพ์ครั้งแรก จับ Milton
    แล้วก็ไล่มาเรื่อยๆ มี Tennyson มี ไบเบิลรูปภาพสำหรับเด็กสมัยวิคตอเรียน

    จนในที่สุด เวลามันเลยแล้วล่ะ แล้วเขาก็บอกว่าทุกคนกลับได้นะ ถ้าอยากกลับ แต่ไม่มีใครอยากสักคน
    แหม โอกาสนี้มันหายากอะ ในชีวิตคนเรียนวรรณคดี

    และแล้ว อยู่ๆ พอขึ้นศตวรรษที่ 20 คุณเฮนเดอร์สันก็หยิบ Between the Acts



    และ Kew Gardens ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ออกมา เราเห็นรูปหลายครั้งแล้วล่ะ แต่ไม่เคยได้สัมผัสอะไรเป็นๆ แบบนี้



    คือเขายังไม่ต้องบอกว่าคืออะไร เห็นแค่ Woodcut ของ วาเนสสา เบล
    จู่ๆ น้ำตาไหลตรงนั้นเวลานั้นเลยค่า ดูจะเว่อร์มาก แต่มันเก็บอารมณ์อาการไม่อยู่จริงๆ
    คุณเฮนเดอร์สันก็บอกว่า I believe we have a Woolf scholar here ก็พูดขำๆ ไป
    อายคนอื่นล่ะ เพราะคนอื่นก็ตกใจนิดหน่อย แต่หลายคนก็บอกว่าเข้าใจ เขาเองก็มี passion แบบนี้เหมือนกัน
    อย่างเพื่อนเราชื่อจินเจอร์เป็นคนเมกันเขียนเกี่ยวกับจอร์จ แมคโดนัลด์ก็บอกว่าเวลาเดินทะเล
    เธอจะน้ำตาไหลทุกทีเพราะคิดถึงชีวิตและคำพูดไพเราะๆ ลึกซึ้งของจอร์จ แมคโดนัลด์
    เจสซีซึ่งทำ John Donne ซึ่งก็ตื่นเต้นไม่แพ้กันตอนได้จับหนังสือของ Donne
    ก็บอกว่านี่เป็นที่ที่วิเศษที่สุดในการมาเขียนหนังสือเกี่ยวกับวูลฟ์
    ก็รู้สึกโชคดีที่ได้อยู่ในหมู่ของเพื่อนมนุษย์ที่โชคดีได้ทำอะไรที่ชอบเหมือนกัน ก็เลยเข้าใจกัน
     
    หมดชั่วโมงแล้วระหว่างที่คุณแฮนเดอร์สันก้มเก็บของ
    เราก็จับหนังสือไว้นานแสนนาน มันรู้สึกว่าได้ใกล้ชิดคนเขียนมากขึ้นยังไงก็ไม่รู้
    พอถึงเวลาต้องส่งคืน คุณเฮนเดอร์สันก็ใจดีบอกให้แวะมาแผนกต้นฉบับและหนังสือหายากและถามหาเขา เขาจะพาไปดูของดี
    ในกรุยังมีอีกเพียบ เราก็ เออ ไปแน่ค่ะ แต่ตอนนี้งานต้องเสร็จก่อน
    แล้วห้ามถ่ายรูปด้วยอะ วันนี้พอดีเอากล้องมา อยากถ่ายมากๆๆๆๆๆ แต่เขาบอกว่าต้องขออนุญาตเป็นทางการ in writing
    จะบอกเหตุผลว่าอยากถ่ายเก็บไว้แปะห้องมันก็กระไรอยู่
    เดี๋ยวเขาจะหาว่าบ้า

    แค่จะลงมาลอนดอนวันเดียวเพื่อจับต้นฉบัับวูลฟ์อีตาลก็ส่งเสียงมาตามสายว่าเราเสียสติ

    หวังว่าผู้อ่านคงจะไม่หาว่าเราเสียสติ แต่คาดว่าคนที่ได้ทำอะไรที่่ตัวเองชอบและใฝ่ฝันจริงๆ
    จะรู้สึกเหมือนกัน

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ

    ปล น้องที่คิดจะเรียนด้านวรรณคดีหรือวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ Medieval หรือ Renaissance
    อย่าเสียเวลาไปสมัครมหาลัยอื่นเลยค่ะ
    พี่ฟันธงเลยว่าการเรียนการสอนและ material ของที่นี่ (manuscript เยอะมาก)
    พร้อมที่สุดแล้วค่ะ
    12 October

    Day Twenty Three: Superwoman

      
    Day Twenty Three: Superwoman

    ก่อนอื่นใครที่ยังไม่เคยดูต้องกดดูมิวสิควิดีโอนี้ก่อน
    http://www.youtube.com/watch?v=VSIhjTDmtpw


    ถ้าใครถามว่านักร้อง feminist แห่งยุคเราเป็นใคร
    เราบอกได้เต็มคำว่า
    คนนี้ค่ะ Alicia Keys

    ถ้ามีวิชา Introduction to Feminism ในอนาคต ต้องมีคนนี้ในหลักสูตร:)
    Here's for the Superwomen fighting out there!!!

    Superwoman

    Everywhere I'm turning
    Nothing seems complete
    I stand up and I'm searching
    For the better part of me

    I hang my head from sorrow
    State of humanity
    I wear it on my shoulders
    Gotta find the strength in me

    'Cause I am a Superwoman
    Yes I am
    (Yes she is)
    Still when I'm a mess
    I still put on a vest
    With an S on my chest
    Oh yes
    I'm a Superwoman

    For all the mothers fighting
    For better days to come
    And all my women
    all my women sitting here trying
    To come home before the sun

    And all my sisters
    Coming together
    Say yes I will
    Yes I can

    'Cause I am a Superwoman
    Yes I am
    (Yes she is)
    Still when I'm a mess
    I still put on a vest
    With an S on my chest
    Oh yes
    I'm a Superwoman

    When I'm breaking down
    And I can't be found
    As I start to get weak
    Cause no one knows
    Me underneath these clothes

    But I can fly
    We can fly

    Cause I am a Superwoman
    Yes I am
    (Yes she is)
    Still when I'm a mess
    I still put on a vest
    With an S on my chest

    Oh yes
    I'm a Superwoman

    11 October

    Day Twenty Two: สบายๆ สไตล์ Highland

    Day Twenty Two: สบายๆ สไตล์ Highland

    ย้อนไปโน้ตที่เขียนไว้เมื่อวาน เราได้เล่าให้ผู้อ่านที่รักฟังว่าวันนี้จะได้ไปทริป Highland
    (ซึ่งมีพหูสูตที่มองทะลุปรุโปร่งเห็นจุดประสงค์ที่แท้จริงซะอีก
    ว่าอยากไปชิมและชิมและชิม The Famous Grouse ซึ่งเป็นมอลต์วิสสะกี้ที่อร่อยที่สุด
    ณ โรงกลั่นที่เก่าแก่ที่สุดของ Scotland แค่นั้น เรื่องทริป ภูเขา น้ำตก แกะ ม้า เป็นเรื่องรอง)

    อยากให้เพื่อนๆ และคนที่บ้าน และอาจารย์คารินาได้มาด้วยกันค่ะ:) คงจะสนุกเฮฮา
    ถ้าพร้อมแล้วเรามาออกเดินทางกันอีกรอบนะ จะเล่าให้ฟังว่าทำไรบ้าง

    เริ่มแรก
    เรากับอากินั่งแยกกันในรถทัวร์ เราไปนั่งข้างหนุ่มฝรั่งเศส (เห็นหน้าและฟังสำเนียงรู้เลย) ก็เลยทักทาย
    แล้วเขาก็บอกชื่อเขามาว่่าชื่อ ปิแอร์-ชอง พาโรดี-คาราเวก ชื่อยาวอะไรล่ะ
    เราก็ถามว่าเขาเรียนไร ก็ปรากฎว่าไงคะ เขาเรียนโฟโตนิกส์แล้วเป็น Lab Partner ของ... ลองทายสิว่าใคร
    แต่นแต๊น คีแนนที่รักของเรา
    เราก็บอกฮะ โลกกลมไรล่ะ
    เขาก็บ่นเลยว่าฟังว่าเออ เนี่ย กลุ้ม ฟังคีแนนไม่รู้เรื่อง (แล้วจะทำ lab รอดมั้ยล่ะเนี่ย)
    ก็เม้าท์กันไปสนุกสนาน ได้เพื่อนใหม่ีอีกคนเพื่อฝึกภาษาฝรั่งเศสที่กระท่อนกระแท่นของเรา (skillไม่เท่าของไนน์ค่ะ)

    เพื่อนใหม่ที่รู้จักอีกคนที่ suprise มากคือเป็นน้องคนไทย ชื่อน้องแอม ดีใจมากๆ ที่ได้เจอ ขอบคุณที่ให้ชิมซูชิค่ะ:)

    ต่อ
    ที่แรกคือ Dunkeld คำว่า Dun ที่เี่ราเห็นเป็นชื่อเมืองต่างๆ ที่นี่ เช่นที่ชัดเจนคือ Dundee เนี่ย มันแปลว่า fort หรือป้อม
    แต่ที่ไปเนี่ย ไม่ได้มีป้อม แต่มีอาสนวิหารที่สวยมาก มันเก่ามากด้วย ตั้งแต่สมัย 570 AD เป็นทรงโกธิคกับนอร์มันผสมกัน สวยดี



    เสร็จแล้วไปเดินป่าเดินเขา ดูน้ำตกฟองเบียร์ (~เหมือนจริงๆ เห็นแล้วอยากกระโจนลงไปพร้อมหลอดดูดชาไข่มุกอันใหญ่ หิวหิว)
    ที่ Hermitage จริงๆ ถ่ายวิดีโอมาด้วย อยากให้ฟังสำเนียงของไกด์ น่ารักมาก (ตอนนี้เริ่มฟังคำสกอตหลายคำไม่สะดุดเหมือนแรกๆ แล้วล่ะ)
    เดี๋ยว post ให้ดู ใครสามารถถอดบทได้ จะให้รางวัล

    ต่อจากนั้นไป Loch Tay ซึ่งสวยมากๆ เห็นแล้วอยากเล่นเรือใบที่นี่ ลุงจุงคงจะชอบ
    โชคดีที่อากาศวันนี้ดีมาก แดดออก ไม่หนาวมาก ก็เลยไม่โดนพิษลม Highland เล่นงาน



    จากนั้นก็ไป Loch Earn สวยมากเหมือนกัน เห็นสายรุ้งด้วย



    และแล้ว moment ที่รอคอยก็มาถึง The Famous Grouse Whisky Distillery ที่ Glenturret
    เคยลิ้มลองของเหลวอำพันชนิดนี้มานานแล้วล่ะ ที่ warwick ก็เคยซื้อมาติดห้องกันหนาว
    (ไม่ใช่ว่าดื่มจัดนะคะ แต่เพราะเคยได้ยินว่ามันดีต่อสุขภาพ... ดีพอๆ กับเบียร์ดำ
    ถ้ารับประทานในปริมาณไม่มาก... ไม่น้อยเกินไป) และพอรู้ว่าจะได้ไปถึงที่ผลิตก็ตื่นเต้น
    แล้วมันก็ดีจริงๆ เขาพาเราไปดูกรรมวิธีการผลิตตั้งแต่แรกจนจะ store เก็บไว้เป็นสิบๆ ปีั
    วันนี้ได้ term ใหม่ที่คิดว่าน่ารักมาก คือเวลา store วิสกี้เนี่ย นานวันไปมันก็ระเหย และระเหยเยอะซะด้วยสิ เกือบยี่สิบเปอร์เซนต์ของถังไม้ที่เอาไปเผาและรมควัน คนที่พาเที่ยวก็บอกว่าเขาเรียกว่า บรรณาการของเทวดา Angel's share ที่ระเหยไปเนี่ย จริงๆ เทวดาบนสวรรค์ได้กลิ่นหอมเย้ายวนของของเหลวชนิดนี้แล้วอยากดื่มบ้าง ก็เลยลงมาขโมยไป
    ชอบอะ (แล้วทีรายละเอียดอย่างอื่นเช่นขั้นตอนการกลั่นหรือกรรมวิธีทางเทคนิควิทยาศาสตร์ ไม่จำ)
    นึกภาพเทวดาชายหญิงมีปีกมี halo บนหัวนั่งผสมดื่มเหล้ากันข้างบน เฮฮา

    ฟังมานานจนอยากจะชิมแล้วจริงๆ (คืออยากกินของฟรี)
    แล้วเวลาแห่งความสุขมันก็มาถึงค่ะ


    A wee dram brightens the day:)
    ชอบคำนี้อะ  A wee dram สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าแปล่วาอะไร A wee dram แปลว่า A shot of whisky
    (และเจาะจงด้วยว่าเป็นซิงเกิลมอลท์) ฉะนั้น เวลาไปทานเหล้ากับเพื่อนที่นี่ ก็ A wee dramๆๆๆๆๆ จะพูดกันเสมอ
    คำว่า wee คือ little
    แล้ววันนี้ไกด์บังคับให้พูด aye แทน yes ก็ชอบอะ รู้สึกเหมือนอยู่ในรัฐสภาอังกฤษสมัยก่อนที่ต้องร้องว่า aye เห็นชอบ nay ไม่เห็นชอบ
    hear hear! เยี่ยมยอด ซึ่งเป็นธรรมเนียมตอนเลือกตั้งประธานหอและไปฟังโต้วาทีมหาลัยเหมือนกัน ต้องตะโกนออกมาเสียงดังสะใจ

    ชิมๆๆๆๆ เสร็จแล้วก็มุ่งหน้ากลับมหาลัย
    เป็นอันจบทริป

    มาคิดๆ ดูวันนี้เราก็ได้ค้นพบได้เรียนรู้ข้อความจริงสองประการ

    ประการแรก (~จะค้อนข้าง cheesy แต่จริง) คือ ประเทศสกอตแลนด์เป็นสถานที่ที่สวยที่สุดเลย
    แค่นั่งรถผ่านเห็นภูเขา เห็นทุ่ง เห็นม้าขาว (ชาวcelt เชื่อว่าหลังจากที่เราเห็นม้าขาวเจ็ดตัว คนที่เราจับมือด้วยเนี่ย จะเป็นเนื้อคู่ของเรา แต่วันนี้เห็นแค่สองสามตัว แต่ก็นะ เราว่าเราไม่จำเป็นต้องเห็นเจ็ดตัวก็ได้:P) ก็รู้สึกมีความสุขแล้ว
    ไม่น่าผู้คนที่นี่อารมณ์ดีและอัธยาศัยน่ารักมากๆ (~ผิดกับอังกฤษ)
    การอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมันยังไงอะ refine เราอะ มันทำให้เรารู้ว่าเราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกนี้ โลกมันไม่ได้หมุนรอบตัวเรา มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่รอให้เราค้นพบ มีอะไรหลายอย่างที่เราอาจไม่มีวันได้ค้นพบ
    ความลี้ลับของตำนาน celtic ความลึกของประวัติศาสตร์ที่นี่ ทั้งหมดมันเจ๋งจริงๆ

    สังเกตเห็นว่า identity crisis การจะนิยามอัตลักษณ์หรือความเป็นอังกฤษเนี่ย คนอังกฤษต้องพึ่งขั้วคู่ตรงข้าม คือ พวก colony ในการนิยามตัวเองคือ เป็นชาติที่เก่ง ครอบครองได้เกือบทั้งโลก พระอาทิตย์ไม่แลลับตกดิน ลองสังเกตดูก็ได้ การแสดงของอังกฤษตอนปิดโอลิมปิคอะ lame อะไรล่ะ แล้วเอา Beckham มาโชว์แค่นี้ เนี่ยนะ เทียบกับจีนแล้วคนละเรื่อง ราชวงศ์อังกฤษ หมวกbowler น้ำชา ลอนดอน eye
    ทั้งหมดนี้มันเป็นความเป็นอังกฤษจริงๆ เหรอ ทำไมมันมีแค่นี้ มันไม่ใช่ว่าจะขาดเนื้อหนัง แต่มันขาดความจริงใจแบบสกอต
     
    identity ของสกอตมันเต็มเปี่ยม มันลึกซึ้ง
    แล้วเท่าที่เจอมา ได้คุยมาเนี่ย
    ทุกคนภูมิใจที่เกิดเป็นสกอต หรือถ้าไม่ใช่คนสกอต ก็รู้สึกโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่
    เคยไปเจอผู้ชายสูงอายุสองคนในผับที่บอกว่าทุกครั้งที่ฟังเพลงจากปี่สกอต น้ำตาจะไหลทุกที
    มันมีอะไรบางอย่างในนั้นที่อธิบายไม่ได้

    อ้อ ลืมเล่าให้ฟังว่ามีหลายคนบอกว่าเห็น Ewan McGregor เดินแถวๆ โรงกลั่นด้วย เพราะบ้านเขาอยู่แถวนี้
    อย่าง ยวน หรือ ชอน คอนเนรี ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเขาภูมิใจในมรดกวัฒนธรรมของเขามากๆ เนอะ

    เราอยากจะเชียร์ให้สกอตมีเอกราชสักที แยกเป็นประเทศต่างหากไปเลย แต่เนื่องด้วยต้องพึ่งพาอังกฤษทางเศรษฐกิจ ก็คงอาจะต้องใช้เวลาหน่อย

    ประการที่สองที่ค้นพบวันนี้คือ ชาวสกอตและตัวเราเองมีความเหมือนในความต่าง
    ความต่างคือเชื้อชาติ ภาษา
    ความเหมือน
    คือ ความรักที่จะสังสรรค์ในหมู่เพื่อนฝูงด้วยการดื่มอะไรที่เลิศๆ ในผับที่เลิศๆ
    เพราะหลังทริป ก็ไปเจอไกด์นั่งละเลียดเบียร์ไพน์ต์ใหญ่ๆ ในผับล่ะ
    ไม่ใช่จะว่า alcoholic หรืออย่างไร
    มันเป็นการฉลองการมีชีวิตอะ ไดุ้คุยกับคนอื่น
    ชนแก้ว cheers กับคนแปลกหน้าที่เป็นมิตร:)

    เพราะฉะนั้นวันนี้ หันไปหาคนข้างๆ แล้ว CHEERS!!! Slaandjivaa!!! (ภาษาเกลิคแปลว่า เพื่อสุขภาพของท่าน)
    (~อยากให้การเมืองไทยคลี่คลายแบบนี้ได้จัง)

    (ลุำกไปเปิดกินเนสในห้องที่ยังพอหลงเหลืออยู่)

    Cheers ค่ะทุกคน
    10 October

    Day Twenty One: ชาเขียวร้อนๆ และเพื่อนน่ารัก

    Day Twenty One: ชาเขียวร้อนๆ และเพื่อนน่ารัก

    วันนี้ทำงานเหมือนเดิม เข้าห้องสมุด กลับมาเขียนงาน
    รู้สึกว่า routine แบบนี้มันได้ผลดี

    ตอนเที่ยงไปฟังแตรวงของที่นี่เล่น เป็นคอนเสิร์ตฟรี มีขนมกับน้ำชากาแฟให้ด้วย
    แต่อิ่มจากตอนเที่ยงก็เลยไม่ได้เอาเข้าไปกินในหอประชุม (เพิ่งเคยเห็นที่นี่ที่แรกที่ให้เอาอาหารเข้าหอประชุมตอนไปฟังคอนเสิร์ตได้)

    ตอนเย็นกินสามคอร์ส โว้ จุกมาก มีซุป พายไก่กับเห็ด มันฝรั่ง แล้วก็ตบด้วยไอติมกับแอ๊ปเปิ้ลอบน้ำผึ้ง หวานเลี่ยนล่ะ
    ก็เลยคิดว่าจะต้องเดินเยอะหน่อย ต้องวิ่งด้วยวันนี้ จึงจะ burn สมที่กิน

    พอดีมารีนาเพื่อนชาวสเปนบอกจะไปเทสโกในเมือง ก็เลยอาสาไปเป็นเพื่อน เพราะเดินไปท่าเรือก็ระยะทางเกือบเท่ากัน
    ก็ช่วยเธอถือของกลับหอ ลืมบอกไปว่ามารีนาพักอยู่ชั้นเดียวกับอากิ และก็เพื่อนที่เรียนภาคอังกฤษอีกสองคนคือ แครีและเมแกน
    ก็เลยเฮฮา ไปเคาะประตูห้องน้องกล้า (~น้องคนไทยที่เคยเจอกันผ่านๆ ครั้งเดียว) ทักทาย ก็ดีใจที่ได้เจอคนไทย ได้พูดภาษาไทยบ้าง
    (~ฟังดูกระแดะ แต่มันจริง) น้องเขาใจดีชวนไปกินข้าวกับกลุ่มคนไทย (ซึ่งเรายังไม่เคยเจอ) ก็ไปไม่ได้อีกเพราะพรุ่งนี้ต้องคื่นเช้าไปเที่ยว highland และชิมวิสกี้ (จริงๆ ไม่ได้อยากไปเที่ยว อยากไปโรงกลั่นเลย แต่มันต้องไปเที่ยวเป็นพิธีก่อน 555)

    ช่วยมารีนายกของเธอขึ้นมาชั้นบนสุด เจออากิ กับแครีเพื่อนคนแคนาดา แล้วก็เมแกนเพื่อนคนเมกันด้วย (แฟลตนี้มีคนอยู่ภาคอังกฤษหลายคนมากๆ )
    ก็ชวนเรากินชาเขียว
    ก็เลยได้คุยกัน เรื่องศาสนา เรื่องชาติของแต่ละคน การเมือง แล้วก็เรื่องภาษา สนุกดี ได้รู้อะไรใหม่ๆ
    แล้วจู่ๆ มารีนาก็ถามเรื่อง homosexuality ในประเทศไทย มันดังมากขนาดน้าน
    ก็เลยเล่าให้ฟังว่าเป็นไง เราก็บอกว่ามันก็เปิดเผยเหมือนกันนะ แล้วคนก็เริ่มเปิดใจนิดนึง กล้าพูดเพราะภูมิใจไง รู้สึกว่าสเปนไม่มีทางรับได้
    เป็นคาธอลิคออกยังงั้น แล้วก็ต้องหน้าแตกค่ะ

    เธอก็บอกว่าที่สเปนเพิ่งออกกฎหมายให้แต่งงานกันได้แล้ว (เมื่อสองปีที่แล้ว!!)
    เพล้งค่ะ

    ส่วนอากิก็พูดเรื่องอายุของตัวเอง ว่าจะสามสิบแล้ว คนอื่นในภาคที่อายุเหยียบสามสิบต่างแต่งงานมีลูก (หลายคนด้วย) นะส่วนใหญ่
    ก็เลยล้ออากิว่าแอบมีลูกมีเมียมาอาศัยในห้องรึเปล่า ก็ฮากันไป เขาก็เดินเปิดห้องให้ดูเป็นหลักฐาน อู้หู้ อากิเอาจักรยานขึ้นมาเก็บในห้องนอนค่ะ
    เขาก็เล่าประสบการณ์ว่ามันเป็นปมในใจ ตอนเรียนที่ York เขาได้จ่ายเงินส่งจักรยานของเขาจากญี่ปุ่นมาที่อังกฤษ ด้วยเหตุที่ชอบเสือภูเขาคันนี้มาก
    (~ราคาเหยียบร้อยปอนด์ เพราะมันเป็นสั่งทำพิเศษที่ญี่ปุ่น) เวลาล็อกจักรยานตอนเรียนที่ York ก็ล็อกตั้งสามชั้นแน่นหนา
    และแล้วตอนที่เขายุ่งกับการเขียนงานส่ง ก็มีคนมาขโมยจนได้ ไม่รู้ทำได้ไง ส่งผลให้รู้สึกเจ็บใจและเคืองมาก
    ตั้งแต่นั้นมา พอมีคันใหม่ ก็เลยเอามาไว้ในห้องนอนเลยค่าก็เลยล้อว่าจักรบานเป็นลูกของอากิ

    แครี เมแกน กับมารีนาก็กลับมาถามเรื่อง homosexuality ในไทยอีกแล้ว ก็ถามว่าทำไมอยากรู้จัง
    ก็ตอบว่าเก็บข้อมูลไว้เขียนรายงาน (อ้อ ใช่ เรียน women and gender กัน)
    ก็เล่าไปค่ะ ก็ล้อเล่นกันไปมาสนุกดี
    มารีนาก็พูดตรงๆ ว่าสำหรับเธอเพศมันเป็นแค่ label อย่างหนึ่ง ก็ดีใจที่ได้พบใครที่กล้าพูดอะไรออกมาตรงๆ
    แล้วก็ใจกว้าง ~ส่วนอากินั่งปิดปากเงียบแล้วบอกว่าเวลาอยู่กับพวก feminist ตัวเขาหดเหลือนิดเดียว แล้วรู้สึกเหมือนไม่ได้มีส่วนร่วม แต่เราว่าที่เขาเป็นอย่างนั้นเพราะตีความ feminism ผิดไปนิดหน่อย เราไม่ได้จะว่าผู้ชายเลว แต่เราพยายามเรียกร้องให้ผู้หญิง -ต้องเริ่มที่ผู้หญิงก่อน- เห็นคุณค่าและภูมิใจกับการเป็นผู้หญิง เรามีสิทธิในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน feminist ไม่ใช่ "ผู้หญิงที่อยากมีหนวด" (ขอ quote รัฐบุรุษอาวุโสท่านหนึ่งของไทย ที่ค่อนข้างจะ misogynist คนหนึ่ง ใครรู้บ้างยกมือขึ้น แต่ไม่ต้องพูดไรนะ Rest in peace ไม่อยากขุดคุ้ย) ที่มาตะโกนเย้วๆ ด่าผู้ชาย อย่างนั้นวูลฟ์ไม่เห็นด้วยแน่นอน

    เราก็ตกลงกันว่าจะพบกันใหม่เพื่อดื่มชากันอีกในไม่ช้า
    เทอมหน้ามี PG Ball ก็คิดกันว่าจะไปกัน คงจะสนุก

    แล้ววันเกิดมารีนามันใกล้จะมาถึงแล้ว ก็คิดกันว่าจะไปกินอาหารไทย (~เข้าทางดิชั้นจริงจริ๊ง)
    ส่วนวันเกิดของแครีกับอากิวันเดียวกันพอดี เดือนมีนา ก็นัดฉลองกันแน่นอน
    ก็รู้สึกดีที่ได้ทำความรู้จักเพื่อนที่นี่ อบอุ่นดี:)

    ส่วนประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ (~ถ้ามีคนสนใจนะ)
    เพราะเรากับเพื่อนๆ จะตื่นเต้นถกกันแต่เรื่องนี้จนกว่าจะได้พบจูดิธเดือนหน้า 555

    09 October

    Day Twenty: สัมมนาและความพยายามเบิกเงินจากภาค ครั้งที่ 1

    Day Twenty: สัมมนาและความพยายามเบิกเงินจากภาค ครั้งที่ 1

    วันนี้ดิชั้นได้กระทำตามแผนการที่จะเบิกเงินจากภาคไปร่วมสัมมนาที่เอดินเบอระได้อย่างสำเร็จไปขั้นหนึ่ง

    สัมมนาที่กำลังจะไปเข้าร่วม พร้อมกับอาหารค่ำที่เลิศหรู
    (ที่หรูเพราะส่วนหนึ่งคือได้ไปอาคารที่เก่าที่สุดในเมือง มีไวน์ไม่อั้น
    และเพราะจะได้พบ idol นักวิชาการ Queer Studies ในดวงใจ คือ Judith Halberstam in flesh!!)
    คือสัมมนาชื่อ Sexualities in/out of Time เรื่องเพศสภาพ/เพศวิถีในและนอกกาลเวลา น่าสนใจมาก
     
    ที่ต้องใช้ยุทธวิธีการจะเบิกเงินจากภาคเนี่ย
    สาเหตุมันก็เห็นกันโต้งๆ อยู่
    คือปกติภาคจะออกเงินให้เด็ก PhD ทั้งหมด
    รวมค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าสัมมนา ค่ากินอยู่
    แต่ต้องเฉพาะกับคนที่เขียนหัวข้อที่ relevant คือ ตรงกับที่จะไปงานสัมมนานั้นๆ
    แล้วอาจารย์หลายคนเตือนว่าอย่า bend หัวข้อเราให้ครอบคลุมกับเรื่องที่จะสัมมนาเพียงเพราะอยากจะเบิกเงินไปเที่ยว หรือ have a good VIP time
    แต่เราเห็นว่าทุกอย่างมัน link กัน มัน interdisciplinary กันหมดแหละความรู้น่ะ (~แล้วก็อยาก have a good time ด้วย)
    แต่ก็เข้าใจนะ ถ้าภาคให้คนที่เรียนOld English แบบ Piers Plowman ไปฟังเรื่อง Drag Queen ในยุค 60s มันก็เกินไปหน่อย
     
    แล้ว อย่างที่เห็นได้ชัด หัวข้อดิชั้นมันไม่ใช่ Queer Studies ค่า

    แล้วจะทำอย่างไรเล่า ในเมื่ออยากจะไปสัมผัสจูดิธใจจะขาด
    เพราะชอบหนังสือชื่อ Female Masculinities มากๆ อ้างอิงในงานตัวเองหลายอยู่ และอยากได้ลายเซ็นและรูปถ่ายคู่
    ทำอย่างไรถึงจะได้ไป
    ก็มานั่งคิด
    แล้วก็ภาวนาให้วูลฟ์ช่วย555

    แล้ววูลฟ์ก็ช่วยจริงๆ ค่ะ
    คิดออก
    นั่งห้องสมุดก็ไปคุ้ยถังขยะรีไซเคิล ได้กระดาษแผ่นหนึ่ง
    ก็นั่งเขียน proposal แทรกเข้าไปในบทที่ว่าด้วยสถานที่และอัตลักษณ์ทางเพศ
    โดยใช้... แตนแต๊น
    เรื่อง Orlando (surprise surprise!)
    และเพศวิถีในเชิง oriental ถ้าใครอ่านจะจำได้ว่า การเปลี่ยนเพศของ Orlando จากชายเป็นหญิงมันเกิดขึ้นที่ใด
    ไม่ใช่เกาะอังกฤษแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่ยุคสมัยของวูลฟ์ด้วย ทำไมเป็นเช่นนั้น
    สาเหตุที่มันต้อง in/out of time มันเป็นส่วนหนึ่งของ Orientalism หรือ เป็นสิ่งที่ตั้งคำถามต่อ Orientalism นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
    แล้วก็เอามา link กับเรื่อง exotic alteritist discourse ก็โอเค คิดว่าน่าจะพออ่านได้ ไม่น่าเกลียดมากนัก

    เสร็จแล้วก็รีบเดินไปหาเลขาภาค ส่งให้ ทอม โจนส์ อนุมัติ (ไม่ใช่คนที่ร้อง sex bomb นะ)
    แล้วก็

    ผ่านค่ะ!!!

    เหลือเพียงให้ซุปเซ็นชื่อเป็นพิธี
    I'm off to see Judith!

    ก็จะมาเล่าความเก๋ของ Judith ให้ฟัง (พี่เต้คงรู้แล้ว)
    Judith หรือ "Jack" Halberstam เป็น Drag King อะ ให้ดูรูป เท่มาก



    เป็นอาจารย์วรรณคดีอังกฤษที่ Duke University
    งานของเขาเนี่ยดู subculture ของ queer แล้วก็บอกว่ากาลเวลาและสถานที่ที่เราเข้าใจว่ามันสากลถูกต้องแท้จริงเนี่ย
    จริงๆ มันเป็นผลผลิตสร้างมาจาก norm หรือขนบของพวก heterosexual มาตั้งแต่บรรพกาล ซึ่งดันพวก Queer ให้เป็นชายขอบไป
    การมีความรู้ความเข้าใจนี้ จะช่วยให้เราตั้งคำถามมาตรวัดทางสังคม (อะไรคือ ปกติ อะไรคือ ผิดปกติ) ว่ามันจริงแท้สากลแน่หรือ
    หรือมันเป็นสิ่งสร้าง

    นอกจากนี้ เขายังดูเรื่อง Female Masculinities ว่าความเป็นชาย ความเป็นหญิง เราจะทิ้งไป จะ discard ไปว่าไม่มีจริงๆ ไม่ได้หรอก มันเป็นส่วนหนึ่งของเราไปแล้วล่ะ แต่ที่เขาเสนอคือ มันมีความเป็นชายกระแสหลัก (เพราะอำนาจของกระแสหลักไปกดทับกระแสอื่นๆ มันถึงกลายเป็นกระแสหลักได้ ใช่มั้ย ) และความเป็นชายกระแสรองที่มักถูกเยาะเย้ยถากถางคือจะพบในหมู่ทอม หรือ drag king ซึ่งด้วยความที่เป็นกระจกสะท้อนความเป็นชายกระแสหลักเนี่ยก็ได้ท้าทายความเป็นชายกระแสหลักนั้นๆ นี่คือประเด็นที่อเราเคยเอามา present และเสนอต่อว่ามันสามารถดูในแง่ postcolonial ได้คือ ผ่านเลนส์ของ Bhabha เรื่อง Mimicry (น้องจัสมินที่ไปฟังคงจะจำได้)

    หลักความคิดเขาจริงอยู่มันยังโต้แย้งได้อีกมาก แต่เราก็ชื่นชมในความ creative ของจูดิธจริงๆ
    ใครอยากลองไปอ่านเล่นๆ ในห้องสมุดอักษรมี Female Masculinities แนะนำจริงๆ ค่ะ สนุกมาก
    เพราะไม่ได้แค่วิเคาะห์ text แต่มันวิเคราะห์ละคร ภาพยนต์
    และแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัวของจูดิธเองด้วย เธอกล้าที่จะเอาตัวเข้ามาเป็น case study อะ คิดดู

    เยี่ยมค่ะ