Verita's profileWOoLF'S PLaCEPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
Thanks for visiting!!
WOoLF'S PLaCEMy St Andrews Diary November 04 Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้ Day 399-411: ยิ่งรู้มาก = ยิ่งไม่รู้ เคยมั้ยที่เรามีความรู้สึกว่ายิ่งอ่านหนังสือมาก ยิ่งเรียนมาก ยิ่งเจอผู้คนคุยกับผู้คนมากมาย ได้รับข้อมูลมากมาย แต่รู้ว่าเรายิ่งไม่รู้อะไรเลย มันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยประโยคที่เรารู้จักดีที่ว่า The more you know the more you realise you know nothing... พอพูดว่า "ยิ่งรู้มาก เหมือนยิ่งไม่รู้อะไรเลย" คนส่วนใหญ่ก็จะไม่เ้ข้าใจ อ้าว แล้วจะเรียนไปทำไมล่ะทีนี้ จะอ่านหนังสือไปทำไม เสียเวลา ในเมื่ออ่านหนังสือ เรียนมากอย่างไรก็ค่าเท่ากัน คือ "ยิ่งไม่รู้" และทำไมยิ่งรู้ หมายถึง ยิ่งไม่รู้ได้ล่ัะ ความเป็นเหตุเป็นผลของมันอยู่ที่ไหน ที่คิดกันเช่นนี้ก็เพราะเชื่อว่าความรู้แบบที่เราอ่านหนังสือ เรียนรู้ในห้องเรียนเป็นความรู้ที่เรียกว่า Testimony อย่างเดียว ซึ่งสำหรับผู้เขียน การคิดเช่นนี้ มันคือหัวใจของปัญหาด้านการศึกษา ในทาง Epistemology หรือ ญาณวิทยา เราจะเห็นความรู้ที่มีชื่อเรียกสองแบบ 1. Testimony ในที่นี้คือ statement เช่น เราถามต่อว่าตาลไปเดินซื้อของที่เซ็นทรัลวันนี้หรือเปล่า ต่อบอกว่าไป หรือเราถามเจนว่ากี่โมงแล้ว เจนบอกว่าเจ็ดโมงเช้า เป็นต้น เป็นความรู้ เป็น fact ที่เราได้มาจากcontent ของสารที่สื่อมาให้เรา ได้มาจากการไว้เนื้อเชื่อใจคนที่เราถามคือ ต่อ (ว่าไม่โกหกเรื่องตาลมาเที่ยวเซ็นทรัลแน่) หรือ เจน (คนทั่วไปคงไม่โกหกเรื่องเวลา เมื่อคนมาถามให้ดูนาฬิกาบอกโมงยามให้หน่อย) 2. Knowledge How ในที่นี้คือ know how ควารู้วิธีการร้อยมาลัยหรือแกะสลักผลไม้ ผูกเงื่อน ขี่จักรยาน หรือเล่นไวโอลิน เป็นต้น เป็นความรู้ที่ practical ได้มาผ่านการฝึกฝน ลงมือทำ ทีนี้ในฐานะนักเรียนวรรณคดี Testimony มันมีปัญหามาก เพราะ rhetoric ต่างๆ เนี่ย เนื้อหามันว่าอย่าง แต่ใจความที่เราได้มันอาจจะว่าอีกอย่าง หรือมีมากกว่านั้น เช่น โน้ตบอกว่า "ตาลนี้ดีทุกอย่างเลยนะ ยกเว้นเลว" หรือ โน้ตบอกว่า "ต่อนี้สวยมาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาก" ลากเสียงยาวประชดประชัน content มันก็มีปัญหาแล้ว และโน้ตอาจจะไม่ได้บอกว่าตาลเลว โน้ตอาจจะบอกว่าโน้ตสนิทกับตาลจนเล่นหัวกันได้ หรือโน้ตมีอารมณ์ขันพิเศษนึกอยากเล่นมุข ในทำนองเดียวกัน โน้ตอาจจะไม่ได้จะบอกว่าต่่อสวย แต่กำลังจะบอกว่า ต่อน่าเกลียดจมดิน ก็ได้ ภาษาพูดมันไม่ใช่ รหัสที่เราป้อนหัวเราแล้วมันจะ decode ออกมาเป็นข้อความโดยตรงร้อยเปอร์เซนต์ ไม่งั้นเราคงไม่ต้องมาศึกษาอุปลักษณ์ oxymoron การกล่าวเกินจริง เทคนิควิธีการพูดการเขียนต่างๆ หรอก คนเขียนสุนทรพจน์ให้โอบามาคงไม่ต้องเหนื่อยอะไรมาก คนเราคงโกหกกันยากกว่าเดิม (โดยเฉพาะทนายหรือนักการเมืองบางคน) เมื่อ Stanley กับ Williamson ซึ่งเป็นนักปรัชญาเคยมาเยี่ยมสอนที่เซนต์แอนดรูวส์เนี่ย เสนอว่า knowing that หรือ testimony เนี่ยมีค่าเท่ากับ= knowing how ยิ่งมีปัญหาไปใหญ่ เพราะจริงอยู่ เวลาตาลมาถามว่าการแกะสลักแตงกวาเนี่ยทำไง เราก็บอกได้ว่าทำงี้ๆ อาจจะบรรยายด้วยคำพูด knowing how สามารถแปลงมาเป็น knowing that ได้ แต่เพียงแค่ได้ฟังคำพูด ตาลก็คงทำไม่ได้หรอกถ้าไม่ได้ลงมือทำเอง และการที่เราแอบมองโน้ตที่กำลังแกะแตงกวา คือสังเกตอย่างตั้งใจว่าเขาทำอย่างไร แต่แล้วโน้ตทำผิดพลาด แตงกวาทะลุไส้ทะลักใส่มือเนี่ย มันเป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ว่า เราไม่ได้เรียนรู้จาก content ของ knowing that แน่นอน เพราะคนๆ นั้นทำผิดพลาด เราเรียนรู้จากการย่อย content นั้น ในหัว เราคิดเอง วิเคราะห์เองว่า ถ้าทำอย่างที่โน้ตทำมันจะต้องเละแน่ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ที่แท้จริง มันไม่ใช่การเรียนรู้ที่เกิดจาก testimony แน่ๆ ไม่งั้นคงไม่ต้องมีคอร์สเปิดสอนทำอาหาร ทำอุบะ แผงวงจรคอม หรือสอนเป่าแซก เรียนกันนานๆ การเรียนที่บ้านเราคือการท่องจำ อัดข้อมูลแบบ Testimony เยอะๆ และการวัดความรู้แบบนี้ แน่นอน เลือกข้อถูก เติมคำ จับคู่ เป็นแบบฟอร์มที่ใช้ในการถามความรู้ลักษณะนี้ ไม่ได้จะบ่นว่า knowing that หรือ testimony เป็นความรู้ชั้นเลว เพราะเราจำเป็นต้องมีสิ่งนี้เป็นฐานในการคิดวิเคราะห์อะไรอย่างอื่น แต่การที่เราหมกมุ่นกับ testimony มากจนเกินไป (เห็นได้ในโลกการเมือง) มันทำให้เราพลาดอะไรหลายอย่าง ถ้าอ่านงานของนักเขียน modernist อย่าง Joyce หรือ Woolf โดยดู plot และเนื้อหา มันก็คงจะตลกแล้วล่ะ เพราะจุดประสงค์ที่พวกเขาเขียนเนี่ยก็เพื่อล้มล้างท้าทายและตั้งคำถามต่อ "ความจริง" หรือความรู้ version นี้ เป็นแนวทดลอง และพวก modernist พยายามจะบอกว่า ชีวิตมันไม่ได้เดินแบบ linear และข้อความที่เราส่งให้กันมันถูกเข้าใจผิดกันได้ง่าย เพราะเราไม่รู้หรอกว่า ความจริง คืออะไร เวลาถามเด็กประถมว่าศิลาจารึกหลักที่หนึ่งเป็นจารึกในสมัยใด โดยให้เลือกข้อถูก ก. พระเจ้าตากสิน ข. พระนเรศวร ค. พ่อขุนรามคำแหง ง. ผิดทุกข้อ แน่นอนทุกคนตอบข้อ ค แล้วถ้าถามต่อว่าทำไมตอบ ค เด็กก็จะบอกว่าก็มันมีในหนังสือเรียน สปช. มันคือความรู้ที่เชื่อว่า สปช. กำลังพูดความจริง ทีนี้ศาสตร์ใดเล่าที่จะมาทำให้เด็กที่ต้องเลืิอกตอบข้อถูกดังกล่าว กล้าเลือกข้อ ง "ผิดทุกข้อ" ปรัชญาและวรรณคดีเข้ามาแล้วล่ะ เพราะหากพินิจดูดีๆ ศิลาจารึกค้นพบสมัยใด โดยผู้ใด เขียนรูปแบบที่เป็นไปในทางจรรโลงวาทกรรมรัฐชาติหรือไม่ เราจะเห็นว่า Testimony เริ่มสั่นคลอน และการตอบข้อ ง และข้อ ค หรือข้อไหนๆ ก็ไม่มีวันที่จะมาวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ได้ เด็กที่กล้าคิดแบบนี้คงจะเรียนไม่จบ หรือเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ (ตามค่านิยมของสังคม) ที่อยากเข้าไม่ได้ ทีนี้จะแก้ไขอย่างไร ครั้นจะหันไปที่ know how ข้างเดียว จะ know how รู้วิธีการคิดวิเคราะห์ แยกแยะคำพูดที่ฟังจากหนังสือพิมพ์ รูปภาพโฆษณา เป็นวาทกรรมแบบต่างๆ มันก็ไม่เพียงพอ เพราะวาทกรรมมันก็คือภาษานั่นแหละ และภาษามันก็สร้างวาทกรรม แล้วใครบ้างจะสอน know how วิธีการคิดได้ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องแยก know that ออกจาก know how มันเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไม่ใช่หรือ ศิลปะ และวรรณคดีจึงสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างโลกที่เรากิน นอน หายใจ รัก เกลียด กับภาพในหัวของโลกที่เราอยู่ ศิลปะและวรรณคดี (บ่อยครั้ง) โน้มนำให้เราเห็นสิ่งเดิมๆ ที่เราเห็น ในแง่มุมใหม่ๆ คือมอง Testimony ที่เราได้รับมา ไม่ว่าจะเป็นขนบต่างๆ (เช่น การต้องไม่เปลือยกายในที่สาธารณะ การแต่งงาน ความคิดชายเป็นใหญ่) ในมุมมองที่แปลกใหม่ เทคนิคนี้คือ Defamiliarisation ตัวอย่างที่คลาสสิคคือกลอนของเครก เรน ซึ่งบรรยายวิธีการที่มนุษย์จากดาวอังคารมองโลกของเรา A Martian Sends A Postcard Home Caxtons are mechanical birds with many wingsบรรยายหนังสือว่าเป็นเครื่องจักรที่มีหลายปีก และเกาะอยู่บนมือเนี่ย มันเป็น Testimony ซ้อน Testimony เรารู้ว่า Caxton คือใคร (สมองเราคงกำลังพลิกหน้าหนังสือ สปช หรือหนังสือเกร็ดความรู้รอบตัวในจินตนาการ จนนึกออกว่าอ่อ Caxton คือ William Caxton เป็นคนอังกฤษคนแรกที่นำแท่นพิมพ์เข้ามาใช้) เรารู้ว่าหนังสือคืออะไร เรารู้ว่านก (in general) หน้าตาเป็นอย่างไร ปีกคืออะไร เครื่องจักรคืออะไร อา่จรู้เพราะคนเคยบอก เคนอ่านหนังสือเห็นภาพ หรือเคยจับต้อง แต่เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกัน เรากำลังเข้าสู่กระบวรการบางอย่างที่ไม่ใช่แค่รับ testimony นี้มาอย่างเดียว เรากำลังเปรียบเทียบละ ว่าหนังสือ ในสายตาของมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งต้องชัก testimony มานิยามอีกว่าคืออะไร) หนังสือเหมือนเป็นเครื่องจักร เพราะฉะนั้นเครื่องจักรจึงเป็นรหัสภาษาของมนุษย์ต่างดาว เรารู้ข้อนี้โดยที่เครก เรนไม่ต้องบอกตรงๆ ว่า "โลกมนุษย์ต่างดาวนี้หนา คือโลกแห่งเครื่องจักรกล" เวอร์จิเนีย วูลฟ์ร้ายกว่าเครก เรน เพราะเธอใช้ Testimony วาทกรรมชายเป็นใหญ่มาทำให้ดูแปลก เช่นในเรื่อง Orlando เธอทำให้ตัวละครเอกคือ Orlando รู้สึกอับอายโดยที่ไม่รู้สาเหตุ "Orlando felt positively ashamed of the second finger of her left hand without in the least knowing why" แน่นอนเธอกำลังเล่นกับ testimony ความรู้ของเรา ว่าตามขนบ สิ่งที่อยู่ตรงนิ้วนางข้างซ้ายนี้ควรจะเป็นแหวนแต่งงาน และการที่เธอบอกว่า Orlando ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องรู้สึกอับอายที่ไม่ได้แต่งงาน เธอกำลังสื่อข้อความโดยนัยให้เราตั้งคำถาม (ถามสิ่งที่เรารู้แก่ใจอยู่แล้ว) ว่าเออ ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น สิ่งทั้งหมดเป็นสิ่งสร้างมิใช่หรือ และเมื่อมองไปที่ถนน Orlando เห็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ คือภาพของผู้หญิงและผู้ชายที่เดินติดกัน "Couples trudged and plodded in the middle of the road indissolubly linked together. The woman's right hand was invariably passed through the man's left and her fingers were firmly gripped by his... Orlando could only suppose that some new discovery had been made about the race; that they were somehow stuck together, couple after couple, but who had made it, and when, she could not guess..." ก็เป็นวิธีการเดียวกันอีก know that มันมาผสมรวมกับ know how เพราะวูลฟ์เชื่อว่าการปฏิวัติทางความคิดที่ได้ประสิทธิภาพที่สุดคือการปฏิวัติจากภายในระบบของภาษา (หรือ testimony ที่เราได้รับสืบต่อกันมา) อันเป็นการตอบคำถามที่บรรดานักคิด postcolonial พากันถามใหญ่ว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถ appropriate และ ใช้ภาษาของจักรวรรดิ ของปิตาธิปไตย มาตั้งคำถามระบบและสร้างอำนาจให้ผู้ที่อยู่ชายขอบได้ วันนี้นั้งคิดๆ ดู หากทำให้เด็กนักเรียนตั้งคำถามลักษณะนี้ (ให้ฝึกวิเคราะห์ข่าวการเมืองหรือข่าวบันเทิงในเชิงปรัชญาหรือวรรณคดีก็ได้) ได้เนี่ย การศึกษาของเราคงจะดีกว่านี้ แต่นี่ก็คงเป็น utopian dream ของดิชั้นเอง ให้วิเคราะห์ว่าเรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (ตัวอย่างที่ in trend) เป็นการใช้สื่อในการขายของอย่างไรบ้าง วาทกรรมการขึ้นคานที่นางเอกกลัวหนักหนา เป็นแนวคิดที่ใช้กดดันผู้หญิงมานานแค่ไหน การใช้นักแสดงที่แข็งทื่ออย่างเคนมาเล่น เป็นการขายหน้าตาอย่างไร มันบอกอะไรเกี่ยวกับรสนิยมการบริโภคหนังของคนไทย จะเหมือนช่วง 1920s หรือ 1930s หรือเปล่าที่ยิ่งมี depression คนยิ่งหาหนังแนวหนีความจริง escapist มันบอกอะไรเกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือเปล่า หมายเหตุ: คือไม่ต้อง extreme อย่างนี้ก็ได้ค่ะ เพราะผู้เขียนเองยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่เคย enjoy สิ่งเหล่านี้ (ถ้าอยากจะ enjoy จริงๆ ก็ต้องบังคับตัวเอง555 ) ดูแล้วบางทีก็หงุดหงิด บางทีก็คิดว่าน่าสนใจ เพราะสื่อไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาลอยๆ หากเราเป็นผู้สร้างสื่อ มันสะท้อนความคิดของยุคของเรา คือคิดตัวอย่างที่ใกล้ตัว เบาๆ ไม่ออกอะค่ะ สรุป (แต่อย่าเชื่อจนกว่าจะคิดได้เอง เพราะนี่คือ Testimony อย่างหนึ่งที่ผู้เขียนกำลังวางไว้) ยิ่งรู้มาก จึงหมายความว่า "ยิ่งได้ความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony มาก" ยิ่งไม่รู้ จึงหมายถึง "ยิ่งสงสัยความรู้แบบสำเร็จรูป Testimony" เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงสำคัญ เพราะ "ความไม่รู้" นี้ที่หมายถึง มันต่างจาก "ความไม่รู้" ที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป เรามาแก้ "ความไม่รู้" ด้วย "ความไม่รู้" กันเถอะค่ะ สวัสดี October 22 Day 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's OwnDay 380-398: ครบรอบ 80 ปี A Room of One's Own มีเสียงวิพากษ์ว่าผู้เขียนเนี่ย เขียนวกวนได้ใจ ในขณะที่การเขียนแบบวิทยาศาสตร์หรือการเมืองกฎหมาย จะเขียนเป็น linear กระชับและเป็นเหตุเป็นผล ดิชั้นขอรับไว้ในดุลยพินิจ และจะอธิบายแบบอ้อมๆ ในภายหลัง (note the temporal metaphor เพราะการอ้อมจะเกิดได้เมื่อมีแนวคิด linear อยู่ในหัว คนเรามักคิดและเข้าใจอะไรเป็นตรรกะสองขั้ว) เช้านี้ฟังซูซานให้สัมภาษณ์ออกโปรแกรมบีบีซีครบรอบแปดสิบปี A Room of One's Own อย่างสนุกสนาน มีพาเที่ยวบ้านของวูลฟ์ที่ซัสเซกส์ด้วย ก็ทำให้อยากจะเขียนฉลองวันครบรอบเกี่ยวกับแนวคิดของวูลฟ์ อยากให้เห็นว่า A Room ซึ่งมีหลายคนบอกว่าแนวการเขียนมันโบร่ำโบราณ anachronistic เนี่ย มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร (ไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรอก มันสำคัญกับทุกคนเพราะวิจารณ์ระบบสังคมที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ) มันสำคัญกับผู้หญิงเราอย่างไร เอาอย่างนี้ดีักว่า จะให้ยกตัวอย่างที่ทันสมัย ไม่งั้นจะถูกหาว่า abstract เกิน (ซึ่งก็ไม่เป็นไร เพราะ abstract จะมีได้ เพราะเมื่อเราเข้าใจ concrete และระบบชายเป็นใหญ่มักให้ค่า concrete มากกว่า abstract เพราะเห็นว่าอย่างแรกมั่นคงหนักแน่น "เป็นชาย" มากกว่าอย่างหลัง ซึ่งเป็นสิ่งสร้างอีกแหละ ) วูลฟ์ใช้วิธีการตั้งใจใช้ข้อมูลที่โบราณเพื่อย้ำเตือนพวกผู้หญิงทั้งหลายว่าเราเพิ่งได้รับสิทธิเท่าเทียมเืมื่อไม่นานมานี้เอง ดิชั้นจะใช้วิธีตรงกันข้าม แต่บรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน ปีนี้เราฉลองดาร์วินกันเหลือเกิน ไป Natural history ก็มีรูปปั้นสวยเด่นเป็นสง่า นิทรรศการมากมาย เรารู้และเข้าใจกันว่าวิวัฒนาการมันฉีกแนวสิ่งที่ว่าไว้ในไบเบิล ทำให้ hierarchy รวน แต่จะมีใครกันที่จะนึกได้ว่าก่อนหน้าดาร์วิน มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ออกมาท้าทาย hierarchy นั้นๆ ก่อนหน้าดาร์วินหลายปีทีเดียว เชื่อว่าไม่มีใครตอบได้ มันไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก ถ้าไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ภูมิปัญญาหรืออ่านงานเขียนของเธอ เพราะผู้หญิงคนนั้นไม่มีพื้นที่ยืนบนโพเดียมคนที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ไม่มีที่ใน Natural History ให้รูปปั้นของเธอ ผู้หญิงคนนี้ชื่อแมรี โวลสโตนคราฟท์ ซึ่งเกิดปี 1759 (ก่อนดาร์วินตั้งครึ่งศตวรรษ) เป็นคนที่พลิก hierarchy ชายเหนือกว่าหญิง บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเพศมันมีสาเหตุจากความไม่เท่าเทียมกันทางการศึกษา หรือ โอกาสการเสริมสร้างปัญญา การใช้เหตุผล หรือคำของเธอคือ "Intellect" ส่งผลให้สังคมไม่พัฒนา หากจะให้สังคมพัฒนา ต้องแก้ที่จุดนี้ ต้องเลิกจำกัดสิทธิของผู้หญิง ทางแก้คือต้องพัฒนาการศึกษาของผู้หญิง แน่นอน ความคิดนี้มันสุดโต่งในยุคของเธอ แต่พวกเราก็จะบอกได้ว่ามันยังสุดโต่งไม่พอสำหรับเราซึ่งเป็นผู้หญิงยุคใหม่นักเรียนมหาวิทยาลัย (~อย่าลืมว่าผู้หญิงเพิ่งได้รับสิทธิเข้าเรียนเอง ไม่ถึงสองร้อยปีั)เพราะยังไงซะ เธอก็ยังไม่ตั้งคำถาม status quo ไม่พลิกหรือตั้งคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า Intellect มันแฝงอำนาจชายเป็นใหญ่หรือไม่ ทำไมการเขียนแบบให้เหตุผล a = not b หรือวิทยาศาสตร์และกฎหมายดู masculine มากกว่าการคิดและการเขียนแบบตรงข้าม ไม่ตั้งคำถามว่า อะไรคือ masculine และ อะไรคือ feminine แต่นั่นก็เป็นก้าวที่เพียงพอแล้วล่ะ ที่จะจารึกชื่อของเธอให้เป็นที่จดจำ (อย่าลืมว่ายุคของเธอผู้หญิงไม่มีสิทธิเรียนหนังสือ) เพราะเธอหักล้าง hierarchy (ถ้าจะใช้คำวิทยาศาสตร์) ของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์เดียวกัน คือ มนุษย์ ดาร์วินยังคิดไม่ถึงเลย (~และมองข้ามกระมัง) งานเขียนของเธอเนี่ยแหละเป็นฐานของการออกกฎหมาย property rights ให้ผู้หญิงมีทรัพย์ส่วนบุคคลได้ประมาณปี 1880 (129 ปีที่แล้วเอง) และเมื่อปี 1890 มิลิเซนต์ ฟอว์เซต ก็ใช้งานเขียนของเธอ คือ A Vindication for the Rights of Woman ในการช่วยประท้วงขอให้ผู้หญิงมีสิทธิเลือกตั้ง ยกตัวอย่างเรื่องนี้เพราะอะไร การที่เรานึกคิดถึงประวัติศาสตร์ในเชิงพื้นที่ คือ Temporal Space เช่น สุโขทัยก่อนอยุธยา เราหลับตาเป็นพื้นที่ในหัว เป็นกล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่านี่คือสูโขทัย และอีกกล่องเราแปะไว้ว่าเป็นอยุธยา ในกล่องนั้นเต็มไปด้วยสิ่งที่เราคิดว่ามี "ความเป็นสุโขทัย" และ "อยุธยา" เช่น รูปทรงพระพุทธรูป ผังเมือง กล่องขาวสุโขทัยถูกจัดหมวดหมู่ในสมองว่ามันมาก่อนกล่องขาวที่สอง เพราะเราเรียนในห้องเรียน มีคนทำการทดลองหินทางวิทยาศาสตร์ แล้วเราจึงเชื่อเช่นนั้น แต่ไม่มีใครออกมาวิพากษ์วิธีคิดดังกล่าวในเชิงอำนาจมาก่อน เช่น จริงๆ แล้วศิลาจารึกเป็นสิ่งสร้าง? รอยต่อจากคำว่า "สยาม" มาเป็นประเทศ "ไทย" มันเป็นผลของแนวคิดชาตินิยม?? การสร้างและการให้ค่าประวัติศาสตร์ มันอยู่กับเรามานานแล้วล่ะ เห็นได้ตั้งแต่ตำนานเรื่องยุคทองของ Hesiod เรื่องน้ำท่วมโลกจนถึงความคิดความเชื่อเรื่องยุคพระศรีอาริย์ เวลาเราพยายามเข้าใจตัวเราเอง เราจะพยายาม situate ตัวเราในยุคๆ หนึ่ง เช่นตอนนี้ หลายคนจะคิดว่าเราอยู่ในยุคที่ต่างจากพ่อแม่ ทีวีไม่ใช่ขาวดำ เราบีบีหากันได้ทั้งวันทั้งคืน เราอยู่ในยุครอยต่อความเปลี่ยนแปลง A Room of One's Own พูดถึงการคิดในเชิงพื้นที่เนี่ยแหละ แต่เป็นงานชิ้นแรกที่มองและวิเคราะห์ในมุมมองของผู้หญิง และการสร้างสรรค์งานศิลป์ของผู้หญิง ก่อนหน้านี้ (~หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้) ไม่มีหรอก ประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ที่ผู้ชายเท่านั้นเป็นใหญ่ เพราะผู้ชายเท่านั้นเป็นคนให้คุณค่า และเรื่องความคิดความเชื่อที่ฝังหัวมานานหลายชั่วคนมันน้อยมากที่จะได้รับการตั้งคำถาม ไม่งั้นทุกวันนี้เราคงจะเรียนกันในห้องเรียนว่า โวลสโตนคราฟท์มาก่อนดาร์วินในเชิงประวัคิศาสตร์ภูมิปัญญา สิ่งที่วูลฟ์ทำคือชี้บอกว่าประวัติศาสตร์หรือกล่องขาวที่มีในหัวน่ะ เป็นสิ่งสร้าง ที่เราเชื่อสิ่งที่เราเชื่อ เช่น การแต่งงานและมีลูกเป็นหน้าที่ที่เราเกิดมาทำเท่านั้น หากไม่ทำแสดงว่าเราเป็นผู้หฺญิงที่ไม่ดี มันเป็นผลจากหนังสือหลายเล่มที่ผู้ชายเขียน เป็นผลจากการที่เราไม่มีวันได้อ่านหนังสือที่ผู้หญิงอาจจะเขียนหรือเขียนแต่เขียนในหัว (เพราะไม่ได้มีโอกาสทางการศึกษาที่จะถ่ายทอดมาเป็นตัวหนังสือที่สังคมชายเป็นใหญ่ยอมรับ) ใครจะรู้เล่าว่าในใจของผู้หญิงหลายศตวรรษที่เพื่อนเราที่เรียนประวัติศาสตร์อ่านหาต้นฉบับลายมืออนุทินหรือบันทึกความในใจไม่เจอเนี่ย มันเป็นเช่นไร และมันไม่ใช่แค่เรื่องเพศ มันเป็นเรื่องชนชั้นด้วย ใครจะไปล่วงรู้ชีวิตและความในใจของข้าราชบริพารและคนใช้ของผู้นำคนสำคัญๆ เล่า คนใช้ยุควิคตอเรียนซึ่งไมมีชื่ออยู่ในอัตชีวประวัติของนาย แต่สำคัญเท่าเทียมกัน และคำว่า "สำคัญ" แปลว่าอะไร เราไม่มีวันรู้หรอก แต่เราจินตนาการได้ เพราะฉะนั้น ตลอดชีวิตของวูลฟ์ เธอพยายามแสดงให้เห็นว่า fact และ fiction มันเชื่อมโยงและหักล้างกันและกัน ชีวประวัติ ซึ่งเรามักไว้ในกล่องขาวที่แปะป้ายว่า fact แท้จริงเป็น fiction สิ่งสร้าง เธอจึงพยายามเขียนเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงในอดีตทั้งหลาย ผู้หญิง คนใช้ แต่เธอก็ practical เพราะการจะคิดนอกกรอบ การสร้างสรรค์งานศิลป์ที่แหวกขนบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงต้องมีเงิน และพื้นที่ของตัวเอง เงิน แน่นอนหมายถึงอำนาจ ถ้าไม่มีเิงินก็ไม่มีเวลาคิดเรื่องพวกนี้หรอก พวกคุณๆ ที่มาอ่านมานั่งเขียนบลอค ถ้าไม่มีเงินต้องกระเสือกกระสนมาก คุณคงไม่มีโอกาสได้คิดหรือทำอะไรแบบนี้ ผู้หญิงต้องมี พื้นที่ของตัวเอง A Room ห้องหับส่วนตัวที่เราจะเป็นอิสระตามใจคิด พื้นที่ของตัวเอง mental space กล่องสีขาวที่เราแปะป้ายว่า "ชีวีิตและประสบการณ์ของฉัน" ที่ไม่มีใครอาจเข้าใจตรงกับเราและไม่มีอำนาจภายนอกใดใดที่จะมารวมกล่องสีขาวเข้าไว้ด้วยกัน และแปะป้ายไว้กว้างๆ ว่า "ของผู้หญิง = ต้อง not b คือ ไม่ใช่ของผู้ชาย" ทุกอย่างคาบเกี่ยวกัน งานเขียนของวูลฟ์สำคัญต่อผู้หญิง เพราะเปิดให้เราใช้ภาษาเชิงพื้นที่ในการวิพากษ์อำนาจ (~แค่คำ jargon ที่ใช้ในประโยคนี้ หากไม่มีหนังสือก่อนหน้านี้ เราคงไม่สามารถเข้าใจหรือใช้มันได้ คลังคำจะเกิดเพราะบรรดาหนังสือหลายเล่มที่เกาะบนคอนในห้องสมุดมันกระพือคำใส่ไปในกล่องสีขาวในหัวของเรา นี้คือสิ่งที่วูลฟ์ต้องการแสดง ?หรือเปล่า?) และที่สำคัญที่สุดคือ ทำให้เราเห็นความสำคัญของผู้หญิงหลายคนก่อนหน้าเรา ทั้งที่มีชื่อให้จดจำ หรือนิรนาม ซึ่งมีส่วนให้เรามีการศึกษา สามารถวิพากษ์อำนาจวิจารณ์ระบบสังคมได้ และเมื่อเรามองระบบสังคม เราต้องแก้ตรงนั้น ไม่ใช่ตะโกนเย้วๆ เกลียดผู้ชายและเผาบรา ที่สถานะไม่เท่าเทียมกันเพราะมันหลายศตวรรษมาแล้วที่ผู้ชายมีเงินเก็บ ส่วนเราเพื่งมี ผู้หญิงมีลูก ทำงานบ้าน ไม่ได้รับค่าจ้าง และในโลกทุนนิยม การไม่มีเงินหมายถึงการพึ่งพาสามี ลูกชาย พี่ชาย และน้องชาย น่าสนใจคือ A Room เกิดจากบทเลคเชอร์ที่วูลฟ์ไปพูดให้นักเรียนผู้หญิงรุ่นแรกๆ ที่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่าจะเลคเชอร์เรื่อง women และ fiction แต่ไปๆ มาๆ ไม่ได้ "~เข้าเรื่อง" สักที เพราะมัวไปตั้งคำถามเรื่องระบบสังคม linear narrative การเขียนแบบ point a ไป b ที่นักวิทยาศาสตร์และนักกฎหมายล้วนโปรดปรานถูก deconstruct อย่างสิ้นซาก เราจึงพูดได้ว่า A Room of one's own เป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้เราตระหนักรู้ว่าการศึกษาและการเขียนแบบ a ไป b เพราะ c นี้ (~และการสรุปโดยกลับมาที่จุดเริ่มต้นที่ผู้เขียนกำลังแสดงให้เห็น) เป็นผลของระบบความคิดที่ฝังตัวอยู่ในสมองเรามานานแล้ว และทั้งหมดนี้เกิดจากรอยหยักสมองและปลายปากกาของผู้หญิง เมื่อประมาณวันนี้ เดือนนี้ 80 ปีที่แล้ว เรามากันไกล แต่หลายคนยังติดกับ ไม่คิดตั้งคำถามอะไร หนทางจึงยังอีกยาวไกล SALUT! สวัสดีั ปล. ลองย้อนอ่านไปเมื่อวันที่เขียนเกี่ยวกับการได้สอนออร์ลันโดเป็นครั้งแรกที่นี่ (เพื่อเช็คว่าเราไม่พูดอะไรที่ซ้ำกับที่พิมพ์ไว้เมื่อประมาณสองร้อยวันที่แล้ว!) ก็อยากจะเก็บมาโพสต์ไว้เผื่อนักเรียนที่เมืองไทยสนใจศีกษาต่อ Day 176-217: เมื่อได้สอนออร์ลันโด กลับจากอีสเตอร์ก็ต้องสอนออร์ลันโด ตื่นเต้นเหมือนกัน แต่ดีใจที่อาจารย์เลือกเรื่องนี้ สำหรับเรามันเป็นเรื่องที่อ่านง่ายและ accessible ที่สุดแล้ว ในบรรดางานของวูลฟ์ การไปดื่มและพูดคุยกับเด็ก undergrad ในผับคืนที่เตรียมตัวสอนออร์ลันโด ทำให้รู้ว่าพวกนี้ (~ทั้งผู้หญิงและผู้ชายเท่าเทียมกัน) ส่วนใหญ่เกลียดและกลัวเวอร์จิเนียวูลฟ์อย่างมาก และก็บ่นอุบว่าวิชาบังคับ Virginia Woolf ทำให้เกรดตกกันไปตามๆ กัน น่าสนใจ เพราะเมื่อถามเหคุผลว่าทำไมต้อง "เกลียด" และทำไมต้อง "กลัว" สรุปเหตุผลตามอันดับท็อปฮิตได้ว่า ก) เธอเป็นหญิงบ้า เดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม ข) เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด ค) เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา ง) เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual พอได้คำตอบดังนี้ ก็จดไว้ในหัว และระหว่างเดินฝ่าความหนาวกลับบ้าน ก็ คิดหาวิธีการที่จะทำให้พวกนี้เห็นว่าทั้งหมดล้วนเป็นสมมติฐานเท็จ และตัดสินใจว่าก่อนจะมาอ่าน ออร์ลันโด เราควรจะแก้ต่างให้เธอเสียก่อน ก) "เธอเป็นหญิงบ้า เิดินลงน้ำฆ่าตัวตาย กลัวว่าอ่านแล้วจะเป็นบ้าตาม" เราก็ปรินต์โปรดักในอีเบย์ให้ดู ทุกวันนี้หน้าของเวอร์จิเนียวูลฟฺ์ ซึ่่งเป็น cultural icon เนี่ย มีปรากฎอยู่บนปกหนังสือ ตุ๊กตา เสื้อ ยืด ผ้ากันเปื้อน จนถึง (และอันนี้ตลกมาก) กางเกงในผู้ชาย ทุกคนมาตื่นเต้นหวั่นกลัวความจริงที่ว่าธอเดินลงน้ำฆ่าตัวตาย แต่ทำไมลืมนึกไปว่าการให้ความสำคัญตรงจุดนั้นมันมีที่มาจากเลนส์ประเภทหนึ่ง ที่วูลฟ์เขียนถึงใน A Room of One's Own :ซึ่งคือเลนส์อคติทางเพศ ส่งผลให้ทุกอย่างที่เี่รามองหรือคิดว่าเข้าใจ มันถูกระบายด้วยสีแห่งความจอมปลอมไปเสียหมด ทำไมเราไม่มีบรารูปหน้าวอลเตอร์เบนยามิน หรือโปรดักแว็กซ์ขารูปเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ซึ่งเป็นนักคิดนักเขียนที่ฆ่าตัวตายเหมือนกัน ด้วยวิธีที่สวยน้อยกว่า และทำไมเราไม่กลัวว่าเราจะเป็นบ้าตามเฮมิงเวย์เมื่อเราอ่านเรื่องสู้วัวกระทิง ผู้ชายที่ไร้อวัยวะสืบพันธุ์ แหงสิ เพราะนั่นมันไม่ใช่ "จุดขาย" ของเฮมิงเวย์ เลนส์อคติทางเพศมักจะจับเรดาร์ผู้หญิงเท่านั้น แก้ไขโดย: ให้นักเรียนอ่านส่วน highlight ของ A Room of One's Own เพราะจริงๆ วูลฟ์เป็นนักเขียนบทความที่เก่งได้ใจมาก ผล: เด็กทึ่งเพราะไม่เคยอ่านมาก่อน วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า And how small a part of a woman's life is that; and how little can a man know even of that when he observes it through the black or rosy spectacles which sex puts upon his nose. ข) "เธอเขียนอะไรอ่านไม่รู้เรื่อง คอร์สส่วนใหญ่มักจะเริ่มด้วย ออร์ลันโด ซึ่งสำหรับพวกนี้ เป็นงานที่บ้าบอที่สุด" เพื่อน นักดนตรีที่เราชื่นชมในความสามารถได้โทรศัพท์มาบ่นเมื่อวานนี้เช่นกัน สิ้นคำของเธอที่ว่ากำลังอ่านออร์ลันโดอยู่ และอ่านไม่รู้เรื่อง เราก็ยิ้มทันที มันก็แน่นอน การอ่านไม่รู้เรื่องเป็นเป้าหมายหนึ่งของวูลฟ์ subtitle ของ Orlando คือ A Biography ชั่ว ชีวิตของวูลฟ์ ถ้าเราสามารถพาเพื่อนไปเที่ยวบ้านที่วูลฟ์เกิดและเติบโตเนี่ย จะเห็นว่าห้องนอนของเธออยู่ข้างล่างห้องทำงานของพ่อคือ เซอร์เลสลี สตีเวน ผู้เขียนรวบรวมและบรรณาธิกรของ Dictionary of National Biography อันเป็นหนังสือรวมชีวประวัติบุคคลสำคัญสมัยวิคตอเรียน และคงไม่แปลกที่ rosy spectacle ก็อยู่บนจมูกของท่านเซอร์เช่นกัน บุคคล ที่สำคัญล้วนเป็นผู้ชาย ไม่มีใครใส่ใจเขียนเกี่ยวกับผู้หญิง และแม้จะเขียนเรื่องผู้ชายก็เถอะ สิ่งที่สำคัญที่ได้รับเลือกให้จดบันทึกเป็นเกียรติประวัติก็มีแต่ผลงาน ไม่มีใครเขียนเรื่องภรรยาของคาร์ไลล์ที่ต้องขนน้ำขึ้นมาให้นักเขียนผู้ยิ่ง ใหญ่ได้ดื่มได้ทำความสะอาดร่างกาย ไม่มีใครเขียนเรื่องสาวใช้ที่เอากระโถนของเขาไปทิ้ง ท้าทายและรื้อถอนขนบการเขียนชีวประวัติซึ่งจมติดอยู่กับระบบชายเป็นใหญ่ นี่ คือสิ่งที่วูลฟ์จงใจทำในงานเขียน ออร์ลันโดไม่มีตัวตนอยู่จริง ถ้ามีจริงก็คงแปลก เขาเกิดเป็นผู้ชายในช่วงอลิซบีธัน และวันหนึ่งตื่นมาเป็นผู้หญิงในขณะที่ไปเป็นทูตที่คอนสแตนติโนเปิล และมีชีวิตจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 แก้ไขโดย: ซีรอกซ์บางส่วนของ Eminent Victorians ของ ลิตตัน สแตรชชีให้อ่าน พร้อมให้อ่านงานน่าเบื่อๆ ในยุควิคตอเรียน ผล: นักเรียนก่นด่า เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ และหันมาอยากอ่านว่าวูลฟ์จะกัดอะไรคนพวกนี้ในออร์ลันโด ในที่สุดก็มีคนบอกว่าออร์ลันโดเป็นการปฏิวัติ genre และ gender ที่สร้างสรรค์ที่สุด วูลฟ์กล่าวใน A Room of One's Own ว่า literature is impoverished beyond our counting by the doors that have been shut upon women. Married against their will, kept in one room, and to one occupation, how could a dramatist give a full or interesting or truthful account of them? Love was the only possible interpreter. ซึ่งนำเรามาสู่ข้อ ค ค) "เธอเป็นเลสเบียน (เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็น/และ) เฟมินิสต์ ซึ่งมีความหมายเท่าข้ิอ ก) แต่เพิ่มภาพของผู้หญิงที่เกลียดผู้ชาย และการเผาบรา" ก่อนอื่นวูลฟ์ บอกว่าเราควรเผาคำว่าเฟมินิสต์ทิ้งไป เพราะนั่นเป็นการวิเคราะห์ end product และหลงลืมละทิ้งต้นตอของปัญหาสังคม เด่นชัดที่สุดในเหตุการณ์สงครามโลก เพราะวูลฟ์บอกว่าหญิงชายโดยเนื้อแท้เป็นคนเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้แตกต่างคือสังคม ซึ่งหมายรวมถึง เศรษฐกิจ สถาบันการศึกษาและวัฒนธรรม ผู้หญิงและผู้ชายทำงานเหมือนกัน แต่ผู้ชายได้รับค่าจ้างเป็นเงินตรา ออกไปทำงานก็หาเลี้ยงผู้หญิงในบ้าน เผอิญโลกเราใช้ระบบแลกเปลี่ยนด้วยเงินตรา แต่หลายคนลืมไปว่าผู้หญิงก็ทำงานเช่นกัน การตั้งท้อง ออกลูก ใช้แรงงานทำกับข้าว กวาดบ้าน ซักผ้า ล้วนเป็นการใช้แรงงานเหมือนกัน แต่ทำไมเป็นแรงงานสูญเปล่าที่ไม่ได้ค่าจ้างเล่า และถ้าการณ์มันกลับกัน มันจะเป็นเช่นไร เพราะฉะนั้น ความไม่เสมอภาคมันเกิดเพราะฐานะทางเศรษฐกิจ (อย่าลืมว่าเธอเป็นเพื่อนของเมนาร์ด เคนส์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง) วูลฟ์ เป็นนักปรัชญาการเมืองและเป็นนักวิเคราะห์สังคมนะจะบอกให้ อย่าติดภาพนิโคล คิดแมนกับจมูกปลอมที่กลอกตาเดินไปเดินมา เพราะนั่นเป็นแค่ภาพที่นิยายและหนังสร้างขึ้น ดูเพื่อความบันเทิงได้ แต่ถ้าจะดูในเชิงภูมิปัญญาวิชาการให้ดูจากตัวงานเป็นหลัก เลสเบียน = เฟมินิสต์?? คำ ว่าเลสเบียน หรือ ความสัมพันธ์แบบแซฟฟิคสำหรับวูลฟ์มีอีกความหมาย เพราะเธอบอกว่าศัตรูที่ร้ายที่สุดของผู้หญิง นอกเหนือจากระบบที่กล่าวมาแล้ว ก็คือผู้หญิงด้วยกันเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าของพี่สาว/น้องสาว/แม่/สตรีเพศ สำหรับวูลฟ์ วูลฟ์บอกว่าตนชื่นชมผู้หญิง และรณรงค์ไม่ให้ผู้หญิงก่นด่ากันเอง ไม่ใช้เลนส์คุณค่าชายเป็นใหญ่มามองและตัดสินผู้หญิง ไม่เชิดชูบุรุษเพศมากกว่าผู้หญิง และถ้าเป็นไปได้ ให้มองให้ลึกลงไปในแก่นของความเป็นคน ของความลึกล้ำของประสบการณ์ของคนๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม และหันมาตั้งคำถามคุณค่าทางสังคม ใน ออร์ลันโด จะเห็นเลยว่าขนบการแต่งงาน การสวมแหวนแต่งงานเป็น "recent discovery" เป็นกฎที่มนุษย์สร้างขึ้น ระบายสีด้วยศาสนา แต่งแต้มด้วยความรู้สึกผิดบาปของอีฟ แน่นอนวูลฟ์ไม่ได้ต่อต้านการแต่งงาน เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะมีความสุขในทางที่ตนเลือก แต่เธออยากให้มองอย่างเข้าใจ ว่ามันเป็นแค่กลไกของสังคม ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ผู้หญิงไม่ควรตัดสินด้วยแหวนบนนิ้ว หรือจำนวนเด็กในเปล (~แต่ไม่ยักเป็นจำนวนผู้ชายในชีวิตหรือสามีที่แต่งงานด้วย เพราะกฎมีไว้วุ่้าผู้หญิง "ที่ดี" ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้นั้น... ต้องรักเดียวใจเดียว:P) แก้ไขโดย: ให้ลองนิยามเล่นๆ ว่าอะไรคือเฟมินิสม์และเลสเบียนนิสม์ในความเข้าใจของนักเรียน และในความหมายของวูลฟ์ ในบริบทสังคมสมัยนั้น และข้อสันนิษฐานส่วนตัวที่ว่า เธอเองก็ชอบบราอยู่นะ และคงขอเผาความคิดจอมปลอมมากกว่าเสื้อชั้นใน หรือเสื้อผ้าผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องเล็กเหลือประมาณ วูลฟ์กล่าวไว้ใน Three Guineas: What more fitting than to destroy an old word, a vicious and corrupt wordผล: นักเรียนร้องอ้า เพิ่งรู้ เพราะภาพที่สื่อต่างๆ มักชักให้เชื่อคือวูลฟ์เป็นสุดยอดเฟมินิสต์เกลียดผู้ชายตัวแม่ แต่นี่เธอมาลอบบี้ให้ชายหญิงร่วมมือกัน เหลือข้อ ง ง) "เธอเป็นแค่ผู้หญิงที่ไม่ได้รับการศึกษาและรู้สึกอิจฉาผู้ชายในบ้านที่ได้ไปเรียนหนังสือ งานเขียนของเธอมันไม่ค่อย intellectual" ซึ่ง เป็นข้อที่ฟังแล้วรู้สึกเสียใจเล็กๆ กระหยิ่มใจน้อยๆ เพราะใครเล่าจะรู้ว่าเธอเป็นนักเขียน รู้สึกจะคนเดียวในโลกนี้ก็ว่าได้ ที่้เขียนทั้งอนุทินส่วนตัว อนุทินงานเขียน อนุทินหนังสือที่อ่าน และอนุทินดนตรีที่ฟัง และเธอเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุยังไม่ยี่สิบ สิ่งที่เขียนคือบทความวิเคราะห์ภาพยนตร์และหนังสือที่เธออ่าน จริงอยู่เธอไม่ได้ไปโรงเรียน แต่เธอได้อ่านหนังสือสำคัญๆ ของยุค เพราะทั้งหมดมันตั้งอยู่ในบ้านของเซอร์เลสลีผู้เป็นบิดา อ่านอนุทินหนังสือแล้วจะตกใจ เธอมีความรู้ภาษากรีกเป็นอย่างดี อ่านตั้งแต่นิยาย ละครสำคัญของยุค จนถึงคู่มือการใช้กล้องโกดัก ซึ่งเธอเป็นเจ้าของร่วมกับพี่สาว จริงเธอมักจะรู้สึกขมขื่นที่ถูกตราหน้าเป็น outsider ในระบบการศึกษา และอาจอิจฉาพี่ชายน้องชายเล็กๆ ที่ได้มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ความรู้สึกนั้นมันมาจากความรักที่จะเรียนรู้ และความรู้สึกคับแค้นใจที่ระบบเศรษฐกิจและสังคมส่งผลให้ผู้หญิงไม่ได้ใช้ เวลาอ่านอะไรงามๆ ไม่ใ้ช่เพราะเธออยากเป็นผู้ชาย และพอสงครามโลกปะทุ พวกผู้ชายก็วิ่งรี่มาให้ผู้หญิงช่วย Dig for Victory หรือทำงานแทนผู้ชายที่ไปรบ พร้อมถามว่าผู้หญิงเราจะช่วยหยุดลดละเลิกสงครามได้อย่างไร วูลฟ์บอกว่าแหม เราก็ไม่ได้เป็นส่วนหนี่งของระบบเธอมาตั้งนานแล้ว ทำไมมาขอให้ช่วยตอนนี้ ถ้าให้ฉันได้รับการศึกษา ได้ค่าจ้าง ได้พื้นที่ของตัวเอง เราคงพอจะผนึกกำลังกันได้ งานเขียนของเธอเป็นสหบท เต็มไปด้วย allusions กล่าวถึงวรรณคดีกรีก เช่น Lysistrata จนถึง Dante จนถึง พรูสต์ จอยซ์ และทีเอสเอลเลียต ถ้าไม่ intellectual ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร แก้ไข โดย: ให้นักเรียนได้เห็นอนุทินหนังสือของเธอ และอ่านบทความรีวิวออสเตนของเธอ ที่เีขียนดีมาก พร้อมให้คิดว่าชื่อเรื่อง Orlando มันมาจากไหน Orlando Furioso หรือเปล่า พร้อมเล่าให้ฟังว่าเอมมา อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขสองได้ไปค้นพบลายมือของสามีภรรยาวูลฟ์บนปก (~เปลือก) แผ่นเสียง และที่น่าสนใจคือบันทึกละเอียดมากว่าฟังเพลงบีโธเฟนวันไหน ปีอะไร กี่โมง กี่ครั้ง ช่วงสงครามโลกสองคนนี้ฟังแต่เพลงอุปรากรเยอรมันทั้งวัน ส่วนตัวตีความว่าคงไม่อยาก dehumanise คนเยอรมันว่าเลวไปเสียหมด พอสงครามสงบก็ฟังเพลงอุปรากรอิตาเลียน พอเวอร์จิเนียตาย เลนเนิร์ดก็จดบันทึกต่อ มีหายจากอนุทินดนตรีไปประมาณห้าวัน แล้วก็ฟังใหม่ โดยฟังเพลงที่เวอร์จิเนียชอบ และฟังบ่อยตอนมีชีวิตอยู่ ซ้ำไปมา ขนลุกมั้ย ผล: นักเรียนสนใจ ซูซาน อาจารย์ที่ปรึกษาหมายเลขหนึ่ง ซึ่งนั่งสังเกตการณ์หลังห้องโทรมาบอกอีกวันว่าผลตอบรับออกมาค่อนข้างดี (~หวังว่าไม่ใช่เพราะเราพานักเรียนเข้าผับก่อนเรียนนะ) และจึงอยากให้ช่วยสอนออร์ลันโดนักเรัยนปริญญาโทที่เรียน Women Writing and Gender ด้วย ซึ่งมีประมาณ ห้าคน ผลคือพวกนี้มีความเห็นเอนเอียงมาข้อ ข) และ (อยากให้เราเน้นพูดทฤษฎีของ Cixous เรื่องการเขียนแบบ "~ผู้หญิง" ซึ่งวูลฟ์มักจะพูดอะไรที่แย้งตัวเองอยู่เรื่อย) เป็นส่วนใหญ่ แต่นอกเหนือจากนั้น ก็ไม่ได้มีความเห็นอะไรที่น่าสนใจเท่านักเรียนปริญญาตรี สอนเสร็จกำลังเดินลงมาจากตึกของภาควิชา ก็เจอปีเตอร์ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่เคยด่าว่าวูลฟ์เป็น creepy woman ในผับหลังดื่ม ale เป็นไพน์ที่สอง ปีเตอร์บอกว่า "V, Virginia Woolf is sexy. I can see it now. Change the way I look at things" และนี่ทำให้รู้สึกดีกว่าคำชมใดใดในโลก ------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- October 04 Day 367-379: แข่งยิงธนู? Day 367-379: แข่งยิงธนู? หัวข้อของบลอคดูจะไม่น่าเป็นไปได้ในสายตาของผู้อ่านอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้นในสายตาของผู้พิมพ์ ซึ่งมีประวัติตกพละตั้งแต่ประถม และไม่เชี่ยวชาญกีฬาใดใดเลย เล่นบาสเป็นตัวแทนหอก็เล่นงูๆ ปลาๆ ชีวิตนี้ไม่มีทางได้เดินเส้นทางนักกีฬา ส่งงานเสร็จ พอมีเวลาทำกิจกรรมข้างนอก (แต่ก็สายไปเสียแล้ว เพราะอากาศเริ่มหนาว) ตีสควอชและตีกอลฟ์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่นี่ แต่เราก็อยากจะเล่นกีฬาอื่นที่มันเป็นเอกลักษณ์เล่นได้ที่นี่ที่เดียว (นอกจากกอล์ฟ) ครั้นจะสมัครชมรมแคนูคายัก แค่ตื่นมาตอนเช้า คิดว่าต้องตื่นไปพายเรือตัวเปียกน้ำซึ่งอุณหภูมิต่ำเกินจะรู้สึกเจ็บปวด (เพราะชาไปหมด) ก็ไม่อยากจะตื่นแล้ว ครั้นจะสมัครชมรมพายเรือที่คิดไว้แต่แรก ขาก็ยาวไม่ถึง ตัวเล็ก แถมชมรมนี้ต้องมีงบสูงพอควร ไม่เล่นดีกว่า เชื่อเสมอว่ากีฬาต้องเป็นสิ่งที่ฟรีหรือย่อมเยาพอที่จะเล่นได้โดยไม่ต้องรู้สึกอะไร เมืองนี้เป็นเมืองที่ตีกอล์ฟราคาย่อมเยาที่สุด มากกว่าเมืองไทยเสียอีก คิดแล้วรู้สึกว่าตัวเองช่างโชคดี ยิงธนูคงจะเป็นหนทางที่ดี มหาวิทยาลัยนี้มีแข่งธนูประจำทุกปีเป็นประเพณีเก่าแก่นานหลายศตวรรษมาแล้ว อีกอย่างคือดูท่าจะสนุกดี เราเองก็ชอบยิงปืน หรือกีฬาช้าๆ (ยกเ้ว้นสควอช) ไม่ชอบเล่นเป็นทีม เพราะประหม่าแล้วขาจะก้าวไม่ออก ก็เลยลองไปยิงธนูมา ตอนแรกโค้ชบอกว่าจะถนัดมืออะไรมาไม่เกี่ยวต้องดูว่าถนัดตาข้างไหน ก็ให้เราทำเทสต์ง่ายๆ ดูแป๊บเดียวก็รู้เลยว่าตาซ้าย จึงต้องเหนี่ยวคันธนูด้วยมือซ้าย ไม่ถนัดเอามากๆ แต่ก็ต้องเชื่อเขา โค้ชให้ลองหกดอก ลงตรงกลางทั้งหมดหกดอก ตอนแรกไม่รู้ตัวหรอกนะ เพราะยิงไปแล้วไม่เห็นว่ามันไปลงไหน (ก็สายตาดีมาาาาาาากออกอย่างนั้น) เห็นมีร้องวู้ๆ ข้างหลังนึกว่าโห่เห็นเราเล่นห่วย จนโค้ชพาไปดู เออ จริง ทุกคนบอกว่าสมัครเป็นสมาชิกเถอะ เพราะจะมีแข่งระดับ beginners ต้องคิดหนัก เพราะหากสมัครหมายความว่าต้องไปซ้อมบ่อยมาก มองซ้ายขวามีแต่เด็กปริญญาตรีซึ่งมีเวลาเหลือเฟือในมือ เราเองต้องไปโน่นมานี่เขียนงาน แต่เซ็นมั้ยคะ ก็เซ็น หลงกลซะแล้ว ยิงแล้วสนุกได้ใจดี คล้ายๆ ยิงปืนแต่เสียงไม่ดัง และท่าสวยงามกว่า กลายเป็นว่าเป็นอีกกีฬาที่ฟลุคอีกแล้ว กำลังคิดว่าถ้าครั้งหน้ายิงอีกทีไม่ถูกสักลูก เขาจะเสียใจมั้ย 555 ไม่เป็นไร ได้พักผ่อนก็พอ เสร็จจากธนูก็ลองไปเยี่ยมมองผู้คนในชมรมสควอช เขาให้สมาชิกตีแข่งทันที เล่นกับเด็กปริญญาตรีแล้วรู้สึกว่าเราแก่แล้วจริงๆ วิ่งเร็วอะไรล่ะ แต่ก็ดีใจที่ยังวิ่งทันดูไม่น่าเกลียดมาก ตีถูกขาคู่ต่อสู้คนเดียวกันถึงสองครั้ง อีกคนหนึ่งเราก็เกือบจะตีไปถูกหัวเขา เขาคงไม่อยากจะเล่นกับเราอีกต่อไป แต่ทุกคนก็เป็นมิตรดี มีคนมาถามว่าเรียนเอกแล้วหาเวลามาเล่นแบบนี้ได้ไงคะ ไม่เหนื่อยเหรอ เราก็บอกได้คำเดียวว่า เราบ้าค่ะ บ้าไปแล้ว ตอนนี้งานไม่ประดังเข้ามามาก แต่ต่อไปสิ คงจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตากันมากมาย แปลกที่ตอนนี้รู้สึกมีความสุขกับการเล่นกีฬาเหลือเกิน ปกติจำได้ว่าชั่วโมงพละเวียนมาทีไร ไ่ม่ชอบเลย อยากนอนป่้วยอยู่ห้องพยาบาล เกลียดมาก ทั้งที่ตอนที่เด็กกว่านี้ มีพละกำลังฟิตกว่านี้ เราน่าจะชอบ ตอนนี้เวลาเขีนงานเบื่อๆ ก็อยากจะออกไปเดินหรือวิ่งตรงทะเล เล่นฟุตบอลกับเพื่อน ตีกอล์ฟ ตีสควอช และ (ที่เพิ่งเพิ่มมาใหม่) ยิงธนู อากิบอกว่าเพราะเราแอบเป็นคนชอบแข่งขัน แต่เราว่าไม่จริงอะ เพราะเราก็ไ่ม่ซีเรียสนะ กอล์ฟ ธนู ก็แข่งกับตัวเองทั้งนั้น ฟุตบอลก็ขำๆ เว้นแต่สควอช อันนี้เอาจริง คิดแล้วก็แปลกเหมือนกัน ใครเป็นเหมือนกันและมีคำอธิบายดีๆ บ้าง September 22 Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี Day 355-366: ครบรอบหนึ่งปี เมื่อวานเป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่มาอยู่เซนต์แอนดรูวส์ มหาวิทยาลัยและเมืองที่วิเศษสุด ลองไปอ่านที่เคยเขียนไปเมื่อปีที่แล้วก็สนุกดี สถานการณ์เปลี่ยนไป ตอนนี้เขียนธีสิสได้ครึ่งเล่มแล้ว และกำลังหัวฟูนั่งปั่นนั่ง edit ให้ดีพร้อมส่งงานสิ้นเดือน เตรียมไปเลคเชอร์กับ Bill Ashcroft ที่สโลวะเกีย เตรียมไปพูดที่เดอแรม ส่วนปีที่แล้วเรากำลังยุ่งอยู่กับการย้ายเข้าหอ ตื่นเต้นกับที่ใหม่ เพื่อนใหม่ ชิมแฮกิส ชิมวิสกี้ มีรูปภาพเป็นหลักฐาน นี่คือห้องนอนเมื่อปีที่แล้ว ถ้าให้ดูสภาพตอนนี้คงจะไม่ดี ห้องรกมากค่ะ ไม่ค่อยมีเวลาจัด
นี่คืออากาศของปีที่แล้ว ร้างมาก แต่ถ้าเปิดม่านเยี่ยมมองวิวเดียวกันวันนี้ จะเห็นคนเดินกินไอติม แดดออกสวยงาม
เมื่อวานเดินทางกลับหลังจากสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ด อากิขับรถมารับถึงสถานี เห็นอากิเห็นเซนต์แอนดรูวส์ีที่สงบเงียบ รู้สึกเหมือนเห็นสวรรค์ ตลกดีนะ เมื่อเราหวนคิดว่าเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว เราสองคนยังไม่รู้จักกันเลย จะเล่าเรื่องสัมมนาที่ออกซ์ฟอร์ดนิดนึง หัวข้อสัมมนาคือ Utopian Spaces ซึ่งโดยรวมก็น่าสนใจดี ไว้ว่างจะเขียนเล่าเนื้อหาให้ฟัง ตอนนี้ต้องทำงานให้เสร็จก่อน พิมพ์เล่าเร็วๆ ละกัน ได้พบเพื่อนใหม่เพื่อนเก่ามากมาย เพื่อนใหม่ที่น่าสนใจ (~แปลก) คือโอลก้า เป็นคนโปแลนด์ สนใจวิลเลียมมอร์ริส (แปลก) เธอดูไม่ค่อยเชื่อเราเท่าไหร่ตอนที่เราบอกว่าเออ อยากไปโปแลนด์ เหตุผลเดียวคือชอบโชแปง อยากไปเห็นบ้านเิกิด สัมผัสวัฒนธรรมที่มาของโปโลแนส เธอกลับทำหน้างง บอกว่าใครเหรอ โชแปง ดิฉันถึงกับล้มตึงทันที ได้ไปออกซ์ฟอร์ดคราวนี้ก็กะจะผ่อนคลายพักการเขียนงานนิดนึง ที่ไหนได้ ไม่ค่อยได้ผ่อนหรือคลายอะไรทั้งสิ้น เมืองนี้ไปครั้งแรกเมื่อสองปีที่แล้ว ประทับใจมาก สวยมาก แต่คราวนี้ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเมืองถึงเปลี่ยนไป ฝุ่นเยอะมาก คนเยอะมาก รถเยอะมาก ได้ใช้เวลาอยู่ออฟฟิศภาคภาษาอังกฤษ มองข้างนอกดูเป็นอย่างไร ข้างในก็เป็นเยี่ยงนั้น เป็นตึกที่ไม่น่าเรียน โทรมอย่างไม่น่าเชื่อ ตลกดี ขนาดจะเปิดฮีเตอร์เพราะวิทยากรบ่นหนาว ก็บอกว่าเปิดไม่ได้ มีนโยบายไม่ให้เปิดในตึก ประหลาดดี ผู้คนในภาคดูไม่ค่อยมีความสุข บ่นและบ่นตลอดเวลา ได้พบเฮอร์ไมนี ลี อีกครั้งหนึ่ง ดีแล้วล่ะค่ะที่เราไม่ได้ทำงานด้วยกัน เพราะต้องขัดแย้งกันแน่ เฮอร์ไมนี ลี ไม่เชื่อว่าการศึกษางานวูลฟ์เนี่ยจะสามารถศึกษาพร้อมกับทฤษฎีหรือมองในเลนส์ของทฤษฎีวรรณกรรมหรือปรัชญาใดใด แต่มุ่งเน้นการศึกษาในเชิงชีวประวัติอย่างเดียว จริงๆ หนังสือของอาจารย์น่าสนใจมาก ได้รางวัลมากมาย แต่เราก็สามารถตั้งคำถามว่าเมื่อศึกษาแบบนี้เพียงแง่มุมเดียว มันทำให้เราสูญเสียแง่มุมอื่นๆ ที่จะมองงานจากสมองของผู้หญิงอัจฉริยะคนนี้หรือไม่ อย่างการเขียนชีวประวัติเนี่ยเป็นประเด็นที่วูลฟ์เขียนวิจารณ์ไว้เยอะมาก แล้วเรามาเขียนเกี่ยวกับวูลฟ์ หรือศึกษาวูลฟ์ในวิถีทางที่วูลฟ์เองตั้งคำถาม (~โดยที่เราไม่ตั้งคำถาม) มันจะดีเหรอ พอถามไปอาจารย์ก็ำบอกว่าเน้นชีวิตคนแต่งหรือ textual analysis อย่างเดียวก็รุ่มรวยพอแล้ว ซึ่งเป็นคำตอบที่เราไม่พอใจเท่าไหร่ ต้องศึกษาดูให้หมดสิจึงจะสนุก เอาล่ะ รู้สึกว่าบ่นเยอะมาก ต้องหยุด สรุปเหตุการณ์ที่ดีที่สุดในทริปนี้คือได้เจอเปฟ และเพื่อนทุกคนของเปฟ แถมได้ไปกินอาหารอินเดีย (จริงคืิอปากี แต่คนที่นี่แยกไม่ออกหรอก) ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยลิ้มลองมา ที่คิดลิงตัน คุยกับเปฟสนุกสนาน รู้สึกเหมือนเราสองคนรู้จักกันมานานแสนนาน คิดไปมาก็เออ จริง เพราะเห็นไส้เห็นพุงกันมาเป็นเวลา (กี่ปีแล้วนะอีไนน์) หกปีแล้วเหรอ คุยกันกี่ครั้งเปฟยังคงย้อนระลึกความหลังตอนที่จุ๋ม ไนน์ และวุ้นขึ้นไปร้องเพลงบนเวทีของริเวอร์บาร์กันเสียงหลง จนมันทนไม่ไหวต้องรีบหนีมาข้างล่างกัีบเรา บอกทุกคนว่าไม่รู้จักคนบนเวทีอะ จำกันได้มั้ยอะพวกนี้ สนุกหน้าไม่อายค่ะ เจอแฟนเพื่อนทำให้คิดถึงเพื่อนมากกว่าเดิม:) เจอเพื่อนใหม่ที่ย้ายเข้ามาตึกเดียวกันชื่อโจนาธาน เรียนปริญญาตรีที่นี่ กำลังจะเริ่มเรียนปริญญาเอกด้านชีววิทยา ที่สำคัญคือเป็นคนบ้านเดียวกับนิค คือมาจากนอร์ฟอล์ค ใจดีและตลกเหมือนกันเลย สรุปบ้านเราตอนนี้รู้จักกันหมดเลย มีนิค อูนา อากิ โจนาธาน และเพื่อนที่ยังไม่รู้จักอีกหนึ่งคน เทอมหน้าต้องเป็นเทอมที่ดีมากๆ ปีนี้อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป ความตื่นเต้น เห่อสถานที่ใหม่ๆ หายไป เพราะจะเดินเล่นทะเลก็เดินอยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกเย็น อาหารก็รับประทานมาจนเอียนบางที เพื่อนก็หน้าเดิมๆ เพื่อนหน้าใหม่ก็นิสัยดี งานก็มีทำมาตลอด ออฟฟิศเต็มไปด้วยเอกสารที่ยังไม่ได้อ่าน (คิดแล้วก็เครียดนิดหน่อย แต่ก็ต้องจัดการ) สภาพห้องเปลี่ยนไป (รกกว่าเดิม) สภาพร่างกายเปลี่ยนไป (รู้สึกเหมือนได้ detox แข็งแรงสดชื่นขึ้น) แต่สิ่งที่ยังคงเหมือนเดิมคือข้อความข้างล่าง ผ่านมาหนึ่งปีอย่างไรก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม "จะบอกว่าคิดถึงที่บ้านมากๆ แต่ไม่มีอะไรต้องห่วงค่ะ ไม่ปล่อยให้จิตตกนาน และตอนนี้พร้อมทำงานเต็มที่ คิดถึงทุกคนนะ ไปละ:)" (จาก Day One: ปลอดภัยไร้กังวล September 21 2008) September 11 Day 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอDay 342-354: ฉันเคยเขียนอะไรแบบนี้ด้วยเหรอเป็นเครื่องยืนยันว่าแก่แล้วจริงๆวันนี้นั่งทำงานในออฟฟิศ ซึ่งเป็นห้องที่บรรจุเครื่องแมคที่ไม่ค่อยสมประกอบ (สตินะ) บางทีกดให้ MSN ออฟไลน์ มันก็จะให้ออนอยู่นั่นแหละ วันนี้มีคนเข้ามาแอด เราก็ไม่กล้ารับ เพราะไม่รู้จัก เขาก็ใจดีเข้ามาคุยด้วยแนะนำตัว แชทไปมา ก็บอกว่าเผอิญไปอ่านสิ่งที่เราเขียนไว้สมัย(ยุค?)ที่อยู่วอร์ริค เกี่ยวกับการเป็นโสด แล้วชอบมาก เราก็ว่าโอ คงผิดคนแล้วล่ะค่ะ ไม่เคยเขียนอะไร (ไร้สาระ) แบบนั้น แต่เขาบอกว่าเดี๋ยวส่งให้ดู มีในเครื่อง เปิดมา โอ้ หน้าแตก เขียนเองจริงๆ ค่ะ ลืมไปได้อย่างไร ก็เลยขอเก็บมาเซฟและโพสต์ไว้เลย April 09, 2007The Importance of being SingleBeing single means Not having to worry for anyone but yourself Not having to sink with the lies Not having to (pretend to) wear the shackles The freedom it entails is absolutely bliss My life is all mine. Being single means Not having to worry about being a failure Not having to worry about money Not having to worry about breaking anyone’s heart No one has any say on that No one can hurt you Despite all the joy, the freedom, Being Single means simply that… And when you have nothing, Hence, the excitement, the challenge… But, still, despite the glorification, singletons, Yes, your hands may be all yours, Nevertheless, whether the woman can ever be you or whether the man can ever be you or whether sharing a cone of choc chip ice-cream isn’t such a bad idea or whether being stood up in theatres can give you the kicks or whether going to the concert with someone leaning on your shoulder, someone to dance with, or whether being tied up, being possessed, wondering, wondering, Since you have nothing,
ไม่รู้ทำไมตอนนั้นเขียนอะไรเลี่ยนอย่างนี้ เหมือนจะ glorify ชีวิตคู่ทั้งที่จริงแล้วก็เป็นมายาเทียบเท่ากับทุกสิ่งในโลก สิ่งที่ไม่ใช่มายาสำหรับเราคือความรัก และความดี
บางครั้งฟังเพื่อนผู้หญิงบางคนที่บ่นพยายามหาแฟน ชีวิตนี้อยู่คนเดียวไม่ได้ แล้วรู้สึกว่าทำไมคิดประหลาด (หรือจริงๆ เราประหลาดอยู่คนเดียว ทุกคนปกติ) ก็อยากจะบอกว่าก่อนที่จะเข้าใจ concept ของสิ่งที่เรียกว่าแฟนเนี่ย เคยมีชีวิตอยู่ดีมั้ยล่ะ แฟนเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่เหรอ
บางทีฟังเพื่อนผู้ชายผู้ชายบ่นอยากแต่งงานเร็วๆ เพราะอายุมากแล้ว (~แต่ยังหาใครที่แต่งด้วยไม่ได้) แล้วก็รู้สึกเหนื่อยแทน ทำไมต้องกังวลเรื่องอายุล่ะ ความรักมันไม่จำกัดอยู่แต่ในสถาบันแต่งงานที่สังคมจำกัด ไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดวัย ไม่จำกัดหรือสังกัดอะไรเลย บางคนก็บอกว่าอยากรีบมีลูำก เราก็จะถามว่าอยากมีทำไม บางคนว่าชีวิตจะได้สมบูรณ์ เราก็ถามต่อว่า says who? อะไรคือความสมบูรณ์ มันแปลว่าอะไร เป็นเพราะมันเป็นสิ่งที่ "ต้องทำ" เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ หรือเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคิดว่าทำให้เราเป็นผู้หญิงที่ดี สมบูรณ์ (ไปอ่านคริสเตวาไป) (เราเองถ้าอยากมี ก็อยากมีไว้เป็นเพื่อนคอยอ่านหนังสือ
หรือไปกินเบียร์ในผับหรือตีกอล์ฟ จะได้ไม่ต้องหาแคดดี้ เออ เก๋ไม่น้ิอย
ถ้าเป็นไปได้ ออกลูกแล้วส่งลูกไปไกลๆ ค่อยมาคุยกันตอนโตได้มั้ยอะ คงดีกว่าเลี้ยงสัตว์ 555 และคงดีกว่าการคิดว่ามีลูกเพื่อสนองและสานต่อภาพ "ผู้หญิงที่ดี" "ครอบครัวที่สมบูรณ์" ที่สังคมสร้างขึ้น) หรือเพราะคุณคิดเองว่ามันดี เป็นหนทางสู่ความสุข หรือผสมกัน ถ้าดีจริงแล้วตอนนี้คุณใช้มันมาทำให้ตัวเองทุกข์ร้อนทำไม เบียดเบียนตัวเองเปล่าๆ
จะเป็นสิ่งที่สังคมนิยามว่า "โสด" หรือไม่เป็นมันก็เหมือนกันน่ะแหละ คนเราก็มีความสุขเหมือนกัน แต่ในวิถึทางที่อาจจะแตกต่างกัน ขอเพียงได้ทำความดี ไม่เบียดเบียนตัวเอง และรักทุกอย่างบนโลกนี้
สวัสดีค่ะ |
|
|||||||||
|
|