Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    29 January

    Day One Hundred and Twenty Six to One Hundred and Twenty Nine: The Reader

    Day One Hundred and Twenty Six to One Hundred and Twenty Nine: The Reader

    เบน เพื่อนสนิทบนโต๊ะอาหารใน Hall ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ เคท วินส์เลท (ถึงขั้นอยากขอแต่งงาน)
    (ไม่ต้องพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเขาอยากจะตัดต่อฉากนู้ดของเธอทุกฉากมาเก็บไว้ เพราะคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก)
    ได้พูดถึงหนังสือและหนังเรื่อง The Reader เราก็เลยตกลงกันว่าจะไปหามาดูมาอ่านกัน



    เรื่องอ่านคงต้องเก็บไว้เป็นเรื่องของอนาคต
    เพราะตอนนี้เราสองคนยังไม่ว่างอ่านหนังสืออ่านเล่น (ซึ่งคำว่าหนังสืออ่านเล่นแปลว่า หนังสือที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำ) สักเท่าไหร่
    ก็เลยตกลงกันว่าดูหนังละกัน ง่ายดี ดู trailer ได้ทีั่่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=8tCqSm4Phug

    ตอนแรกได้ข่าวว่าเคทได้รับเสนอชื่อหลายรางวัลในบทของฮานา ชมิทซ์ เจ้าหน้าที่ค่ายกักกันชาวยิว
    และได้ข่าวว่ามีแต่คนชมเชยว่ารูปร่างเธอสวยมาก โอปราห์ (จะใครอีกล่ะ) ถึงขั้นออกความเห็นเลยว่าเอ่อ Chest region สุดแสนจะ natural
    ส่วนตัวเธอเองออกมาให้สัมภาษณ์ (~แน่นอนที่รู้ก็เพราะคุณเบนส่งลิงค์มาให้ชม ไม่งั้นไม่สนใจหรอกค่ะ ไม่ได้ชอบเคทเท่าไหร่)
    ว่าเธอรู้สึกว่าเอ่อ chest region ของเธอเหมือนผลไม้ที่สุกงอม (จนเหี่ยว) ตลกดี
    อ่านเจอเรื่องเธอในข่าวก็เฉยๆ นะ ไม่ได้ตื่นเต้นไร

    แต่พอดูหนังเรื่องนี้จบ
    โอ้โห นับถือค่ะ (ไม่ใช่เรื่องนู้ด อย่างที่เบนชื่นชม)
    นับถือเรื่องความสามารถ เพราะเธอได้พิสูจน์ตัวเองจริงๆ
    ไม่นึกว่าเธอจะยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้
    จริงๆ ไม่คิดว่าเธอควรรับรางวัลในฐานะ supporting actress ด้วย
    บทของเธอเด่นกว่า เรฟ ไฟนส์ หรือ David Kross (เล่นเป็นไมเคิล เบอร์กตอนวัยรุ่น) ที่เก่งไม่แพ้กัน ได้ข่าวว่าดาราเยอรมันคนนี้เพิ่งเรียนภาษาอังกฤษอย่างหนักเพื่อเล่นหนังเรื่องนี้



    แต่ที่ร้ายกว่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่ทำให้รู้สึกเลยว่า
    เอ้อ ความรู้สึกอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ออกตอนดูหนังเรื่องนี้
    นี่คือนิยามของ trauma นี่คือ collective guilt
    ที่ชาวเยอรมันต้องรับมาแบกไว้และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
    ที่ผ่านมา เราได้มองมุมของชาวยิวผู้ถูกกระทำ ได้อ่าน narrative ของผู้ที่รอดชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ในค่ายกักกัน
    เรื่องรมก๊าซ เรื่องการเอาผมคนมาทอเป็นเสื้อผ้า เรื่องทรมาน
    แต่น้อยมากที่เราจะได้วิเคราะห์เรื่อง trauma ในฝั่งของเยอรมัน



    ยิ่งดู ก็ยิ่งนึกถึงคำที่ว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว เป็นสัจธรรม
    trauma มันมีผลกระทบ both ways
    ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ
     
    อ่านข่าวบีบีซีเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมีนักวิชาการสองฝ่ายออกมาถกเถียงกันว่าค่ายกักกัน Auschwitz ที่โทรมเหลือประมาณเนี่ย
    ควรจะรื้อถอนให้สิ้นซากหรือควรอนุรักษ์ไว้
    ฝ่ายหนึ่งบอกว่าควรรื้อถอนตึกทิ้งไป เพื่อลบ เพื่อเยี่ยวยาบาดแผลของความทรงจำ เพราะมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ใคร
    อีกฝ่ายบอกว่าไม่ได้ trauma ไม่มีวันหายไป เราควรเก็บไว้ ควรสืบสานเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของเรา

    หนังเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าวัตถุสิ่งของเป็นแค่ส่วนหนึ่งของความทรงจำ ของสิ่งที่ย้ำเตือน trauma
    และไม่มีอะไรจะส่งเสริมให้แผลหยั่งลึกลงไปมากเท่ากับความพยายามที่จะลืม
    เพราะมันเป็นไปไม่ได้
    เหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตไม่ใช่รอยดินสอบนกระดาษขาวที่จะลบได้ด้วยยางลบปื้ดเดียวจบ

    อ่าน review หนัง
    มีหลายคนออกมาโต้ว่าเรื่องนี้แย่ เพราะมันพยายามให้เราเห็นใจพวกนาซี
    เจ้าหน้าที่อย่างฮานาล้วนเป็นผู้ลงมือกระทำ ก่อทุกข์ให้คนอื่น
    ไม่ควรจะเห็นใจ

    เราก็อยากจะโต้ว่าไอ้ความรู้สึกอึดอัดตอนนั่งดู
    และชะตากรรมของตัวละครชาวเยอรมันอย่างฮานาเนี่ย
    มันบ่งบอกข้อความของหนังไม่ชัดเจนพออีกหรือ

    trauma คือ narrative และการลูบแผลด้วยกัน
    ส่งผ่านแผลให้กันผ่าน narrative
    ผ่านการเล่าเรื่องหรืองานเขียนอย่าง The Reader ที่เป็นนิยายหรือที่เป็นหนัง
    มันยังประโยชน์มากกว่าไม่ใช่เหรอ
    ในแง่ไหน
    ในการย้ำเตือนว่าเราเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา
    ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นขาวหรือดำ
    ผู้ถูกกระทำเจ็บปวด
    ผู้ลงมือกระทำก็เจ็บปวดเช่นกัน
    บางทีฮานาก็ไม่ได้เป็นคนที่ผิด และบางทีภาพของเจ้าหน้าที่กักกันค่ายที่ต้อนคนเข้าห้องรมก๊าซราวต้อนฝูงวัวควายเนี่ย
    เขาก็เป็นคนที่มีความรู้สึกเหมือนกัน ไม่ใช่คนที่เหี้ยมโหดไร้ความรู้สึก ไม่ใช่คนที่ไร้หน้าไร้ตัวตนที่เราจะ identify ตัวเองด้วยได้
    เราทุกคนสามารถเป็นฮานา แม้เราจะรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เราทำไม่ "ถูกต้อง" แต่อะไรเล่าคือสิ่งที่ "ถูกต้อง"
    ในศาลที่คนเยอรมันย่างคนเยอรมันกันเอง หลังเหตุการณ์ holocaust
    เจ้าหน้าที่ที่ถูกตราหน้าว่า "นาซี" หลายคนบอกว่า จะให้ทำอย่างไร บางทีเราก็ไม่มีทางเลือก
    เราได้รับคำสั่งให้ทำเช่นนั้น ให้เลือกคนยิวมาฆ่าเพื่อให้เกิืดที่ว่างในค่ายกักกันที่จะพังมีพังแหล่
    ฮานากล่าวว่า "It doesn't matter what I think. It doesn't matter what I feel. The dead are still dead."

    บางทีเราไม่ต้องไปลงโทษคนเหล่านั้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราวหรอกกระมัง
    เพราะคนเหล่านั้นก็ต้องแบกรับกรรมและทุกข์ในใจจากการกระทำของพวกเขาหรือพวกเธออยู่แล้ว และนรกอะไรก็สู้นรกในใจไม่ได้
    เพราะมันจะวนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่มีทางออก ไม่มีทางหลุดพ้น

    ไมเคิล เบอร์ก ซึ่งเป็นตัวแทนคนเยอรมันรุ่นหลังสงครามก็นำความรู้สึกผิดที่ได้รับส่งผ่านต่อมาเนี่ย มาระบาย มาชี้นิ้ว blame ฮานา  ซึ่งบังเอิญเป็นผู้หญิงที่ตัวเองรัก ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมในชีวิตของเขาเอง ความพยายามที่จะลืมเธอ เฉกเช่นความพยายามจะลืมความเจ็บปวดของสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม ทำอย่างนี้ไม่ได้ก่อให้เกิดผลดี ชีวิตแต่งงานของเขาล้มเหลว รักใครไม่ได้อีก เฉกเช่นกับคนที่พยายามลืม trauma ในการลบเลือนความเจ็บปวด เรากำลังลบเลือนอัตลักษณ์ สิ่งทีเราเคยมี เคยเป็น และจะเป็นในอนาคตด้วย

    มีฉากที่เขากำลังเดินไปเยี่ยมฮานาในคุกหลังศาลตัดสินว่าเธอ ในฐานะเจ้าหน้าที่ค่ายกักกันมีความผิดโทษจำคุกตลอดชีพ
    กำลังจะได้เจอกัน กำลังจะ reconcile แต่ด้วยความรู้สึกผิดต่อชาวยิว เขากลับเดินออก
    และไม่เคยมาเจอหน้าฮานาอีกจนกระทั่งเวลาผ่านไปหลายปี ระหว่างนั้น เขาอ่านหนังสืออัดเทปส่งไปให้ฮานาเพราะตอนที่คบกันเนี่ย ฮานาเคยบอกว่าเขาเป็น "good reader"



    narrative ทั้งหลายที่พบในงานวรรณกรรม เรื่องราวชีวิตตั้งแต่ในระดับมหากาพย์คือชีวิต ความรักและวีรกรรมของเทพและนักรบใน odyssey ของโฮเมอร์
    จนถึงเรื่องราวความรักและอุปสรรคต่างๆ ของ Anna และ Dmitri ในเรื่อง The Lady with the Dog ของ Chekhov (ซึ่งเราเชื่อว่าพลอตเรื่องความรักระหว่างคู่รักต่างวัยเป็นแรงบันดาลใ้ห้เกิดเรื่อง The Reader) narrative เหล่านี้มันแฝงไปด้วยความทรงจำ ในระดับพลอต ระดับเนื้อเรื่อง แน่นอน ทำให้ทั้งฮานาและไมเคิลนึกถึงความหลัง และในระดับของเสียงในเทป แน่นอนมันทำให้ฮานาและไมเคิลนึกถึงตอนที่เคยคบกัน ตอนที่ไมเคิลเคยอ่านหนังสือให้ฮานาฟัง ความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันหล่อเลี้ยงโดยตัวบทจากวรรณคดี จะว่าอย่างนั้นก็ได้

    และสิ่งที่เป็นประโยชน์ในการ "อ่าน" หรือ ส่งผ่าน narrative ของความรักและความเจ็บปวดคืออะไร
    แน่นอนมันทำให้ฮานากลายเป็น "the reader" (ต้องเขียนกำกวมวันนี้ เพราะไม่อยาก spoil หนัง เห็นใจคนที่ยังไม่เคยอ่านนิยายหรือดูหนัง)
    ไมเคิลได้ peace of mind (แต่ใช้เวลานานมากกว่าจะได้ และดีที่ไม่สายเกินไป)

    ใช่ เป็นคำถามที่น่าสนใจ
    คนยิวที่ถูกทรมานได้อะไร คนเยอรมันได้อะไร จากการเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัฑ์ holocaust
    หรือถ่ายทอด narrative ของความเจ็บปวด




    แน่นอนความรู้สึกเจ็บปวดร่วมกัน "เจ็บปวด" และ "ร่วมกัน" เป็นหนึ่งเดียว
    Guilt นำมาซึ่ง Collectivity และนั่นทำให้เราเห็นอีกฝ่ายเป็นมนุษย์เหมือนเราหรือเปล่า

    แนะให้ไปชมกันค่ะเรื่องนี้ ยอดเยี่ยมจริงๆ

      
    25 January

    Day One Hundred and Twenty Three to One Hundred and Twenty Five: Happy 127th B-day!!

    Day One Hundred and Twenty Three to One Hundred and Twenty Five: Happy 127th B-day!!

    วันนี้เป็นวันครบรอบ 127 ปีชาตกาลของเวอร์จิเนีย วูลฟ์ เราก็เลยจัดปาร์ตี้ซะเลย
    อาหารของงานคือหมี่ราคาถูกผัดกับไข่และผัก อิ่มอร่อยมาก
    เพราะรู้สึกว่าซื้อหมี่มาหลายโลอยู่ จนภาชนะใส่ไม่พอ
    หมี่จับกังมาก



    เผอิญวันนี้ตรงกับ Burns Night วันเกิดครบสองร้อยปีของกวีสกอต
    และตรงกับเทศกาลตรุษจีน
    และตรงกับวันที่อากิรับปริญญาจากยอร์ค

    หลายโอกาสฉลองรวมกัน

    เพื่อนที่มามี
    ญาน เป็นคนเชค
    มอยรา คนไอริช
    (สองคนนี้เป็นเพื่อนคณะมานุษยวิทยา)
    แล้วก็
    ดาเนียลา อากิ มารีนา และนิค เจ้าเก่า









    (~แล้วโทรม ผมเหนียวมากอะ ผัดหมี่ต้องแต่สี่โมงครึ่งถึงหกโมง)

    Happy B-day to you, dear goat:)
    22 January

    Day One Hundred and Twenty One to One Hundred and Twenty Two: Love and Piano Chords

    Day One Hundred and Twenty One to One Hundred and Twenty Two: Love and Piano Chords

    Inauguration ผ่านไปอย่างน่าสนใจ และแม้กระทั่งวันนั้นเราก็ยังทำงานอยู่ห้องสมุด ลืมไปเสียสนิท
    ต้องเดินกลับมาขุดดูวิดีโอ บันเทิงดี

    วันนี้ Scottish Chamber Orchestra มาเล่นที่ Younger Hall ที่ St Andrews นี่เอง ปีนี้เราฉลองครบรอบ 200 ปี ชาตกาลของ Mendelssohn คีตกวีชีวิตรันทด
    (~อายุสั้นมาก แถมช่วงบั้นปลาย น้องสาวตายไล่เลี่ยกับภรรยา)
    จริงๆ ตั้งแต่เด็กก็ได้ฟังไวโอลินกับเปียโนของ Mendelssohn
    เพราะครูสอนเปียโนชอบ ได้ลองเล่นบ้างนิดหน่อย
    หลายครั้งเราคิดว่าดนตรีของ Mendelssohn ค่อนข้างจะติดอยู่กับกรอบคือ rigid อะ จะดนตรีศาสนาก็ไม่ใช่ จะดนตรีชีวิตประจำวันก็ไม่เชิง
    โตขึ้นมา ก็เข้าใจว่าเขาเป็น สุภาพบุรุษตัวอย่างตามขนบวิคตอเรียนทุกประการ อย่างที่เบอร์นาร์ด ชอว์ว่าไว้
    วันนี้มาฟัง Reformation ซึ่งจริงๆ เป็นซิมโฟนีหมายเลขสองของชีวิตของเขา แต่งไว้ตอนอายุเพียง 23
    (แน่นอนแรงบันดาลใจมาจากบทเทศน์ของมาร์ติน ลูเธอร์)
    ฟังแล้วก็รู้สึกว่าเขาเป็น child prodigy ตัวจริงที่โลกลืม
    หลายคนมักมองว่าเขาเป็นปีเตอร์แพนในวงการนักแต่งเพลงด้วยความที่เพลงเขาไม่ mature เสียที
    คือเก่งอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่มีพัฒนาการจนถึงจุดสูงสุดอย่างโมสาร์ท แต่พอฟังอีกรอบแล้วคิดไปคิดมา
    เราคิดผิดไปถนัด เพราะนี่คือผลงานช่วงปี 1832 ก่อน Parsifal ของ ว๊ากเนอร์ แต่ก็ทำได้สวยงามหมดจด จนฟังเผินๆ ว๊ากเนอร์นำบางส่วน
    "Dresden Amen" ไปใช้ซะ

    แปลกที่ highlight ของวันนี้ไม่ได้โดนใจเราเท่า Piano Concerto ก่อนหน้า Reformation
    (คือปกติในคอนเสิร์ตถ้ามีสามเพลงเพลงแรกจะเป็นพวก overture ไม่ยาวมาก เพลงสุดท้ายคือไฮไลท์ มักจะยาวสุด
    แต่เพลงที่สองที่เป็นไส้แซนด์วิชสำหรับเรามักจะเด็ดสุด เพราะมักจะเป็น piano concerto ไม่ยาวมาก และ concerto มักจะเป็นเีืรื่องของอารมณ์ความรู้สึก เพราะดี)

    Piano Concerto in A Minor Op 54 ของโรเบิร์ต ชูมานน์ เป็นงานที่แต่งประมาณปี เอ่อ รู้สึกจะ 1845
    แล้วมันเก๋มาก คือโรเบิร์ตมีภรรยาเป็นนักเปียโนชื่อคลารา เธอดังก็เพราะเขา เขาดังก็เพราะเธอเอางานเขาไปเล่นสวยๆ
    ก็เสริมกันดีอยู่ วันนึงเธอบอกว่าอยากได้งานเลิศๆ
    ชูมานน์ก็เลยแต่งงานชิ้นนี้ให้เธอเล่น แล้วในโน้ตเพลงมันแฝงไปด้วยข้อความลับ รู้สึกจะใช้เวลา 4 ปีั
    เป็นจดหมายรักที่ซ่อนในเงาของ Allegro affettuoso, Allegri molto, และแม้กระทั่งในลีลารูปแบบของนิ้วและการเรียงคอร์ดเปียโน

    เมโลดีเริ่มด้วย โด ที ลา ลา ซึ่งเป็นตัวอักษรจากชื่อของคลารา C H (i) A (r) A ซึ่งคือ คลาราในเวอร์ชั่นของภาษาอิตาเลียน
    C คือ โด
    H หรือ B คือ ที
    A คือ ลา

    เก๋อะ
     
    แล้วใครนอกจากตัวภรรยาจะรู้ดีว่าภายในคอร์ดต่างๆ ที่ตามมามันแฝงด้วยความทรงจำอะไร
    สำหรับเรามันเป็นอะไรที่ลึกซึ้งมาก
    ฟังไปก็นึกภาพผู้หญิงในกระโปรงสุ่มกรอมเท้าแบบวิคตอเรียนนั่งเล่นเปียโน
    มีผู้ชายผมเผ้ายุ่งเหยิงในชุดสูทสีน้ำตาลคอยเป็นวาทยากร แล้วสองคนก็สบตากันไปมา ประมาณนี้
     


    มันเป็นงานศิลป์ที่สวยและลึกซึ้งกินใจ
    ไม่ใช่ว่าศิลปินทุกคนจะสามารถสร้างอะไรอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นบางทีความรักคงต้องมาพร้อมคอร์ดเปียโน
    หรือพร้อมการตวัดปากกา หรือการกดแป้นพิมพ์ หรือการร้องเพลง หรือการเขียนรูป ปั้นรูปปั้น สร้างบ้าน
    เพราะอะไรคือ technology ศิลปะจะมึความหมายได้อย่างไรถ้าไม่มีความรู้สึกหรือ passion

    ประทับใจ ก็เลยลองหามาให้ฟังกันค่ะ

    คลิกที่นี่ http://www.youtube.com/watch?v=8JhWIRkBZHo



     
    18 January

    Day One Hundred Fifteen to One Hundred and Twenty: ไข่เจียวสเปน

    Day One Hundred Fifteen to One Hundred and Twenty: ไข่เจียวสเปน

    ทำงานหนักกัน ขลุกตัวเป็นฤาษีในห้องสมุดกันมาทั้งอาทิตย์
    วันเสาร์มารีนาก็ใจดีจะทำไข่จียวสเปนและสลัดโมเฮเต้ (สลัดปลาทูนากับมะเขือเทศ) เลี้ยงเพื่อนๆ (ประมาณเจ็ดคน)
    และ request ขอให้เรามาช่วยทำ เพราะการปอกเปลือก หั่น และทอดมันฝรั่งเป็นกิโลๆ เป็นสิ่งที่เธอไม่สามารถทำคนเดียวได้
    เราก็มาช่วยด้วยความยินดีั
    นั่งปอกเปลือกฝานมั่นฝรั่งตั้งแต่สี่โมงเย็น
    กว่าจะเสร็จนำไปทอดได้เนี่ยประมาณห้าหกโมง โอ้โห้ มือพองค่ะ

    ก่อนทำอาหาร ได้พามารีนาไปเดินทะเล เธอเป็นเด็กเรียน เส้นทางในชีวิตประจำวันของเธอคือห้องพักและห้องสมุด มีไปคณะบ้างเมื่อมีเรียน
    แต่ไม่เคยลงไปเดินทะเลเลย ตั้งแต่มาที่ St Andrews
    พอรู้ความจริงข้อนี้ถึงกับอึ้งเลยทีเดียว ก็เลยพาไปเดินเล่น เพราะจะมัวแต่เรียนอ่านหนังสือและนั่งหน้าคอมอย่างเดียวได้ไงคะ
    เราต้องออกกำลัง ขึ้นเขาลงทะเล ออกไปให้เห็นวิวเห็นคนบ้าง ซึ่งตัวเราเองก็ออกไปเดินทะเลทุกวันหลังอาหารเช้าเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว
    จะให้พาไปทะเลแถบไหนไปได้ทั้งนั้น และ St Andrews เป็นที่ที่ perfect มากสำหรับการเดินเล่น เพราะมีชายหาดสามแห่งให้เลือก
    มีทางชัน test ความอึดของหัวเข่า
    และมีสนามกว้างให้วิ่งเ่ล่น
    คนที่นี่ชอบจูงสุนัขไปชายหาด ด้วยความที่เป็นคนรักสุนัขอยู่แล้ว
    ก็ชอบมากเลยเวลาเจ้าของเชิญชวนให้เราจับหรือลูบหัวสุนัขที่โชคดีพวกนี้



    เมื่อวานอากาศไม่แย่มาก ฝนไม่ตก (แต่ก็เกือบอะนะ)
    อากาศหนาวเลขตัวเดียวเป็นธรรมดา ดีที่ไม่ติดลบ





    ไข่เจียวสเปนทำง่ายมาก สำหรับคนที่สนใจอยากลองทำ สิ่งที่ต้องใช้คือ มันฝรั่ง ไข่ เกลือ น้ำมันมะกอก
    เริ่มแรกก็ปอกเปลือกมันฝรั่ง
    เราก็ช่วยมารีนาปลอกไปมาเจอมันฝรั่งรูปหัวใจ เห็นว่าน่ารักดี เลยเก็บรูปมาฝาก



    เสร็จก็ล้างและฝานมันฝรั่งให้เป็นชิ้นบางๆ
    ตรงนี้ยากหน่อย ชิ้นนึงต้องห้ามหนามากเกิน เพราะกว่าจะทอดเสร็จมันนานเกิน
    และต้องห้ามบางมากเกิน เพราะเวลาทอดจะไหม้ได้ง่าย

    พอได้มันฝรั่งก็นำไป deep fry ในน้ำมันมะกอก โปรยเกลือในปริมาณมากพอสมควร
    มารีนาใช้น้ำมันหมดขวดอะ แล้วเกลือเยอะมาาก เห็นแล้วกลัว
    แต่ก็นะ ของอ้วนๆ เค็มๆ ทอดๆ มีใครบ้างที่ไม่ชอบ
    เป็นอาหารที่ healthy มาาก

    เสร็จก็ตอกไข่ ตีไข่ พอมันฝรั่งเหลืองสวย นุ่มได้ที่
    ก็ใส่ลงไปในไข่



    แล้วก็เอาลงกระทะความร้อนปานกลาง ทิ้งไว้สักพัก



    ก็นำจานมาวางครอบกระทะ แล้วคว่ำกระทะ กลับไข่
    ทอดอีกด้านให้ไข่เป็นสีน้ำตาลอ่อน หอม น่ากิน



    ขั้นตอนนี้ต้องสาธิตโดยสาวสะ-แป-นิช

    เสร็จก็วางในจาน หั่นเป็นชิ้นสวยงาม



    เมื่อวานเรารับประทานตอร์ติยากับโมเฮเต้ พร้อมดื่มไวน์แดงจากสเปน
    เบื้องล่างคือสลัดโมเฮเต้ซึ่งทำง่ายเกิํนไป
    ไม่ต้องสาธิต

    ที่ต้องใช้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยอาหารกระป๋อง

    คือ ปลาทูนาในน้ำมัน (กระป๋อง) บวกซอสมะเขือเทศกระป๋อง บวกลูกมะกอก บวกหอมสับ
    เสร็จก็คนให้เข้ากัน ก็กลายเป็น...



    เป็นวันพักผ่อนที่สนุกสนานและอิ่มท้องกันมากทีเดียว
    สนใจลองทำมั้ยล่ะ

    Salud! Chin Chin!

    วีวา เอสปานญา!
    12 January

    Day One Hundred and Nine to One Hundred and Fourteen: ว่าด้วย Nostalgia

    Day One Hundred and Nine to One Hundred and Eleven: ว่าด้วย Nostalgia

    ไม่ได้อัพนานมากเพราะมัวแต่วุ่นกับงานเขียน ขลุกตัวนั่งขดหนาวอยู่ห้องสมุดกลับมาหอก็เหนื่อยหลับทุกทีไป
    วันนี้เพื่อนๆ ถามว่าทำไมสนใจโพสต์โคโลเนียล ซึ่งสำหรับเธอเป็นเรื่องที่น่าเบื่อมาก เพราะทฤษฎีตีกันวุ่นวายไม่ถึง closure
    ไม่เหมือนการกินชอกโกแลตสลับกับการนั่งอ่าน Middlemarch หรือ การท่องไวยากรณ์ละตินสลับกับการเล่น tetris ในเฟซบุค

    เราก็ตอบไปว่าก็เห็นว่าน่าสนใจดี และรู้็สึกว่ามันใกล้ตัว
    ถ้าจะให้บรรยายง่ายๆ โพสต์โคโลเนียลคือการรวมสิ่งที่เราสนใจสี่อย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัว
    วรรณคดี+ปรัชญา+ประวัติศาสตร์+การเมือง

    เคยลองแล้วค่ะ ตอนแรกนึกว่าการเมืองคือสิ่งที่ใจถวิลหา
    ตอนมัธยมปลายเราเคยฝันอยากเป็นทูตหญิง
    อะ อย่าหัวเราะ เรื่องจริง
    ได้โควตาเรียนรัฐศาสตร์การทูตที่ธรรมศาสตร์ แต่แล้วก็จำได้ว่ารู้สึกลังเล
    อธิบายไม่่ได้ว่าทำไม
    แต่ีรู้สึกว่าไม่ diplomatic หรือสวยพอที่จะเป็นนักการเมืองหรือทูตหญิง
    โชคดีที่ไหวตัวทัน
    ส่วนหนึ่งต้องยกความดีความมีพระคุณให้ป้าต้อย ที่ชี้ให้เห็นว่าเราอาจเหมาะกับอะไรอย่างอื่นมากกว่า
    convert เข้าอักษรสวยงาม
    เราคิดมาตลอดว่ามันต้องมีสูตรลงตัวที่จะประสานสิ่งที่เราสนใจเข้าเป็นแขนงวิชาในฝัน
    ก็เลยโทปรัชญาและประวัติศาสตร์คู่กัน ระหว่างเรียนวรรณคดีด้วย
    ด้วยความที่รักปรัชญาอินเดีย (~ขอบพระคุณอาจารย์ปรีชา)
    ก็เลยเน้นอ่านตรงนั้น
    แล้วเราก็มาคิดว่ามีอะไรที่จะมาประสานวรรณคดีเข้ากับปรัชญาอินเดีย
    อ้า วรรณคดีที่เขียนโดยคนอินเดีย วรรณคดีที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ
    เป็นการตบหน้าและในขณะเดียวกัน sustain อำนาจของจักรวรรดิ
    ประเด็นไม่ได้อยู่ที่การตบหน้าท้าทายอำนาจ แต่อยู่ที่พลวัต dynamism ที่แสดงให้เห็นว่า
    mimicry การใช้ภาษาของจักรวรรดิมาเขียนหนังสือเนี่ย มันชี้ให้เห็นความไม่แน่นอนของ canonisation
    มันเป็นประเด็นของวาทกรรมทางอำนาจ

    แล้วมันน่าสนใจ พวก diaspora ลูกหลานพวกอพยพ ทำไมความรู้สึกต้องการจะ belong มันตามหลอกหลอนไม่หายเสียที
    หากมนุษย์เราไร้ความทรงจำแล้วเรายังจะเป็นมนุษย์หรือ "I" ได้หรือไม่ เพราะ "I"dentity มันตั้งอยู่ที่นี่
    ความตระหนักรู้ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการคิดของ Descartes ที่ครอบงำเรามาจนถึงปัจจุบันนี้

    เอาล่ะ หมดไปกับคำตอบที่ยาวมาก
    ความสนใจมันเหมือนไฟ ลามมาเรื่อยๆ
    แล้ววันนี้ ระหว่างอ่านหนังสืิอของ Casey และ Lefebvre ก็รู้สึกว่า
    เออ เนอะ เรามาถึงจุดนี้ มาสนใจเรื่องสถานที่กับความทรงจำ กับวูลฟ์กับเดซายได้อย่างไร
    อัตลักษณฺ์มันลิงค์กับสิ่งที่ประสบการณ์นิยมเรียกว่า Lived body
    ความทรงจำของเรามันลิงค์กับสถานที่เสมอ
    แล้วการที่เรารู้ว่ามันลิงค์กับสถานที่ก็เพราะเรารู้ผ่าน lived body

    เมื่อเราหลับตาฝันเห็นประตูบ้าน เห็นหัวบันได เห็นประตูห้อง เห็นเตียงที่ไม่ได้นอนมานาน
    เราฝันถึงบ้านของเราผ่าน lived body
    มือเราได้ผลักประตูบ้านเป็นครั้งที่ล้านๆ ตั้งแต่เกิดมา
    ตาเราจับจ้องภาพสวนหลังบ้านเป็นล้านๆ ครั้ง
    ร่างกายของเรามีความทรงจำ
    มันเป็นความทรงจำนิดที่ไม่ต้องคิดนึกอะไรมาก แทบจะเป็นสัญชาตญาณ
    ด้วยความที่เราคุ้ยเคย ทำซ้ำๆ ทุกวัน
    เหมือนการขับรถหรือการขี่จักรยาน
    แม้จะไม่ได้ทำนาน แต่พอได้่ทำ ก็ทำได้

    ความฝันตรงนั้นมันหลอกหลอน diaspora หรือคนที่จาก "บ้าน" อย่างเรา

    Nostalgia คำนี้ใครหลายคนแปลว่า การโหยหาอดีต
    แต่จริงๆ น่าสนใจมากที่มันมีรากศัพท์จากคำภาษากรีก
    Algos แปลว่า Pain
    กับ Nostos ซึ่งแปลว่า Home

    และน่าสนใจที่พอเปิดดิคอังกฤษเก่าๆ หรือแม้กระทั่งปัจจุบันบางเล่ม
    "nostalgia" คือ synonym ของ "homesickness"
    ถ้าจำไม่ผิด "Heimweh" (ไม่รู้ผิดหรือเปล่า) ภาษาเยอรมันก็แปลว่า "โหยหาอดีต" กับ "โหยหาคิดถึงบ้าน" ในเวลาเดียวกัน
     Johannes Hofer ซึ่งเป็นคนคิดคำว่า nostalgia เนี่ย บอกว่าวิธีการรักษา (แน่นอนคำนี้เกิดในวงการแพทย์) มีวิธีเดียว
    คือการเดินทางกลับบ้่านเกิดโดยเร็วที่สุด ยิ่งเร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี
    "there's no place like home" เป็นสำนวนที่เกิดจาก Nostalgia

    แต่แล้วจริงเหรอ หากการเดินทางกลับบ้านจะทำให้ nostalgia หรืออารมณ์คิดถึงบ้านหายไป
    Migrants หรือ Diaspora อย่างแม่ที่ฝันคิดถึงบ้านของวัยเด็กที่ประเทศบ้านเกิด
    แต่พอเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลกลับไปยังที่ดินผืนเดิม ต้นไม้ต้นเดิมที่เคยปีนป่าย
    แล้วรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม ก็ผิดหวังอย่างแรง
    (~อย่างที่ Kant ว่าไว้ Home ในความเป็นจริงมันไม่มีวันเหมือนเดิม มันย่อมเปลี่ยนแปลง)
    สิ่งสำคัญคือความคิดของ Home ในหัวของเรา ที่ตามหลอกหลอนเสมอ
    แม้ว่า Home ในความเป็นจริงจะถูกรื้อเสาออกหรือสร้างใหม่สวยงามจนจำไม่ได้

    แต่ Home มันรวมหลายอย่าง
    ไม่จำเป็นต้องแปลว่าบ้านเสมอไป
    มันเป็นความรู้สึกว่าเรา belong
    มันรวมกระโปรงเปื้อนฝุ่นชอล์คและความรู้สึก carefree ไร้ภาระอะไรตอนเป็นนักเรียน
    รวมเสียงหัวเราะของคนใกล้ชิดที่อาจจากไปโดยไม่หวนคืน
    รวมกลิ่นอาหารที่ลอยเข้ามาห้องช่วงบ่ายแก่ๆ

    หลายคนคิดถึงภาพที่มองเห็น แต่ไม่ค่อยคิดว่าสถานที่นั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีสถานที่เป็นกรอบที่บรรจุความทรงจำ
    เราจะนึกอะไรไม่ออกเลย

    มีสามปัจจัยที่เชื่อมสถานที่กับความทรงจำ ซึ่่งถ้าเราไม่มีความทรงจำ
    เราจะไม่สามารถ place ตัวเราเองในโลกนี้ได้
    ถ้าเราไม่สามารถ place ตัวเราเองในโลกนี้ เราก็จะไม่มีวันรู้ว่าเราเป็นใคร WHO AM I

    (นึกถึงเมื่อสามปีที่แล้ว ไปเจอป้าคนนึงเป็นอัลไซเมอร์
    ก็จะจำเรื่องเก่าๆ สมัยสงครามโลกได้ล่ะ แต่ถามว่าเราชื่ออะไร เราเป็นใครทุกสามนาที
    และดูเหมือนว่าป้าแกจะรู้ว่าตัวเองเป็นใคร เพราะแหม จำเรื่องสงครามได้
    แต่พอพูดไปมา
    ป้าแกไม่สามารถ place ตัวเองในบริบทของประวัติศาสตร์สงครามและไม่สามารถ place ตัวเองในบริบทของการคุยกับเด็กอย่างเราในปัจจุบัน 
    เพราะฉะนั้น ป้าแก เป็นคนที่อยู่ in-between เสมออะ)

    1. ขอบเขต Horizon
    สถานที่มีขอบเขตฉันใด ความทรงจำก็มี frame หรือขอบเขตคือบรรจุอยู่ในสถานที่ฉันนั้น
    เรานึกถึงมุขขำๆ ที่เคยเล่นกันกับต่อ โน้ตและเพื่อนอักษรที่โต๊ะตายาย
    โต๊ะตายายคือขอบเขตของสถานที่
    ความทรงจำที่มีบรรจุอยู่ในโต๊ะตายายหน้าตึกสี่
     
    2. เส้นทาง Pathway
    สถานที่มีทางให้เดิน link ไปสถานที่หรือทางเดินอื่นๆ ฉันใด ความทรงจำก็มีเส้นทางที่ link ไปมา ways lead on to ways ฉันนั้น
    ทางเดินตรงหน้าตึกสี่นำเราไปสู่โรงอาหาร หรือตึกบรม หรือโต๊ะหินอ่อน
    ความทรงจำที่มีเกี่ยวกับทางเดินก็นำพาไปสู่ความทรงจำของการกินข้าวเหนียวไก่ในโรงอาหารอักษร

    3. วัตถุ Thing
    สถานที่เป็นที่บรรจุวัตถุต่างๆ ฉันใด ความทรงจำจะเริ่มก่อตัวได้ก็จากการเห็นสัมผัสหรือนึกภาพวัตถุบางอย่างฉันนั้น
    ที่นึกถึงคือลอกเกอร์ในห้องเชียร์ตึกสี่ และความทรงจำที่ได้ก็มีภาพพี่รหัสเอาขนมมาให้ในห้องนั้น
    นั่งคุยกับเพื่อนๆ นอนหลับในห้องนั้น

    และเมื่อคิดว่าแม้ทุกวันนี้เพื่อนหลายคนกลับไปคณะ กลับไปยืนตรงที่เดิมที่เคยยืน
    นั่งในห้องเรียนที่เคยนั่ง กินของที่เคยกิน
    เล่นมุขเดิมที่เคยเล่น
    แต่ความรู้สึก belong มันไม่เหมือนเดิม
    พิสูจน์ Kant ว่าถูกต้องนะคะ
    แม้ตึกสี่จะไม่อยู่แล้ว แต่สถานที่ก็ยังอยู่ในใจ ในความทรงจำที่ทำให้เรารู้ว่าตอนนี้...

    เราทุกคนมักอยู่ในภาวะ Nostalgia
    ที่ไม่มีวันแก้ให้หายขาดได้

    ที่เรากำลังพิสูจน์คือ สิ่งเหล่านี้ ความสำคัญของสถานที่และความทรงจำ
    มันไม่ได้เห็นชัดที่สุด สวยงามที่สุด ในตำราจิตวิทยา (เชื่อเหอะน่าเบื่อมาก อ่านมาแล้ว)
    หรือการมองสถาปัตยกรรมตึกโพสต์มอเดิร์น (เพราะมันอยู่ใต้วาทกรรมอะไรบางอย่าง)
    หรือการคุยสัมภาษณ์คนเก็บข้ิอมูลอย่างที่นักมานุษยวิทยาทำ
    ไม่ได้อยู่ในตำราปรัชญาที่แสนจะจืดชืด
    ไม่ได้อยู่ในประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยข้อมูล และหลายอย่างเป็นข้อมูลที่ disguise ข้อมูล ด้วยมายาแห่งอำนาจไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือศาสนา

    แต่อยู่ในวรรณคดี
    อะ เพื่อพิสูจน์ อย่างที่คุณนิคนักเคมี บอกให้พิสูจน์ hypothesis เธอมาซิ
    เราจะให้อ่านบทที่เก๋มาก ของนักเขียนที่เก๋มาก (ที่สองรองวูลฟ์ ไม่ต้องห่วง จะไม่หลอกให้ทุกคนอ่านวูลฟ์อีกครั้งหรอกค่ะ)
    คือนักเขียนนาม Marcel Proust
    และต้องขออภัย excuse my French แต่คิดว่าในที่นี้คนรู้ภาษาอังกฤษมีมากกว่าฝรั่งเศส ขอ offend คนฝรั่งเศส
    โดยการอ้างถึง Remembrance of Things Past แทน À la recherche du temps perdu

    And as soon as I had recognized the taste of the piece of madeleine soaked in her decoction of lime-blossom which my aunt used to give me (although I did not yet know and must long postpone the discovery of why this memory made me so happy) immediately the old grey house upon the street, where her room was, rose up like a stage set to attach itself to the little pavilion opening on to the garden which had been built out behind it for my parents (the isolated segment which until that moment had been all that I could see); and with the house the town, from morning to night and in all weathers, the Square where I used to be sent before lunch, the streets along which I used to run errands, the country roads we took when it was fine. And as in the game wherein the Japanese amuse themselves by filling a porcelain bowl with water and steeping in it little pieces of paper which until then are without character or form, but, the moment they become wet, stretch and twist and take on colour and distinctive shape, become flowers or houses or people, solid and recognizable, so in that moment all the flowers in our garden and in M. Swann's park, and the water-lilies on the Vivonne and the good folk of the village and their little dwellings and the parish church and the whole of Combray and its surroundings, taking shape and solidity, sprang into being, town and gardens alike, from my cup of tea.

    ยาวมะล่ะ

    อะ สรุป ถ้าขี้เกียจอ่าน
    in short
    เมื่อกินขนมชนิดนี้



    เขาเห็นบ้านสมัยวัยเด็กของเขา
    เห็นสวนที่เคยชื่นชม
    เห็นจตุรัสและซอยที่เคยเดินเมื่อหลายปีก่อน

    ภาพทั้งหมดนี้ลอยมากับควันที่หอมกรุ่นจากถ้วยชา


    อ่านถึงตรงนี้ทุกครั้งแล้วหิว นึกถึงขนมฝรั่งกุฎีจีนที่ขายใกล้โรงเรียนตอนอยู่ ม ต้น (~ไม่รู้ว่าทำไม แต่คิดว่ารสชาติมันน่าจะคล้ายกัน)

    แล้วนึกถึงเพื่อนสนิทที่เคยเดินกินหนมด้วยกัน
    แล้วนึกถึง... แล้วนึกถึง...
    ไปเรื่อยๆ.................................

    เฉพาะวรรณคดีเท่านั้นที่ทำให้เกิด effect นี้ ว่ามั้ย

    คนอ่านล่ะคะ
    อ่านแล้วนึกถึงอะไรกันบ้าง
    06 January

    Day One Hundred and Eight: มาทำสโคนกินกันเถอะ

    Day One Hundred and Eight: มาทำสโคนกินกันเถอะ

    เนื่องด้วยสโคนเป็นขนมที่ไขมันน้อย
    เปี่ยมด้วยคุณค่าอาหาร ไฟเบอร์สูง ไม่ทำให้ไขมันอุดตันหัวใจวาย
    และหากินย๊ากยากในประเทศนี้

    เรากับนายนิโคลัสนักเคมีก็จับมือเข้าครัวทำสโคนกันเล่นๆ
    ทำไม่ยากเลยนะ อยากรู้มั้ยว่าทำไง
    (ไนน์ชั้นรู้ว่าแกต้องสนใจอยากลองทำ)

    ตามมาดูค่ะ

    ก่อนอื่นต้องบอกว่าเราสองคนเป็นพวกติดชา กินกันเป็นลิตรๆ
    แล้วช่วงปีใหม่มีคนบุกเข้ามาขโมยกาน้ำในครัวไป และไม่เอามาคืนด้วยนะ
    เราสองคนต้องใช้วิธีการต้มน้ำด้วยหม้อ แล้วต้มทีต้มเป็นหม้อสองสามหม้อค่ะ เพราะเราดื่มชาเป็นลิตรๆ

    และที่ร้ายกว่านั้นคือชอบกินสโคนมาก ไม่ดีเพราะ

    1. มันอ้วนนนนนนนนนนนนนนนนน แหงสิ เรารู้ดี แต่ของดีๆ ในโลกนี้มักจะเป็นของอ้วน
    สโคนเป็นของดีในโลกหนึ่งเดียวที่ยอมแลกด้วยการเพิ่มปริมาณไขมันในร่างกาย
    เพราะมันอร่อยยยยยยยยมากค่ะ

    2. ร้าน North Point ได้กำไรหลายเพราะพวกเรา แล้วชิ้นนึงเป็นปอนด์ค่ะ
    หลายครั้งไปหวังจะได้กิน ของก็ดันหมด
    ก็เลยคิดว่าแหม เราน่าจะทำกินกันเองได้ ไม่ต้องง้อร้าน
    ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อไป เพราะด้วยความที่มันทำง่ายเหลือเกิน เราทำงานอยู่ก็จะเคาะห้องกันไปมาบอก บทจะทำสโคนรับประทานเมื่อไหร่ก็ทำ
    พากันอ้วนเป็นก้อนสโคน

    เอาล่ะ นอกเรื่องมานาน ก่อนอื่น Martha Stuart จะบอกว่าส่วนประกอบและอุปกรณ์ที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง

    1. ถาดอบ วาง baking paper สวยงาม
    2. แป้งขนมค่ะ Self-raising flour ที่แสนดี
    3. นม
    4. คือวันนี้เราไม่ได้ทำ plain scone เราจะ สโคนลูกเกด ก็เลยเอาลูกเกดมาใส่ค่ะ
    5. Olive Spread ในภาพ
    6. ชามผสม (เราสองคนใช้หม้อค่ะ ไม่มีชาม)



    ขั้นตอนวิธีทำ

    1. เทแป้งลงไปในชามผสม

    2. scoop เจ้า spread ที่ว่าเนี่ยมาขยำๆๆๆๆๆๆๆ แป้ง ต้องใช้มือถึงจะมันสสสสสส์



    แล้วตรงนี้เป็นขั้นตอนที่ทำนานสุด เพราะต้องขยำแป้งมันร่วนเป็นเนื้อเดียวกับ spread

    3. เติมลูกเกด ขยำสักพัก (plain scone ไม่ต้องมีข้อสาม)



    4. เติมนม ไม่ใส่เยอะ พอให้แป้งมันออกแฉะๆ พอค่ะ

    5. เอาแป้งมาวางแผ่เป็นแผ่นเดียวกันบน baking tray ถ้ามี cookie หรือ scone cutter ก็เหอะค่ะ มันจะฟูฟ่องสวยงามกว่า




    ในที่นี้เราใช้มีดตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมหลายชิ้น



    6. เอาเข้าเตาอบ ไม่ต้อง pre-heat ความร้อนดังภาพ เป็นเวลา 20 นาทีโดยประมาณ จะรู้ว่าโอเคเมื่อแป้งเหลืองสวย ส่งกลิ่นหอม
    ระหว่างนั้นก็ต้มน้ำ เตรียมดื่มชาได้



    7. เอาออกมา ทาแยมต่อด้วยครีมสวยๆ



    และสุดท้าย

    8. อ้ำ อร่อยค่ะ



    ลองทำกันดู ไม่ยากเลยเนอะ

    Let's get sconed:)
    05 January

    Day One Hundred and Six and One Hundred and Seven: ชีวิตประจำวัน

    Day One Hundred and Six and One Hundred and Seven: ชีวิตประจำวัน

    มีผู้มิประสงค์ให้เราเอ่ยนามอยากให้เราพักมือการเขียนอะไรเสียดสีและเีขียนเล่าว่าชีวิตประจำวันเราทำอะไรบ้าง
    ให้เขีนอะไรที่ lightๆ แทนการอัพบลอคสไตล์การบ่นอุบหรือเลคเชอร์
    (ไม่ต้องบอกอ้อมๆ ก็ได้ว่าเบื่ออ่าน)

    อ่ะ ก็ขอเล่าให้ฟัง
    พร้อมด้วยภาพประกอบสวยงาม เพื่อความเพลิดเพลิน

    วันของดิชั้นปกติเริ่มตั้งแต่ 7.30 ไม่ค่ะ ไม่อาบค่ะน้ำเนิ้ม มันหนาวเกิน
    ก็เปลี่ยนชุดวอร์มออกไปเดินเล่นก่อนกินข้าว และ/หรือไม่ก็อ่านข่าวบ้านการเมือง ช่วงนี้สมองโปร่งที่สุด ซึ่งก็ไม่ค่อยดี เพราะอ่านข่าวบางทีรู้สึก depressed ทำให้ depressed แต่เช้า (จะมองในแง่ดีก็ได้ เรามีเวลาทั้งวันที่จะแก้ให้หาย depressed)

    8.15 อาหารเช้า คุยกับเพื่อน รินชาเก็บไว้ในกระติก ขาดไม่ได้
     
    8.40 โดยประมาณออกเดินอีกรอบ ลงไปทะเลใกล้ปราสาทและดื่มชา และคิดโน่นนี่ เสร็จกลับหอ อาบน้ำ เช็คเมล์พอหอมปากหอมคอ

    10.00 ออกเดินทางไปยังที่พำนักพักำิงทำงานอ่านหนังสือ ซึ่ง proudly present มาก เพราะที่นี่คือ ห้องสมุดสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 6 ซึ่งเป็นห้องสมุดประจำคณะเทววิทยา สวยงามมาก วันนี้ตั้งใจไปเก็บภาพให้โดยเฉพาะ

    Step One... เดินเข้ามาใน St Mary's College และห้องสมุดจุดหมายปลายทาง



    Step Two... มานั่งที่โต๊ะประจำ



    Step Three... ทำงาน



    ละเอียดมะ

    ข้อดีของห้องสมุด King James's คือ (~เรียงตามความสำคัญ)
    1. เงียบ
    2. โต๊ะกว้าง
    3. วิวนอกหน้าต่างสวยมาก ห้องสมุดก็สวยดูขลัง
    4. มีคอมให้เล่นเสมอ เพราะไม่มีคน
    5. หนังสือน่าสนใจมีฝห้หยิบอ่านเล่นเสมอ เช่นวันนี้ระหว่างพักก็อ่าน dictionary of old and new testament เล่นๆ ประหลาดดี บางทีก็อ่าน Confessions ของ St Augustine ตลกดีบางตอน โดยเฉพาะ เรื่อง sexuality ลองไปอ่านดู

    ข้อเสียของห้องสมุด King James's คือ ข้อเดียว...
    หนาววววววววววววววววววววววววววววววววมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาากกกกก

    โอ้โห้ แล้วเครื่องทำความร้อนโบราณอะไรล่ะ ขนาดก็ใหญ่มากกก



    ของแบบนี้เปลี่ยนกันก็ได้นะคะ ไม่ถือสาอะไร อย่างที่ติ๊นาว่า ประวัติศาสตร์จะต้องเปลี่ยน....
    ไม่น่าแปลกที่ไม่ค่อยมีคนมา
    คนที่อ่านหนังสือในห้องนี้ต้องใส่โค้ท พันผ้าพันคอ บางครั้งถึงกับต้องใส่ถุงมือเขียนหนังสือ
    ถุงมือดำเพราะดินสอและไม่เคยที่จะซํกก็เพราะเหตุนี้ (เพราะซกมกนะ)



    (ภาพ: เครื่องแต่งกายของผู้ที่มาใช้ห้องสมุด)

    แต่มองในแง่ดี ที่นี่เป็นที่เดียวที่บรรณารักษ์อนุญาตให้นำเครื่องดื่มร้อนเข้ามาดื่มได้ ชาในกระติกจึงพอบรรเทาความหนาวได้ประมาณหนึ่ง
    (ซึ่ง ironic เ้พราะห้องสมุดเก่านี่ควรจะอนุรักษ์ไว้ ถ้าเราซุ่มซ่ามทำน้ำหกจะทำอย่างไร หนังสือแต่ละเล่มตีพิมพ์ตั้งแต่ตอนที่พ่อของ Virginia Woolf ยังไม่เกิดด้ยซ้ำ เอ้า)

    13.00 เวลารับประทานอาหารเที่ยง เติมชาในกระติกอีกรอบ ดื่มเป็นลิตรๆ ค่ะ

    13.30 กลับไปห้องสมุดพระเจ้าเจมส์ aka ขั้วโลกเหนือ แล้วนั่งทำงานยาวจนถึงห้องสมุดปิดคือ ห้าโมงสิบห้า



    บางวันถ้าทำงานครบโควตาก็ออกมาเดินเล่น บางทีก็ไปซื้อ fudge doughnut โอ้โห้ อร่อยมาก หรือไม่ก็ไปกินไอติมร้อยปี (ที่นี่หนาวอย่างไร ร้านนี้ก็บ่ยั่นอะ เฟื่องฟูมาก เพราะไอติมเขาอร่อยเจงๆ) บางทีก็ไป 66 North Street ซึ่งเป็นตึกของภาควิชาวรรณคดีเพื่อคุยกับอากิและเพื่อนๆในภาค และ/หรือเขียนบลอค เล่นเนต ก่อนเดินทางไปดื่ม ale ในผับกัน (บางครั้งเท่านั้นค่ะ ไม่ใช่ทุกวัน)

    18.30 อาหารเย็น เสร็จพักผ่อนคุยกับเพื่อนสักพักก็เดินทางไป Main Library  อ่านจนถึงสี่ทุ่ม 15 หรือออกก่อนหน้านั้นถ้าคิดว่าไม่ไหวแล้วหัวจะระเบิด
    กลับมาต้องอาบน้ำก่อนสี่ทุ่มครึ่งเพราะหลังจากนั้น................ไม่มีน้ำร้อน...................... การไม่มีน้ำร้อนอาบช่างน่ากลัวกว่าหนังเรื่อง Shutter เพราะมันหมายความว่า อาบน้ำไม่ได้ หรือถ้าอยากอาบก็ต้องมีสิ่งที่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ย้ำเสมอ คือ Thanatos (Death Wish) หรือไม่้ก็ Masochistic impulse บางทีก็สนุกดีเหมือนกันการทรมานตัวเอง

    สรุปนี่คือชีวิตประจำวันของดิชั้นค่ะ:)

    สนุกมั้ยล่ะ 555
    03 January

    Day Ninety Eight to One Hundred and Five: สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ ที่ Loch Leven

    Day Ninety Eight to One Hundred and Five: สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๒ ที่ Loch Leven

    ไม่ได้อัพนานมากเพราะมีคนมาเยี่ยม ประกอบกับงานเยอะมาก คืนก่อนปีใหม่วันใหม่ฟ้าใหม่ ยังไปนั่งทำงานในห้องสมุด ก็แปลกใจเหมือนกันเพราะไม่คิดว่าจะมีคนเข้าห้องสมุด วันนั้นมีอาจารย์แลนักเรียนเยอะพอสมควรเลยล่ะค่ะ



    (ภาพ: ฉลองปีใหม่)

    กลางคืนมีทำอาหารกินเลี้ยงกันเองกับเพื่อน และเดินไปทะเลไป count down กัน
    เป็นปีที่น่าจดจำ:)

    ก็ขอ สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังอย่างเป็นทางการนะคะทุกคน ขอให้มีความสุข:)
    รักและคิดถึงเสมอค่ะ

    เอาล่ะ เล่าต่อ

    วันนี้เรากับเพื่อนๆ อันประกอบด้วย เพื่อนชาวบราซิลนามโมยเซชกับเอียน ดาเนียลาและนิคเจ้่าเก่า
    ก็ตกลงกันว่าปีใหม่เราต้องประเดิมทริปด้วยการไปเดิน Loch Leven

    Loch Leven อยู่ Kinross เป็นจุดยุทธศาสตร์ระหว่าง Edinburgh และ St Andrews มีปราสาทกลางน้ำ
    ซึ่งเป็นที่สำคัญนะ ตั้งแต่ยุค Robert the Bruce จนถึง Mary Queen of Scots... Mary เคยมาปะทะคารมกับ John Knox ผู้นำโปรแตสแตนท์บ่อยๆ ปีประมาณ 1564 ก็ถูกจองจำที่นี่ เพราะแต่งงานกับ Earl of Bothwell ชายที่ฆ่า Lord Darnley สวามีเก่าของตัวเอง ฆ่าแล้วขุนนางเอาผิดชายคนนี้ไม่ได้ หวั่นเกรงเรื่องอำนาจจะตกไปยังมือของใครก็ไม่รู้ ก็เลยจับ Mary ขังซะเลย 
    (เตือนความจำ: Mary นี้เองค่ะที่ถูกบั่นคอสวยงามโดยญาติที่สวยไม่แพ้กันนาม Elizabeth)

    ดูแผนที่ที่ต้นทาง Loch ไม่อยากใช้คำว่า Lake เพราะเช้านี้โมยเซช พลาดค่ะ ไปถามทางคนสกอตว่า Lake ไปทางไหน
    คนสกอตหันมาค้อนทันที ที่นี่ไม่มี lake มีแต่ loch (ไอ้) พวกอังกฤษหนิ (ซึ่งในนี้มีนิคคนเดียวที่เป็นอังกฤษ)
    เราก็เลยไม่ได้เจ็บปวดอะไร
    เห็นแก่ความเจ็บช้ำของชนชาติที่ถูก colonised เราต้องไม่ลืมว่าคนชาตินี้ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันทุกคนค่ะ
    Loch ก็ Loch (แปลว่าทะเลสาบ)
    Wynd ก็ Wynd (แปลว่า ตรอก)

    เห็น scale แผนที่แล้วเหนื่อยเนื่องด้วยเพื่อนอยากไปฟาร์มขายของ organic กัน
    บอกว่านี่เวลาเที่ยงตรงต้องไปกินที่นั่น เพราะได้ข่าวอาหารอร่อย สุขภาพจะดีไรกันล่ะ
    เราก็เสนอว่ากินข้าวที่ผับใกล้ๆ มั้ยน่ะ เพราะจะเดินไปเนี่ยมันหลายกิโลอยู่
    ไม่ mind หรอก ไส้กรอกเยิ้มๆ
    พวกนี้ก็บอกว่าแหม๊
    ไม่สู้เลย ใกล้นิดเดียว ไม่อยากกินของไม่มีประโยชน์

    เราก็นะ ทำไงได้เสียงส่วนใหญ่
    ก็ออกเดินค่ะ
    เดิน
    เดิน
    เดิน
    ไม่ถึงซะที

    เห็นแผนที่ เพื่อนใจชื้น มาดู โห กระดึบมาไม่ถึงสองนิ้วมือ
    เดินไปราวสชั่วโมงเห็นฟาร์มตั้งอยู่ไกลลิบ
    เต้นท์เติ๊นไม่มี๊ จักรยานไม่มี๊ น้ำ ไม่มี๊ เตรียมพร้อมกันมาก
    เพื่อนทุกคนยกเว้นเราไม่ได้รับประทานอาหารเช้าค่ะ (ต้องขอบคุณพลังคัพโจ้ก ไม่งั้นคงไร้สติโมโหหิวเป็นเพื่อน)

    จริงๆ ว่าไปแล้ว ประสบการณ์ก็ไม่ได้เลวร้าย แม้จะชาไปตั้งแต่เข่าถึงส้นเท้า แต่วิวมันสวยจับใจ
    ดื่มด่ำกับธรรมชาติกัน Loch นี้น้ำใสไหลเย็น (ไม่เห็นตัวปลา เพราะแข็งยังกะหิน)
    ใครที่รักธรรมชาติไม่ควรพลาดสกอตแลนด์จริงๆ ค่ะ บอกได้ว่าสวยมาก




    ภูเขาสวยงาม

     

    มีม้า มีแกะ มี Harry Coo ซึ่งเป็นต้นตอของคำว่า "horny" ใครรู้บ้างว่าคำนี้เกิดอย่างไร
    มันเกิดที่สกอตแลนด์นี่เองค่ะ




    (ภาพ: Harry Coo จะขวิดคนเขียนล่ะ)

    เดินไปอีกชั่วโมง โอ้ ไปถึงฟาร์มประมาณบ่ายสองสี่สิบ



    (ภาพ: จุดหมายปลายทางของการเดินสองชั่วโมง)

    ได้ข่าวต้องรีบเดินกลับมาขึ้นรถเมล์รอบสี่โมงเย็นเพราะเพื่อนสองคนมีนัดกินข้าวกับผู้ใหญ่
    ต้องโทรเลื่อนนัดทันทีค่ะ เราก็ตัดสินใจ เอาวะ
    มันหนาว ประมาณ 0 องศาได้ เราคงไม่เดินกลับแน่ๆ มืดแล้ว
    ก็เลยถามชาวบ้านว่าป้ายรถเมล์ที่ใกล้ที่สุดอยู่ไหน
    เดินไปอีกครึ่งชั่วโมง ต้องต่อรถสองครั้ง
    รถเมล์มาหกโมง มีเวลาชั่วโมงกว่า คงไม่ยืนรอแน่ เคราะห์ดี ระหว่างทางเห็นมีผับเปิด
    หมู่บ้านนี้ obscure มากเหมือนกัน ชื่อ Belgadie
    ต้องขอชื่นชมผับ wee dram และไมตรีจิตของคนในผับจริงๆ เพราะถ้าไม่มีอะไรพวกนี้
    เราคงจะหนาวตาย



    (ภาพ: บรรยากาศผับท้องถิ่น มี ale ดั้งเดิม ราคาย่อมเยา)

    นั่งรอ พอได้เวลาก็เดินไปขึ้นรถ

    ลงผิดป้ายอีก
    ต้องเดินอีกประมาณยี่สิบนาที รอท่ามกลางความหนาวอุณหภูมิต่ำกว่า 0
    พอรถไป St Andrews มาก็ไชโยโห่ร้อง เย้ รอดแล้วพวกเรา

    เป็นอันจบทริปออกกำลังกายหมูหมู่

    ราตรีสวัสดิ์ค่ะ